หลักการทรงงานข้อที่ 7 ในมุมมองของ ดร.ชัยโรจน์ นพเฉลิมโรจน์

ดร.ชัยโรจน์ นพเฉลิมโรจน์ ได้อธิบาย "หลักการทรงงานข้อที่ 7 ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช รัชกาลที่ 9" ไว้ดังนี้


หลักการทรงงานข้อที่ 7 : ไม่ติดตำรา

การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชนคือ “ไม่ติดตำรา” ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย

ความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์เห็นว่ามีคุณค่าและได้สืบทอดต่อไปในแต่ละรุ่น การบันทึกจึงเกิดขึ้นและถือว่าบันทึกความรู้นั้นเป็นสิ่งมีคุณค่าที่คนรุ่นต่อ ๆ ไปจะต้องศึกษาเป็นความรู้ของแต่ละคน เมื่อเครือข่ายความรู้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ความยึดมั่นในวิธีการได้ความรู้อย่างวิทยาศาสตร์ได้เข้ามากำหนดการกระทำซ้ำของความรู้และประเมินความรู้ต่าง ๆ ว่าได้มาด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์หรือไม่ จากนั้นจึงจัดประมวลความรู้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันขึ้นเป็นวิชา มนุษย์จึงศึกษาความรู้ในลักษณะของวิชา ในปัจจุบันมีวิชาจำนวนมากและมีวิชาเกิดใหม่อยู่เสมอ ความมากที่เกินกว่าจะคาดคิดของความรู้ที่ได้พัฒนาในช่วงระยะเวลาไม่กี่ร้อย ปีนี่ของมนุษย์ได้ทำให้มนุษย์รู้สึกเคว้งคว้างที่จะคิดเลือกสรรความรู้ใดมา ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต หลักยึดหนึ่งคือเชื่อในตำรา ตำรา คือ สิ่งที่ผู้รู้ได้ประมวลและกำหนดแนวทางการใช้ความรู้มาแล้วอย่างถูกต้อง เมื่อเชื่อเช่นนี้และยึดในตำรา จึงทำให้มนุษย์มีความมั่นใจในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ตามตำรา เมื่อมีความถูกต้องก็เชื่อได้ว่าตนเองได้ทำตามตำราอย่างดี หากมีความคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดก็อ้างได้ว่าตนเองได้ทำตามตำราแล้ว ดังนั้นจึงมีความมั่นใจในการกระทำต่าง ๆ ของตน เนื่องจากมีกรอบความคิดตามความรู้ในตำรากำกับอยู่และพร้อมเป็นผู้รับผิดแทน ตนได้เป็นอย่างดี หากแต่ในการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ “ไม่ติดตำรา” ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยี ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย การไม่ยึดตำราเป็นการเปิดกว้างต่อการคิดเพราะมนุษย์มีสมรรถนะคิดและมี ศักยภาพคิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด ตำรากลับสถาปนาตนเองเป็นกรอบบัลลังก์ที่มนุษย์จะต้องคิดตามและห้ามละเมิด ซึ่งจะทำลายศักยภาพคิดเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์ลงไปเสีย ดังนั้นมนุษย์ผู้มีปัญญาจึงต้องออกนอกกรอบ ไม่ยึดตำราแต่ไม่ละทิ้งตำรา คือ รู้ความรู้ในตำรา แต่เปิดใจให้กว้างต่อความเป็นจริงของปัญหา ใช้วิจารณญาณคิดวิเคราะห์ จำแนกส่วนดี ส่วนไม่ดีของความรู้ในตำราต่าง ๆ และสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ ผู้คน ชุมชน วัฒนธรรม ประเพณี กฎหมาย เพื่อให้ได้ความคิดที่เป็นสิ่งสร้างสรรค์ใหม่ (innovation) ที่เป็นทางเลือกปฏิบัติอย่างมีปัญญาในการนำไปใช้แก้ปัญหา เมื่อเกิดปัญหาก็ไม่โทษว่าหรือเอาตำราใดๆ มารับผิด หากแต่ใช้สมรรถนะคิดหาหนทางในการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหา ลดผลเสียที่เกิดขึ้น ใช้การร่วมมือเข้ามาช่วยให้สามารถฝ่าฟันกับปัญหาต่อไป แล้วแสวงหาความรู้ ความคิดเห็น คำแนะนำต่าง ๆ มาใช้คิดด้วยศักยภาพของปัญญามนุษย์จะทำให้ได้พบคำตอบของปัญหาได้ การพัฒนาจึงมีการลงมือปฏิบัติด้วยปัญญาที่มีลักษณะของความยืดหยุ่น ไหลลื่นและสอดคล้องไปกับวิถีทาง ในการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนา คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเพื่อความผาสุกของประเทศชาติ (ชัยโรจน์ นพเฉลิมโรจน์, 2558, หน้า 58-59)


เอกสารอ้างอิง

ชัยโรจน์ นพเฉลิมโรจน์. (2558). หลักคุณภาพในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกับปรัชญาหลังนวยุค : การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน หลักการทรงงาน 23 ข้อ ในมุมมองของ ดร.ชัยโรจน์ นพเฉลิมโรจน์



ความเห็น (0)