ความสุขตามสัญชาตญาณ 4

ความสุขตามสัญชาตญาณ 4

ความสุขของมนุษย์ เมื่อศึกษาในเชิงสัญชาตญาณแล้วพบว่า สามารถจัดแบ่งความสุขได้เป็น 4 รูปแบบ ได้แก่

1. ความสุขตามสัญชาตญาณสสาร

สสารมีสภาพแผ่กว้าง กินที่ อยู่นิ่ง จะมีการเคลื่อนไหวต้องอาศัยเหตุปัจจัยทางธรรมชาติเป็นตัวขับเคลื่อน ดังนั้น สัญชาตญาณแท้ของสสารจึงมีสภาพคงที่ ชอบอยู่เฉยๆ นิ่งๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงมัน ไม่ชอบไปยุ่งกับใคร เปรียบเหมือนก้อนหิน ก้อนหินมันชอบอยู่นิ่งๆ การได้อยู่นิ่งๆ ไม่ต้องเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทำให้มันรู้สึกสบาย มีความสุข แต่เมื่อสัญชาตญาณก้อนหินมาอยู่ในร่างมนุษย์ และมนุษย์คนนั้นรู้สึกยินดีกับความสุขแบบก้อนหิน ก็จะชอบตัวผู้รับ คือ ชอบรับบริการ แต่ไม่ชอบไปบริการใคร ไม่มีจิตคิดอาสาไปช่วยใคร เพราะชอบอยู่นิ่งๆ สบายๆ ไม่ต้องเหนื่อย

ดังนั้น มนุษย์ผู้แสวงหาความสุขตามสัญชาตญาณสสารจึงปรารถนาความสุขในรูปแบบการผ่อนคลาย ได้อยู่นิ่งๆ ไม่ต้องทำอะไร ซึ่งหากมีมากเกินไปก็จะกลายเป็นคนขี้เกียจ หนักไม่เอาเบาไม่สู้ เห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ความสุขของตนเองโดยไม่สนใจว่าคนรอบตัวจะสุขหรือทุกข์อย่างไร ไม่ชอบยุ่งกับใครและไม่ชอบให้ใครมาพยายามเปลี่ยนแปลงชีวิตของตน แม้ว่ามันจะเป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตก็ตาม

ยกตัวอย่าง คนที่ติดเกมจนไม่รู้บทบาทหน้าที่ของตนเองว่าต้องปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์รอบข้างอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ลูกหลาน เพื่อนๆ หรือคนที่ขี้เกียจ ผลัดวันประกันพรุ่ง อยากรวย อยากมีนู่มีนี่ แต่ไม่อยากทำอะไร อยากอยู่เฉยๆ ให้คนอื่นหามาให้ เป็นต้น

2. ความสุขตามสัญชาตญาณพืช

พืชต่างจากสสาร เพราะพืชมีชีวิต แต่สสารไม่มีชีวิต ชีวิตที่พืชมีก็ต่างจากสัตว์และคน เพราะชีวิตของพืชมีเพียงในลักษณะของการเจริญเติบโต แผ่กว้างไปเรื่อยๆ มันไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนสัตว์และคน แต่ก็ไม่ชอบอยู่นิ่งเหมือนกับสัญชาตญาณสสาร โดยตัวมันเองคือชีวิต เป็นชีวิตที่ต้องการความอยู่รอด เมื่อมันมีโอกาสหยั่งรากหรือแสวงหาอาหารมาเลี้ยงตน มันจะไม่รอช้า มันจะแทงรากออกจากเมล็ดลงสู่พื้นดิน สูบกินทุกอย่างให้เต็มที่เพื่อให้มันอยู่รอดและเจริญเติบโต มันรักตัวมันเองตามสัญชาตญาณพืช แต่กลับไม่เคยห่วงพืชชนิดอื่นๆ หรือแม้แต่ชนิดเดียวกันที่อยู่รอบตัวมันแม้แต่น้อย จะเป็นจะตายมันไม่สนใจ ขอให้ตัวมันรอดและได้ผลประโยชน์เยอะๆ ก็พอ

มนุษย์ผู้แสวงหาความสุขตามสัญชาตญาณพืชจึงมีลักษณะเป็นคนกระตือรือร้น รักความก้าวหน้า ทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองอยู่รอด ปลอดภัย แต่ถ้าหากมีมากเกินไป ก็จะกลายเป็นคนหิวเงิน มีผลประโยชน์เป็นเป้าหมายหลัก ทำอะไรก็ต้องมีผลประโยชน์ตอบแทน ถ้าไม่มีไม่ทำ ไม่มีคำว่าจิตอาสาเด็ดขาด เพราะชีวิตคือการแข่งขัน ต้องได้กำไรเท่านั้น ขาดทุนไม่ทำ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมุ่งเฉพาะผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก

ยกตัวอย่าง การทำธุรกิจแบบทุนนิยม เน้นการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ใครดีใครได้ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครทุนเยอะก็ได้เป็นปลาใหญ่ ใครทุนน้อยได้เป็นปลาเล็ก และปลาใหญ่ก็กินปลาเล็กเป็นเรื่องปกติ การทำธุรกิจเน้นการกินเรียบทั้งกระดาน เหมาทั้งโต๊ะ แม้ว่าธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจชุมชน ร้านโชว์ห่วย พ่อค้าแม่ค้าในตลาดจะอยู่ไม่ได้ก็ไม่สนใจ เพราะกฎหมายแบบเสรีทุนนิยมให้สิทธิและเสรีภาพในการแข่งขันอย่างเต็มที่ ใครดีใครอยู่ เป็นต้น

3. ความสุขตามสัญชาตญาณสัตว์

สัตว์มีชีวิตคล้ายกับพืช คือมีความเจริญเติบโต มีความรักตนเอง พยายามทำให้ตนอยู่รอดปลอดภัย กอบโกยผลประโยชน์เข้าหาตัวเป็นปกติ แต่สิ่งที่แตกต่างกันอยู่ตรงที่สัตว์มีสัญชาตญาณอารักขายีน มันรักพวกพ้อง ได้ผลประโยชน์มาก็รู้จักแจกจ่ายพวกพ้องของมัน เริ่มจากครอบครัวซึ่งเป็นยีนเดียวกันโดยตรง ในฐานะผู้สืบต่อยีนบ้าง ผู้ให้กำเนิดบ้าง คู่ครองบ้าง ญาติพี่น้องบ้าง จากนั้นจึงแผ่ขยายกว้างขวางออกไป เช่น คนในหมู่บ้านเดียวกัน ชุมชนเดียวกัน อำเภอเดียวกัน จังหวัดเดียวกัน ภาคเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกัน ประเทศเดียวกัน จนกระทั่งถึงภาคพื้นทวีปเดียวกัน นอกจากนี้ ความยึดมั่นในรสนิยม คติความเชื่อแบบสุดโต่ง เป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยก "พวกเขาพวกเรา" เช่น สีผิวเดียวกัน ภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมประเพณีเดียวกัน ปรัชญากระบวนทรรศน์เดียวกัน เป็นต้น

มนุษย์ผู้แสวงหาความสุขตามสัญชาตญาณสัตว์จึงมีลักษณะเป็นคนที่หาความสุขทางกามารมณ์เป็นที่ตั้ง ยิ่งได้ลิ้มรสมากมายหลายคนยิ่งรู้สึกได้ตอบสนองความต้องการทางเพศให้แก่ตนอย่างเต็มที่ หลายคนคิดว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าโดยเฉพาะในช่วงวัยหนุ่มสาวที่มีความต้องการทางเพศ มีกำลังวังชามหาศาล ต้องการปลดปล่อย ต้องการคู่ครอง

ส่วนในด้านความสัมพันธ์แบบเพื่อน มีความต้องการพวกพ้องที่มีเชื้อชาติเดียวกัน มีความเชื่อและรสนิยมเดียวกัน ซึ่งถ้าหากมีสัญชาตญาณสัตว์มากจนเกินไปจะทำให้กลายเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับความสุขทางเพศมากจนเกินไป จนหลงลืมบทบาทหน้าที่ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งเหล่านี้เพียงอย่างเดียว หลายคนกลายเป็นคนเจ้าชู้ มากเมียหลายผัว ได้เท่าไหร่ไม่เคยอิ่มมีแต่อยากเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่ามันคือรสชาติของชีวิตที่ต้องสนองให้มากที่สุดก่อนที่จะตาย ในความสัมพันธ์ของเพื่อนที่มีสัญชาตญาณสัตว์มากจนเกินไปมักจะมีการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ มีการเล่นพรรคเล่นพวก ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทางที่ผิด อันจะนำมาซึ่งความเดือดร้อนจากวงเล็กๆ ขยายไปถึงการก่อสงครามระหว่างประเทศ และสงครามโลกในที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น โครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ หากเห็นแก่พวกพ้อง อำนาจ เครือข่าย (connection) ก็มักจะเกิดการคอรัปชั่นตามมา หรือการสมัครเข้าเรียน การสมัครเข้าทำงานในที่ต่างๆ หากเป็นเด็กฝากเด็กท่าน ผู้รับฝากก็มักจะ "ขอ-รับ-ท่าน" (cor-rup-tion) อย่างไม่รีรอ เป็นต้น

4. ความสุขตามสัญชาตญาณมนุษย์

มนุษย์ต่างจากสัตว์ พืช และก้อนหิน ตรงที่มีปัญญาและจิตสำนึก ปัญญาและจิตสำนึกนี้ไม่มีในสัตว์ พืช และก้อนหิน แต่สัญชาติญาณสัตว์ พืช และก้อนหินกลับมีในมนุษย์อย่างครบถ้วน ในบางเวลามนุษย์ต้องการพักผ่อน ในบางเวลามนุษย์ต้องการปัจจัย 4 ต้องการผลประโยชน์เอื้ออำนวยให้ตัวเองสุขสบาย บางครั้งมนุษย์ต้องการเพื่อน พวกพ้อง และคู่ครองเพื่อสืบสานสกุล แต่สิ่งที่อยู่ในมนุษย์ เป็นศักยภาพ เป็นพลัง เป็นสัญชาตญาณเดิมแท้ของมนุษย์จริงๆ คือ “ปัญญา” เพราะสัญชาตญาณปัญญามีอยู่ในมนุษย์เท่านั้น มนุษย์จึงเป็นเจ้าของสัญชาตญาณนี้โดยธรรมชาติ มันคือสัญชาตญาณเดิมแท้ของมนุษย์ เมื่อได้รับความสุขจากสัญชาตญาณปัญญาจึงสามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่ามันคือความสุขตามความเป็นจริงของมนุษย์ทุกคน สัญชาตญาณปัญญาแสดงออกมาด้วยการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา

มนุษย์ผู้แสวงหาความสุขตามสัญชาตญาณมนุษย์ จึงมีความสุขที่ได้ใช้ “(1) พลังสร้างสรรค์” เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งในทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ นวัตตกรรมทางธุรกิจ นวัตตกรรมทางความคิดและปรัชญา ศิลปะของผู้เป็นศิลปิน ฯลฯ ไม่เหงา ไม่เซ็ง ไม่เบื่อ เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งด้วยปัญญา (wisdom) ว่า ปัญหามีอยู่ของมันเช่นนี้ (ตถตา) ดังนั้น ปัญหาจึงเป็นธรรมชาติที่อยู่เคียงคู่มนุษย์ มันท้าทายให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อมีความสุขเหนือมัน มองปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนขี้ให้เป็นปุ๋ย แต่ก็มีหลายครั้งที่ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้สร้างผลกระทบต่อผู้อื่น ทำให้จิตใจผู้อื่นได้รับการเบียดเบียน ไม่ก่อให้เกิดศานติในใจ จำเป็นต้องมี “(2) พลังปรับตัว” เพื่อกลับมาทบทวนผลกระทบจากการสร้างสรรค์ในแต่ละจุด คิดแก้ไขไม่คิดแก้ตัว เน้นความเข้าใจไม่เน้นตัดสินถูกผิด ตรงจุดไหนที่คนไม่เข้าใจก็หาช่องทางอธิบายให้เกิดความเข้าใจเพื่อหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน มีการแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่างอย่างชาญฉลาด ซึ่งต้องอาศัย “(3) พลังร่วมมือ” คือ การมีส่วนร่วม (participation) ของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือได้รับผลกระทบจากความสร้างสรรค์ในโครงการต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ในส่วนที่เห็นเหมือนกันก็นำมาปฏิบัติร่วมกันโดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ความสุขที่พอเพียงในสัญชาตญาณต่างๆ ให้เกิดความสุขสมดุลในชีวิตร่วมกัน สิ่งใดที่มีความคิดเห็นต่างกัน ก็ให้ถือเป็นพรสวรรค์ เป็นความรู้ความสามารถของแต่ละฝ่าย ที่แต่ละฝ่ายควรถือเป็นบทบาทหน้ารับผิดชอบเพื่อเพื่อนมนุษย์และนำพรสวรรค์ดังกล่าวนี้มาเติมเต็มให้กันและกัน “เป็นหนึ่งเดียวกัน” (oneness) และ “มีกันและกัน” (one for all, all for one) สิ่งใดขาดหายก็ใช้ "(4) พลังแสวงหา" เพื่อให้เกิดการค้นพบใหม่จากการเรียนรู้ จากปัญญาปฏิบัติ (phronesis or prudence) ที่ยึดหลัก "ไม่ติดตำรา" เพื่อมาเติมเต็มิสิ่งที่ขาดหายให้เกิดความพอเพียงหรือจุดสมดุลในแต่ละช่วงขณะ เพื่อให้ก้าวทันโลก แต่ไม่หลงไปกับโลก เป็นคนทันสมัยที่รู้ทันโลกร่วมกันอยู่เสมอ

ยกตัวอย่างเช่น มูลนิธิสหธรรมิกชนต้องการสร้างสวนป่าในชุมชน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี แม้ว่าคณะกรรมมูลนิธิฯ จะมีการออกแบบสวนป่าไว้เป็นเบื้องต้นแล้ว แต่เมื่อจะสร้างในบริเวณชุมชน ก็ต้องมีการแสวงหาการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนเสียก่อน ต้องถามกันก่อนว่าชาวบ้านอยากได้สวนป่าหรือไม่ เพราะอะไร ถ้าอยากได้ ชาวบ้านอยากได้สวนป่าแบบไหน เป็นไปเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดการสนทนาในวงกว้าง ให้เกียรติกันและกัน ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำงาน ร่วมติดตามและประเมินผล ร่วมรับผิดชอบร่วมกัน ประโยชน์ ความสุข ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ก็จะกลายเป็นประโยชน์สุข เป็นความสำเร็จร่วมกันระหว่างมูลนิธิกับคนในชุมชน เป็นต้น


ผู้แต่ง : ดร.เมธา หริมเทพาธิป

14/06/2560

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญาเพื่อความสุข



ความเห็น (0)