ความอ่อนแอและล้มเหลวของระบบแรงงานสัมพันธ์

จากการไปอบรมหลักสูตรที่ปรึกษาแรงงานสัมพันธ์ รุ่นที่ 170 เมื่อวันที่ 16-18 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 เป็นการสร้างเครือข่ายจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งในตัวแสดงจากนายจ้าง ผู้แทนนายจ้าง ผู้นำแรงงานในสหภาพ และนักวิชาการ เป็นการบรรยายจากผู้ทรงวุฒิจากกระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน

ผู้เขียนไปร่วมในฐานะผู้ปฏิบัติงานในสายงานทรัพยากรมนุษย์ บริษัท ไดนามิค ลอจิสติกส์ โดยมีความสนใจ เพราะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน แม้ว่าในสภาพการทำงาน (Working Condition) จะดีและไม่มีการเรียกร้องสิทธิแรงงาน ตลอดจนการรวมกลุ่มของลูกจ้างก็ตาม

นอกจากนี้ ในอีกฐานะหนึ่งเป็นผู้ศึกษาทางด้านแรงงานในสาขาพัฒนาแรงงานและสวัสดิการ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างนี้ได้เขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จะเป็นอีกหนึ่งงานศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า แรงงานยังมีชีวิต และสถาบันยังดำรงอยู่

ทั้งนี้ข้อความที่กล่าวต่อไปนี้ ผู้เขียนมีกรอบความคิดในทางรัฐศาสตร์ และเข้าใจได้ว่า ทำไมนายจ้างจึงเลือกผู้สำเร็จการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์มาบริหารแรงงานและจัดการงานบุคคล ผู้เขียนมีความเห็นว่า ระบบแรงงานสัมพันธ์ในระดับประเทศมีความอ่อนแอและประสบกับความล้มเหลว ด้วยเหตุผลไม่กี่ประการ ดังนี้

(1) การขาดความเข้าใจในสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้แนวความคิด Pluralism และไม่เคารพหลักการของเสียงที่เสมอภาค ตลอดจนความรู้ในหลักปฏิบัติของประชาธิปไตย

(2) ผู้แทนจากโครงสร้างแบบไตรภาคี อาจไม่ใช่ผู้แทนจากฝ่ายหนึ่งใดจริงแท้ แต่สมคบคิดในผลประโยชน์ผ่านกลไกอำนาจของรัฐ โดยไม่ได้ยึดมั่นในความสุจริตใจแก่หุ้นส่วนทางสังคม ดังที่อำนาจและผลประโยชน์เป็นความปรารถนาของผู้นำแรงงานมากกว่าความผาสุกและความยุติธรรมทางสังคมให้แก่แรงงาน

(3) เสรีนิยมใหม่เป็นระเบียบโลกใหม่ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 มีผลให้นานาประเทศตระหนักในมิติทางเศรษฐกิจเหนือนำมิติอื่นใด ทั้งยังสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่กลับกลายเป็นการสถาปนาชนชั้นใหม่ขึ้นมา คือ ชนชั้นกลางใหม่ และไม่มีอีกต่อไปแล้วสำหรับพื้นที่ของชนชั้นกรรมาชีพ

(4) การจำกัดให้ไม่ครอบคลุมในเศรษฐกิจภาคที่ไม่เป็นทางการ (Informal Economy) ทั้งที่เป็นภาคส่วนที่มีจำนวนมากกว่าหลายสิบล้านคน แม้รัฐธรรมนูญไทยจะให้สิทธิแก่ประชาชน แต่พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ครอบคลุมให้แก่แรงงานในสถานประกอบการเท่านั้น

(5) การขยายตัวของ Micro-enterprise หรือ Small Business ส่งผลให้การสร้างความสัมพันธ์เป็นไปได้ยาก และไม่มีอำนาจในการเจรจาต่อรองอีกต่อไป โดยเฉพาะรูปแบบการจ้างแรงงานใหม่ๆ เช่น Freelance หรืออื่นๆ ถือเป็นการกระจายออกจากองคพยพอย่างประจักษ์ชัด และไม่ใช่ว่าไม่มีอำนาจการต่อรอง เพราะเพียงแต่การรวมกลุ่มยังไม่สามารถกระทำได้

(6) การทำงานแบบเครือข่ายของแรงงาน แม้จะทำได้ง่ายดายผ่านระบบเครือข่ายไร้สายหรืออินเทอร์เน็ต แต่แล้วนั้น การขวางกั้นทางพื้นที่ของการพบปะหารือมีน้อยลง และเวลาการทำงานที่บีบรัดมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมของลูกจ้างไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการทำงานเพื่อปากท้อง และครอบครัว และไม่อาจคิดว่าการสร้างเครือข่ายแรงงานระหว่างประเทศจะทำได้สำเร็จแต่อย่างใด

เหตุทั้งปวงนี้ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พุทธศักราช 2518 จึงเสมือนเป็น Socialist Dream หรือดินแดนแห่ง Utopia เพราะท้ายที่สุด การก้าวไปข้างหน้า แต่กลับเป็นการถอยหลังกลับ เพราะไม่มีการศึกษาในความล้มเหลวของประวัติศาสตร์และปรากฎการณ์ร่วมสมัย ตลอดจนอาณาบริเวณในภาคพื้นแผ่นดินอื่น และยังขาดความเข้าใจของบริบทเสียอีก จึงการตอกย้ำความล้มเหลวให้หนักหน่วงขึ้น และในอนาคตนั้น อำนาจการต่อรองของแรงงานนับวันยิ่งน้อยลง

อย่างว่านั้น กลุ่มคนที่มาร่วมอบรมล้วนแล้วยังเชื่อว่าในระบบแรงงานสัมพันธ์แตกต่างจากข้าพเจ้าอย่างสิ้นเชิ


กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์

นักศึกษา ป.โท รส.ม.14

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ.



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกเล่มหนึ่ง



ความเห็น (0)