ความหมายของการแปล

การแปล

พจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า “แปล” ซึ่งเป็นคำกริยาไว้ 2 ความหมาย ดังนี้
1) ถ่ายทอดความหมาย จากภาษาหนึ่ง มาเป็นอีกภาษาหนึ่ง
2) ทำให้เข้าใจความหมาย

พจนานุกรม นิวเวบสเตอร์ ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการแปลในเรื่องของภาษาไว้ดังนี้
ซึ่งอาจสรุปได้ว่า การแปล คือ
1) การถ่ายทอดข้อความจาก ภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง
2) การตีความหมายหรือการทำให้เข้าใจความหมาย
3) การอธิบายโดยใช้ถ้อยคำสำนวนอย่างอื่น

นักปราชญ์ด้านการแปลต่างๆ ได้ให้ความหมายของการแปลไว้ ดังนี้
• จอห์น วายคลิฟ (John Wycliffe) กล่าวว่า การแปล คือ การแปลประโยคให้ได้ความชัดเจนโดยใช้ภาษาของคนสามัญ

• มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) กล่าวว่า การแปล คือ การสามารถถ่ายทอดวิญญาณต้นฉบับ โดยสามารถทำให้สามัญชนเข้าใจได้
• ยูจีน ไนดา (Eugene A. Nida) ผู้เชี่ยวชาญทฤษฎีการแปลชาวอเมริกัน กล่าวว่า การแปล คือ การถ่ายทอดความหมายของข้อความจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง โดยรักษารูปแบบของข้อความไว้ได้ตรงตามต้นฉบับ
• ดานิกา เซเลสโกวิตซ์ (Danica Seleskovitch) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแปล และการสอวิทยาการแปล กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการแปลมี 3 อย่าง ได้แก่ ข้อความ ความหมายแฝง และการถ่ายทอดความหมายออกมาเป็นภาษาแปลตามธรรมชาติ

สรุป การแปล (Translation) คือ การถ่ายทอดความหมายจากภาษาต้นฉบับไปเป็นอีกภาษหนึ่งและให้ความหมายเท่ากัน หรือใกล้เคียงกับภาษาต้นฉบับมากที่สุด
Mildred L. Larson ได้สรุปเกี่ยวกับการแปลว่า ผู้แปลจะประสบความสำเร็จในงานแปลก็ต่อเมื่อผู้อ่านไม่ทราบเลยว่ากำลังอ่านงานแปล แต่คิดว่ากำลังอ่านข้อเขียนในภาษาของตนเพื่อความรู้และความบันเทิง

รูปแบบของการแปล อาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. การแปลตามรูปของภาษา (Form) หรือ การแปลตรงตัว/การแปลตามตัวอักษร (LiteralTranslation) เป็นการแปลที่พยายามรักษาความหมายและโครงสร้างของต้นฉบับไว้มากที่สุด มุ่งความถูกต้องแม่นยำเป็นหลัก แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้าง (Structure) และการใช้คำเพื่อให้เป็นไปตามหลักการใช้ภาษาของภาษาฉบับแปล การแปลลักษณะนี้ใช้ในกลุ่มนักวิชาการหรือกลุ่มเฉพาะอาชีพที่ต้องการความถูกต้องของ สาระข้อเท็จจริง เพื่อจุดประสงค์ในด้านการศึกษาค้นคว้าหรือการนำไปปฏิบัติเช่น การแปลฉลากยา ขั้นตอนการทดลอง คู่มือปฏิบัติการ กฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศ รายงานและเอกสารราชการ
2. การแปลตามความหมาย (Meaning) หรือ การแปลสรุปความ (Free Translation) เป็นการแปลที่ไม่ได้มุ่งรักษาโครงสร้าง ตามความหมายหรือรูปแบบของต้นฉบับอย่างเคร่งครัด มีการโยกย้ายขยายความ หรือตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงรูปคำหรือไวยากรณ์ การแปลลักษณะนี้นิยมใช้กับเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรักษาความถูกต้องของต้นฉบับ เป็นการแปลที่ใช้ในสื่อมวลชนทุกประเภทโดยเฉพาะเพื่อความบันเทิง ผู้แปลอาจอ่านจบทีละย่อหน้า ทำความเข้าใจกับเนื้อหา วิธีคิด จุดมุ่งหมายของผู้เขียน และสิ่งที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เมื่อสรุปเนื้อหาหลักของต้นฉบับแล้วจึงถ่ายทอดออกมาโดยเรียบเรียบใหม่ และการแปลลักษณะนี้เป็นการแปลที่นิยมแพร่หลาย ตัวอย่างของการแปลลักษณะนี้ คือ การแปล นวนิยายเรื่องสั้นนิทาน บทวิทยุ โทรทัศน์
การแปลทั้ง 2 ชนิด มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการแปลให้มีความแม่นยำและสละสลวยมากที่สุด การแปลแม้จะสละสลวย ก็ไม่ถือว่าสมบูรณ์ ถ้าเนื้อหาผิดไปจากเนื้อหาเดิม ส่วนการแปลที่เนื้อหาดีแต่ไม่สละสลวยถือว่าดีกว่า เพราะผู้อ่านสามารถได้รับเนื้อหาจากต้นฉบับได้ตรงตามเนื้อหาเดิม

ความสำคัญของการแปล
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่นำมาถ่ายทอดเป็นภาษาต่าง ๆ มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะการถ่ายทอดเป็นภาษาไทย เพราะแหล่งความรู้สมัยใหม่มักเขียนเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษากลาง การสื่อสารต่าง ๆล้วนให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษ เช่น Internet ภาพยนตร์ จดหมายสมัครงาน การสัมภาษณ์งาน การเจรจาธุรกิจ การทำสัญญาต่างๆ ภาษาอังกฤษจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ใช้เปิดประตูเข้าสู่โลกแห่งความรู้ เช่นการอ่านตำราภาษาอังกฤษ การสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับชาวต่างประเทศ ดังนั้นการแปลจึงมีความสำคัญตามไปด้วยเพราะจำเป็นต้องถ่ายทอดข้อมูลมาเป็นอีกภาษาหนึ่ง

หลักการแปล / ลักษณะของภาษาในงานแปลที่ดีการแปลให้ได้ทั้งความถูกต้องและสำนวนที่ไพเราะ อาจยึดหลักการแปลง่าย ๆ 4 ประการ ดังนี้
1. มีความชัดเจน คือเป็นภาษาที่มีลักษณะกระชับ ไม่ใช้คำที่ไม่จำเป็น รูปประโยคควรเป็นประโยคสั้น ๆ หลีกเลี่ยงโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อน มีการใช้ข้อความที่ถ่ายทอดความคิดได้แจ่มแจ้งเช่น ประโยคเดียวแสดงความคิดเดียว ไม่กำกวมหรือชวนให้ตีความได้หลายแง่หลายมุม
2. ใช้ภาษาได้เหมาะสม ผู้แปลต้องเลือกใช้ลีลาการเขียนให้สอดคล้องกับลักษณะของเรื่องที่จะแปล เช่น การแปลนวนิยายอาจใช้สำนวนให้เกิดภาพพจน์ การแปลงานด้านกฎหมายหรือการแพทย์ต้องใช้ศัพท์เฉพาะ และลีลาการเขียนที่สั้น ๆ ไม่ใช้คำหรูหราหรือสำนวนอ้อมค้อม
3. ใช้ภาษาเรียบง่าย ใช้ภาษาที่เรียบง่ายและสัมพันธ์กับความคิดที่กระจ่างแจ้งและตรงตามต้นฉบับ
4. มีความสมเหตุสมผล ในแต่ละภาษา มีความสมเหตุสมผลต่างกัน ดังนั้น ภาษาที่ใช้ในการแปลต้องมีความสมเหตุสมผลเท่า ๆ กับภาษาต้นฉบับด้วย


กระบวนการ / ขั้นตอนการแปล (Steps in Translation) เพื่อให้ได้ผลงานที่ดี ตรงกับความต้องการ การแปลควรดำเนินตามขั้นตอน ดังนี้
1. กำหนดวิธีการแปล เมื่อได้งานที่จะแปล ให้กำหนดวิธีการแปลที่เหมาะกับเนื้อหานั้นให้มากที่สุด ถ้าวิธีการแปลไม่เหมาะสมกับงาน อาจได้ผลงานไม่ดี หรือไม่ตรงกับความต้องการ
2. ถ่ายทอดเป็ นประโยคพื้นฐาน การถ่ายทอดเป็นประโยคพื้นฐานจะทำให้แปลง่ายและ
เข้าใจง่าย โดยผู้แปลต้องทำความเข้าใจต้นฉบับเป็นอย่างดี สามารถแยกออกเป็นประโยคสั้นๆ ได้
3. เรียบเรียงประโยคใหม่ เมื่อได้ประโยคพื้นฐานแล้ว ก็ดัดแปลง/ตัด/ต่อเติมเพื่อให้ได้ประโยคที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ได้ภาษาที่สละสลวย เหมาะสมกับประเภทของงาน
4. ปรับปรุงแก้ไข สำรวจผลงานอีกครั้ง เพื่อปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงจนกว่าจะพอใจ

คุณสมบัติของนักแปลที่ดี
1. ผู้แปลต้องเข้าใจนัย (sense) และความหมาย (meaning) ของผู้เขียนต้นฉบับเป็นอย่างดีว่าผู้เขียนมีจุดประสงค์อย่างไร ต้องการจะให้อะไรกับผู้อ่าน เพื่อจะได้ถ่ายทอดจุดประสงค์นั้น ๆ ไปยังผู้อ่านฉบับแปลได้ถูกต้อง
2. ผู้แปลต้องมีความรู้ทั้งภาษาต้นฉบับและภาษาฉบับแปลอย่างดีเยี่ยม เพื่อจะให้แปลได้อย่างถูกต้อง
3. ผู้แปลควรพยายามเลี่ยงการแปลคำต่อคำอย่างที่สุด มิฉะนั้นจะทำให้ผู้อ่านฉบับแปลไม่สามารถเข้าใจฉบับแปลได้

4. ผู้แปลควรใช้รูปแบบของภาษาที่เป็นมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ และใช้กันทั่วไป ไม่ใช่คิดคำสแลงใหม่ ๆ ขึ้น หรือใช้คำที่ไม่สุภาพไม่เป็นที่นิยม
5. ผู้แปลต้องรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำสำนวนที่เหมาะสม ให้ถูกต้องกับความหมายตามต้นฉบับและรักษาบรรยากาศ (tone) ของต้นฉบับไว้

สรุป ผู้แปลต้องเข้าใจภาษาทั้งสองเป็นอย่างดี คือทั้งภาษาต้นฉบับและภาษาฉบับแปล ต้องมีความรู้และภูมิหลังในเรื่องที่จะแปลพอสมควร ต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาเป็นอย่างดีเพื่อจะได้ถ่ายทอดความคิดของผู้เขียนต้นฉบับให้ผู้อ่านฉบับแปลรู้เรื่อง เข้าใจและอ่านได้อย่างอรรถรส

การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในการแปล ของผู้เรียนในการแปล ผู้เรียนจะต้อง
1. มีความละเอียดรอบคอบ
2. สามารถอ่านแล้วจับใจความและตีความได้
3. แม่นยำในไวยากรณ์และโครงสร้างประโยคทั้งภาษาต้นฉบับและภาษาแปล
4. มี “ความไว” ต่อภาษา สามารถจับลีลา น้ำเสียง และท่วงทำนองของภาษาต้นฉบับ แล้ว ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาแปลได้อย่างครบถ้วน
5. มีความรับผิดชอบต่องานแปลที่ตนผลิตขึ้น เพราะมักพบว่าผู้แปลมักตัดข้อความออกหรือเติมข้อความเอง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการแปลปัญหาในการแปลของผู้เรียนคือ แปลข้อความผิดไปจากต้นฉบับเดิม

สาเหตุของการแปลผิด อาจจำแนกได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
(1) ความผิดพลาดอันเกิดจากการอ่านต้นฉบับไม่เข้าใจ จับใจความไม่ได้ ตีความไม่ถูกต้องซึ่งเกิดจากสาเหตุคือ
1.1 ผู้เรียนไม่สันทัดในไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค
1.2 ผู้เรียนขาดภูมิหลังและความรอบรู้ในเรื่องที่ตนแปล แต่มิได้ศึกษาเพิ่มเติม
1.3 ผู้เรียนไม่เข้าใจคำศัพท์และสำนวน โดยเฉพาะคำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัย ทำให้ แปลไม่เข้ากับบริบท
(2) ความผิดพลาดอันเกิดจาการใช้สำนวนภาษา ได้แก่ การแปลไม่สละสลวย สำนวนต้องขัดเกลา ลีลา น้ำเสียง และท่วงทำนองไม่สอดคล้องกับต้นฉบับ ตลอดจนการเลือกใช้คำ ที่ “อ่อน”เกินไป หรือ “เข้ม” เกินไป สำหรับคำต่าง ๆ ที่มีระดับความหมายต่างกัน
(3) ความผิดพลาดอันเกิดจากการตัดข้อความที่สำคัญและการต่อเติมข้อความ จนทำให้ความหมายผิดไปจากเดิม

ข้อมูลจาก ขุมเพชร. (2555). การแปล1. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 19 ม.ค. 2560 . จาก https://khumpech2501.wordpress.com/2012/07/07/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความหมายของการแปล



ความเห็น (0)