๗. กรรมวิธีการสร้างพระเนื้อดิน


องค์ความรู้เรื่องการเครื่องปั้นดินเผาของไทยนั้นมีมาตั้งแต่โบราณ คนไทยค้นพบว่าเมื่อก่อกองไฟแล้วดินที่อยู่ใต้กองไฟจะแข็ง เมื่อโดนน้ำก็ไม่สลายตัวเสียไป จึงมีความคิดว่าถ้านำดินเหนียวมาปั้นเป็นภาชนะต่างๆเพื่อใช้ใส่น้ำหรืออาหารแล้วนำไปเผาก็จะดี จึงคิดและทำมาตั้งแต่บัดนั้น คาดว่าน่าจะหลายแสนปีมาแล้ว หลักฐานก็เช่นเครื่องปั้นดินเผาของมนุษย์ยุคหินเช่นที่บ้านเก่ากาญจนบุรี


กรรมวิธีการสร้างพระเนื้อดินของคนโบราณ

ยกตัวอย่างเช่นพระนางพญา พระซุ้มกอ พระลีลาเม็ดขนุน ส่วนพระรอด พระคง ไม่ใช่พระเนื้อดินเผาครับ หากแต่เป็นพระเนื้อกระเบื้องตระกูลเซรามิก เพราะว่าเนื้อแกร่งมากมีความแข็งในสเกลโมห์มากกว่า 7 สามารถกรีดกระจกเป็นรอยได้ พระเนื้อดินเผามีความแข็งอย่างมากก็แค่ 4 หรือ 5 กรีดกระจกเป็นรอยไม่ได้

คนสมัยโบราณเวลาจะทำพระต้องเตรียมหลายอย่าง ดังนี้

1. เตรียมวัสดุที่ใช้ทำพระ

2. เตรียมแม่พิมพ์ทำพระ

3. เตรียมพิธีการพุทธมนต์วัสดุที่ใช้ทำพระก็จะมีวัสดุหลัก และวัสดุรอง วัสดุหลักก็คือดิน วัสดุรองก็คือมวลสารศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่นผงพุทธคุณ ผงว่านร้อยแป็ด ผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่นดินเจ็ดวัด ดินเจ็ดป่าช้า ดินเจ็ดโป่ง ดินเจ็ดป่าช้า ดินเจ็ดกลางเมืองเป็นต้น ผงเกสรจากดอกไม้บูชาพระ ผงเหล็กไหล แร่วิเศษเช่นเจ้าน้ำเงินเป็นอาทิ วัสดุแต่ละอย่างต้องแสวงหามาตามกรรมวิธีซึ่งมีความยากอยู่ในตัว ถ้าเป็นผงพุทธคุณอย่างของหลวงปู่ปาน หรือของสมเด็จโตน่ะทำยากมาก ต้องลงเลขยันต์ตามนิมิตที่ได้มาตอนทำสมาธิแล้วลอกยันต์ลงกระดานชนวนด้วยดินสอพลอง แล้วลง ณ. แล้วจึงทำการลบ ก็จะได้ผงดินสอพลองที่ใช้ทำดินสอนั่นแหล่ะเป็นผงวิเศษ อย่างของสมเด็จโตก็จะต้องทำซ้ำอีกคือเอาผงมาปั้นเป็นดินสอแล้วก็ลงเลขยันต์อีกแล้วก็ลบอีกจึงได้ผงของผง ทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผงที่ได้ครั้งแรกเรียกผงปฐมัง ผงที่ได้ครั้งที่สองเรียกผงอิทธิเจ ผงที่ได้ครั้งที่สามเรียกผงมหาราช ผงผงที่ได้ครั้งที่สี่เรียกผงพุทธคุณ ผงครั้งที่ห้าเรียกตรีนิสังเห

อ้างอิงจากหนังสือตรียัมปวายดังนี้

"ดินที่ใช้ทำผงคือ ดินเสาหลักเมือง 7 หลักเมือง ขี้เถ้าไส้เทียนบูชาพระประธานพระอุโบสถ

ดอกกาหลง ยอดสวาท ยอดรกซ้อน ขี้ไคลเสมา ขี้ไหคลประตูวัง

ขี้ไคลเสาตะลุงช้างเผือก ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ พลูร่วมใจ พลูสองหาง

กระแจะตะนาว น้ำมันเจ็ดรส และดินสอพอง มาผสมกัน ป่นละเอียด

เจือน้ำ ปั้นเป็นแท่งดินสอ

กรรมวิธีทำผงวิเศษ กระทำในพระอุโบสถ เตรียมเครื่องสักการะ

หน้าพะประธาน กล่าวคาถาอันเชิญครู ประกาศอัญเชิญเทพยดา

ทำประสะน้ำมนต์พรมตัว เรียกอักขระเข้าตัว และอัญเชิญครุเข้าตัว

ผงปถมัง เป็นผงเริ่มต้น นำดินสอผงวิเศษมาเขียนสูตรเลขยันต์ต่างๆตามตำรา และลบผงออกผงที่ลบออก

เป็นผงปถมังมีอานุภาพ หลายด้าน แต่หนักไปทาง คงกระพันชาตรี

มหาอุด แคล้วคลาด กำบังล่องหนและป้องกันภูตผีปีศาจและคุณไสย

ผงอธิเจ นำผงปถมังมาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตร ลบผงเป็นผงอธิเจ

มีอานุภาพด้านเมตตามหานิยมอย่างสูงรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

ผงมหาราช นำผงอธิเจ มาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตร ลบผง

เป็นผงมหาราช มีอานุภาพด้านเมตตามหานิยมอย่าสูงป้องกัน

และถอนคุณไสย และแคล้วคลาด

ผงพุทธคุณ นำผงมหาราช มาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตร

ลบผงเกี่ยวกับพุทธคุณนานาประการ ให้อานุภาพด้านเมตตามหานิยม

อย่างสูง กำบัง สะเดาะ และล่องหน

ผงตรีนิสังเห นำผงมหาราช มาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตร

ลบผงเกี่ยวกับยันตร์ตรีนิสิงเหหรือยันตร์นารายณ์ถอดรูป แล้วมียันต์

พระควัมบดี และยันต์ตราพระสีห์ อานุภาพด้าน เมตตามหานิยม

ป้องกันถอนคุณไสย และภูตผี ป้องกันสัตว์เขี้ยวเล็บงา รักษาโรค

อุบัติภัยอันตรายทั้งปวง"

จะเห็นว่าผงของพระสมเด็จโตนั้นทำมายากมาก ของหลวงพ่อปานก็ยากไม่แพ้กันต้องได้สมาบัติแป็ดถึงจะลบผงได้ ของหลวงพ่อปานต้องนำผ้าขาวมาเสกให้เป็นสัตว์ต่างๆเช่นถ้าจะทำพิมพ์ไก่ก็ต้องเสกผ้าขาวให้เป็นไก่ แล้วไก่ที่เสกได้ก็จะกางปีกออกมา ในปีก็จะมีคาถาอยู่ ท่านก็จำคาถาแล้วมาเขียนลงบนกระดานชนวนแล้วก็ลบผงเก็บไว้


ส่วนดิน ก็เตรียมมาจากดินเหนียวซึ่งส่วนใหญ่จะเอามาจากแม่น้ำ ดินที่นำมายังใช้ไม่ได้ เพราะว่ามีสิ่งเจือปนเยอะ ต้องมีการกรองก่อนหรือถ้าเป็นพระผงเกษรสุพรรณก็ใช้วิธีการตกตะกอน ถ้าเป็นพระนางพญาก็อาจใช้แค่วิธีการร่อนเพราะพระนางพญายังมีเม็ดทรายเจือปนอยู่มาก เม็ดทรายจะกลมมนซึ่งเป็นลักษณะของทรายแม่น้ำ ถ้าส่องเห็นทรายในพระนางพญาที่มีลักษณะคมเหลี่ยมล่ะก็เก๊ครับ

การเตรียมแม่พิมพ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องที่ในวงการพุทธพาณิชย์ใช้เป็นเครื่องมือในการแยกพระแท้ออกจากพระเก๊ ซึ่งไม่ใช่องค์ความรู้ทั้งหมดทั้งหมด หมายถึงพระถ้าเนื้อเก่าได้อายุแต่พิมพ์ไม่เหมือนในตำราของเซียนเฝ้าตู้ในห้างใหญ่เซียนก็จะตีเป็นเก๊ โดยอ้างว่าผิดพิมพ์ไม่เป็นมาตรฐานสากล คำว่าไม่เป็นสากลในความหมายของพวกเขาคือในบรรดาตู้ต่า

งๆในสมาคมของพวกเค้านั้นไม่รับซื้อเพราะไม่เหมือนในตำรา ซึ่งก็คัดลอกกันมาเรื่อยๆข้อเท็จจริงก็คือเล่นซื้อขายกันเป็นบางพิมพ์แค่นั้น คนเขียนตำราคนแรก็ได้เปรียบเพราะว่าสะสมพระพิมพ์นั้นๆไว้เป็นจำนวนมากแล้วออกตำราว่าพระนางพญาต้องเป็นพิมพ์นี้เท่านั้นนะถึงจะแท้ ถ้าหน้าตาผิดแบบนี้ก็ไม่ใช่

ในความเป็นจริงการสร้างพระไม่มีที่ไหนหรอกจะทำแม่พิมพ์แค่ตัวเดียวแล้วปั้มพระออกมาได้จำนวนมากเป็นหมื่นๆองค์ ถ้ามีแม่พิมพ์ตัวเดียวปั้มพระจำนวน 84,000 องค์คงในเวลาประมาณ 1 ปีถึงจะปั้มพระเสร็จ คำนวนได้จากเช่นใช้เวลาปั้นดินและกดพระองค์ละ 2 นาที วันหนึ่งกดพระ 8 ชั่วโมง ดังนั้นหนึ่งวันกดพระได้ 60*8/2 = 240 องค์ หนึ่งปีกดได้ 365*240 = 87,600 องค์ แต่ในความเป็นจริงพิธีกรรมในการสร้างพระของคนโบราณอาจจะจัดแค่ 7 วันโดยระดมคนมาช่วยกดพระ ดังนั้นต้องใช้กี่แม่พิมพ์ล่ะที่จะให้ได้พระ 84,000 องค์ คำนวนได้จาก 84,000*2/(60*7*8) = 50 ดังนั้นต้องมีอย่างน้อย 50 แม่พิมพ์และมีคนอย่างน้อย 50 คนมาช่วยกันกดพระ

อย่างพระนางพญามี 6 กลุ่มพิมพ์ (ผมใช้คำว่า "กลุ่มพิมพ์" เพราะไม่ชื่อว่าคนโบราณจะให้แม่พิมพ์ตัวเดียวกดพระเป็นหลักหมื่นองค์เพราะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ) คือพิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง พิมพ์อกนูนใหญ พิมพ์อกนูนเล็ก พิมพ์สังฆาฏิ และพิมพ์เทวดา ถ้าต้องสร้างแม่พิมพ์ 50 ตัวก็อาจจะต้องสร้่างพิมพ์เข่าโค้ง 10 ตัว เข่าตรง 10 ตัว อกนูนใหญ่ 10 ตัว อกนูนเล็ก 10 ตัว สังฆาฏิและเทวดา 10 ตัว เป็นต้นจึงจะเพียงพอในการสร้างพระภายในกำหนด 7 วัน


หมายเลขบันทึก: 622325เขียนเมื่อ 30 มกราคม 2017 13:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 26 เมษายน 2018 11:47 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี