ความหมายของพระนามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ ๑๐)

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์
วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร

……………………………..

สามารถแยกคำศัพท์ออกว่าอย่างไรบ้าง

ขอบเขต:

๑) เพื่อแยกศัพท์ที่เป็นภาษาบาลีหรือภาษาสันกฤตในพระปรมาภิไธย

๒) เพื่อแสดงความหมายของศัพท์แต่ละศัพท์

…………………………….

๑. สมเด็จ

มาจากภาษาเขมร คนเขมรออกเสียงว่า ซัมเด็จ (Samdech) หมายถึง ฐานันดรศักดิ์ หรือ บรรดาศักดิ์ แบ่งเป็น ๓ประเภท คือ

๑) สมเด็จ ที่เป็นสมณศักดิ์ของพระสงฆ์

๒) สมเด็จ ที่เป็นพระราชอิสริยยศของเจ้านายในราชสกุลกัมพูชา

๓) สมเด็จ ที่เป็นบรรดาศักดิ์ที่ให้กับสามัญชน ผู้กระทำความดีต่อประเทศชาติ ซึ่งกษัตริย์กัมพูชาเป็นผู้

พระราชทานให้

๒. พระเจ้าอยู่หัว < พระ+เจ้า+อยู่+หัว

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า

พระเจ้าอยู่หัวน. คําเรียกพระเจ้าแผ่นดิน.

“พระ” มาจากคำว่า “วร” (วะระ) เป็นคำคุณศัพท์ แปลว่า ประเสริฐ, ยอดเยี่ยม, พร

“เจ้า” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า

เจ้า ๑น. ผู้เป็นใหญ่, ผู้เป็นหัวหน้า, เช่น เจ้านคร; เชื้อสายของกษัตริย์นับตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป, บางแห่งหมายถึงพระเจ้าแผ่นดินก็มี เช่น เจ้ากรุงจีน; ผู้เป็นเจ้าของ เช่น เจ้าทรัพย์ เจ้าหนี้; ผู้ชํานาญ เช่น เจ้าปัญญา เจ้าความคิด เจ้าบทเจ้ากลอน; มักใช้เติมท้ายคําเรียกผู้ที่นับถือ เช่น พระพุทธเจ้า เทพเจ้า; เทพารักษ์ เช่น เจ้าพ่อหลักเมือง.

“อยู่” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า

อยู่[หฺยู่] ก. พัก, อาศัย, เช่น เขาอยู่บ้านหลังนี้; ยังมีชีวิต เช่น เขายังอยู่; คงที่ เช่น เงินที่ให้มายังอยู่ครบ, ไม่ไปจากที่ เช่น วันนี้เขาอยู่บ้าน; ใช้ประกอบหลังกริยา แสดงว่ากําลังเป็นอยู่ในขณะนั้น เช่น นอนอยู่ ตั้งอยู่.

“หัว” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า

หัว ๑ น. ส่วนบนสุดของร่างกายของคนหรือสัตว์; ส่วนของพืชพันธุ์บางอย่างตอนที่อยู่ใต้ดิน เช่น หัวหอม เป็นต้น

หัว ๒น. สติปัญญา, ความสามารถพิเศษ, ความคิดริเริ่ม, เช่น เด็กคนนี้มีหัวทางดนตรี; ผู้ที่มีความคิดหนักไปทางใดทางหนึ่ง เช่น หัวกฎหมาย; ปัญญา, ความคิด, เช่น หัวดี หัวไว.

หัว ๓ (โบ) ก. เปล่งเสียงแสดงความขบขัน ดีใจ ชอบใจ เป็นต้น, หัวเราะ หรือ หัวร่อ ก็ว่า, ใช้ว่า หวัว หวัวเราะ หรือ หวัวร่อ ก็มี.

๓. มหาวชิราลงกรณ < มหา+วชิร+อลง+กรณ

“มหา” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “มหัต” (ยิ่ง,ใหญ่,มาก) มาจากภาษาบาลีว่า “มหันต” (มะหันตะ)

“วชิร” แปลว่า เพชร, สายฟ้า, รัตนะ, อาวุธพระอินทร์

“อลง” มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตว่า “อลํ” (อะลัง) แปลว่า พอ, เพียงพอ, สามารถ, ควร, แน่นอน

“กรณ” มาจาก กร ธาตุ แปลว่า การกระทำ, ร่างกาย, เครื่องมือทำงาน

*หมายเหตุ ๑) วชิร+อลง ใช้ทีฆสระสนธิ ทีฆะสระหน้า วชิร(ะ) เป็น วชิรา

๔. บดินทรเทพยวรางกูร < บดิ+อินทฺร+เทพย+วร+องกูร

“บดิ” มาจากคำว่า “ปติ” แปลว่า เจ้าของ, สามี, นาย, เป็นหัวหน้า

“อินทฺร” มาจากคำภาษาสันสกฤต แปลว่า เจ้า, พระอินทร์, ผู้เป็นจอม

“เทพย” มาจากคำว่า “เทวี” (เทวี, พระราชเทวี, ราชินี) แปลง ว เป็น พ สำเร็จเป็น “เทพี” แล้วแปลงสระอี เป็น ย สำเร็จรูปเป็น “เทพย” แปลว่า เทวดา, เทพ

“วร” เป็นคำคุณศัพท์ แปลว่า ประเสริฐ, ยอดเยี่ยม ,พร

“องกูร” มาจากภาษาบาลีว่า “องฺกุร” ภาษาสันสกฤตว่า “อํกุร” แปลว่า ต้นกล้า, หน่อ, ยอด, เชื้อสาย

*หมายเหตุ ๑) บดิ + อินทฺร ใช้โลปสระสนธิ ลบสระหน้า ๒) วร+องฺกุร ใช้ทีฆสระสนธิ ทีฆะสระหน้า วร(ะ) เป็น วรา แล้ว ทีฆะสระหลังแห่ง องฺกุร เป็น องฺกูร

๕. สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ <สิริ+กิตย+สม+บูรณ+สว+องค+วัฒน

"สิริ" แปลว่า โชค, ศรี

"กิตย" แปลว่า ชื่อเสียง, เกียรติ, การสดุดี, การสรรเสริญ มาจากภาษาบาลีว่า "กิตฺติ" ภาษาสันสกฤตว่า "กีรติ" ลดรูปแห่ง ตฺ สำเร็จเป็น "กิติ" แปลงสระ อิ แห่ง ติ เป็น ย สำเร็จรูปเป็น "กิตย"

"สม" แปลว่า พร้อม,กับ, ดี

"บูรณ" มาจากภาษาสันสกฤตว่า "ปูรณ" แปลว่า เต็ม, สำเร็จ

"สว" แปลว่า เอง, ตนเอง

"องค" แปลว่า ส่วนประกอบ, คุณลักษณะ

"วัฒน" แปลว่า ความเจริญ, การทำให้เจริญขึ้น, การบำรุง ภาษาบาลีว่า "วฑฺฒน" (วัด-ทะ-นะ) มาจาก วฑฺฒฺ ธาตุ ภาษาไทย ตัด ฑฺ สำเร็จรูปเป็น วฒฺน >วัฒน

๖. วรขัตติยราชสันตติวงศ์ <วร+ขัตติย+ราช+สันตติ+วงศ

"วร" แปลว่า ประเสริฐ, ยอดเยี่ยม, พร

"ขัตติย" มาจากภาษาบาลี แปลว่า กษัตริย์, พระเจ้าผ่นดิน, ชาตินักรบ, เจ้าชาย, เจ้านาย, คนชั้นสูง

"ราช" แปลว่า พระราชา, ผู้ยังคนทั้งหลายให้ยินดี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายไว้ว่า -

“ราช ๑, ราช- : (คำนาม) พระเจ้าแผ่นดิน, พญา (ใช้แก่สัตว์) เช่น นาคราช คือ พญานาค สีหราช คือ พญาราชสีห์, คํานี้มักใช้ประกอบกับคําอื่น, ถ้าคําเดียวมักใช้ว่า ราชา.”

"สันตติ" แปลว่า ความสืบต่อ, ความสืบเนื่อง

"วงศ" มาจากภาษาสันสกฤตว่า วํศ (วัม-ศะ) ไม้ไผ่, ขลุ่ย,ตระกูล

๗. มหิตลพงศอดุลยเดช <มหิ+ตล+พงศ+อดุลย+เดช

"มหิ" มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตว่า "มหี" แปลว่า โลก, ผู้ยิ่งใหญ่, แผ่นดิน

"ตล" แปลว่า พื้น, ชั้น, รูป, เบื้องต่ำ

"พงศ" มาจากภาษาสันสกฤตว่า วํศ (วัม-ศะ) ไม้ไผ่, ขลุ่ย,ตระกูล

"อดุลย" มาจากคำว่า น+ตุลฺย (น แปลว่า ไม่ + ตุลฺย แปลว่า เปรียบเทียบ,คล้าย,วัดได้) แปลง น เป็น อ เมื่อสนธิกับพยัญชนะ สำเร็จรูปเป็น อตุลย แปลว่า เปรียบเทียบไม่ได้, วัดไม่ได้, สุดที่จะเปรียบหรือไม่มีที่เปรียบ

"เดช" มาจากคำว่า "เตช" แปลว่า เดช, ไฟ, อำนาจ, ความร้อน, ความรุ่งเรือง

๘. จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ <จักรี+นร+อีศ+ยุพ+ราช+วิสุทธิ

"จักรี" มาจากภาษาสันสกฤตว่า จักฺริน แปลว่า ผู้มีจักร

"นร" แปลว่า คน, มนุษย์, ผู้ชาย

"อีศ" แปลว่า พระเจ้า, ผู้เป็นใหญ่, ผู้ปกครอง, เจ้าของ

"ยุพ" มาจากคำว่า "ยุว" (แปลว่า ชายหนุ่ม) แปลง ว เป็น พ

"ราช" แปลว่า พระราชา, ผู้ยังคนทั้งหลายให้ยินดี

"วิสุทธิ" มาจากคำว่า วิ+สุทธิ (วิ แปลว่า วิเศษ, แจ้ง, ต่าง + สุทธิ แปลว่า ความหมดจด, ความบริสุทธิ)

*หมายเหตุ ๑) นร+อีศ ใช้วิการสรสนธิ ลบสระหน้าแล้ว วิการ อี เป็น เอ สำเร็จรูปเป็น "นเรศ"

๙. สยามมกุฏราชกุมาร <สยาม+มกุฏ+ราช+กุมาร

"สยาม" มาจากภาษาสันสกฤตว่า ศฺยาม แปลว่า ดำ, น้ำเงิน, เมฆ, นกกาเหว่า แต่ในภาษาไทยได้แปลงรูปจาก ศ เป็น ส และในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า

[สะหฺยาม, สะหฺยามมะ-] น. ชื่อเรียกประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒; ของประเทศไทย.

"มกุฏ" แปลว่า มงกุฏ, ยอด

"ราช" แปลว่า พระราชา, ผู้ยังคนทั้งหลายให้ยินดี

"กุมาร" แปลว่า กุมาร, เด็กชาย, เด็กวัยรุ่น

ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ข้าพระพุทธเจ้านายสุจินันท์ แสนศิริมงคล


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ทักษะ ความรู้ และประสบการณ์



ความเห็น (0)