Mind & Spiritual (24) : "กายาคตาสติ"...การตามระลึกรู้ร่างกายของฉัน

  ติดต่อ

แรกเริ่มเดิมทีคิดว่าตนเอง..ยังไม่พร้อมที่จะเล่าเรื่องนี้ เพราะหากพิจารณาจริงๆ...เพิ่งเริ่มเรียนได้ไม่นาน
ประมาณเดือนกว่า..ที่เริ่มฝึกตามการระลึกรู้ทางกาย...
พี่ทาน...คือ ครูที่สอนเรื่องนี้..แรกๆ ดิฉันก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร
เพราะโดยส่วนใหญ่จะฝึกสติจาก...นั่งอาณาปานสติและวิปัสสนา...
แต่ด้วยความที่เป็นคน...ค่อนข้างให้โอกาสตนเอง..และเกิดคำถาม จึงอยากลองปฏิบัติดู

...
พี่ทาน เป็นสถาปนิกที่ศึกษา..เรื่องภายใน ...และเป็นครูสอน
และเป็นการปฏิบัติที่สัมพันธ์กับการใช้ชีวิต...ประจำวัน
พี่ทานมองว่า..ดิฉันค่อนข้างมี activity ค่อนข้างมาก...จึงแนะว่ากะปุ๋มควรลองฝึกแบบนี้ดูไหม..
เพราะโดยทั่วไปก็เป็นคนชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว..และวิธีนี้ค่อนข้างจะเหมาะกับ "คนทำงาน"

กายาคตาสติ...ผ่านการวิ่ง เดิน จะทำให้ได้สมาธิมาก ซึ่งถ้าการเคลื่อนไหวเร็ว และตามระลึกรู้ได้เร็ว...จะมี "พลัง"
ซึ่งหากโดยทั่วไป...อย่างเช่นการปฏิบัติธรรมใน "วัด"..เป็นการตามสติช้าๆ...ซึ่งเป็นการทำซ้ำๆ
ก็จะได้ความละเอียด แต่ไม่ค่อยได้พลัง..แต่จะได้ประโยชน์ในระยะยาว ...

กายาคตาสติผ่านการวิ่ง...สิ่งที่เกิดขึ้นแต่ละวันจะไม่เหมือนเดิม
มีการเปลี่ยนแปลง ให้เราสังเกต..เปรียบเทียบ และหาคำตอบอยู่ตลอดเวลา...จะส่งผลให้เกิด "ปัญญา"...
ซึ่งบางครั้งการทำซ้ำ..ช้า..จะไม่ค่อยเกิดปัญญาแต่จะเกิดความชำนาญ และความละเอียด

...
การเคลื่อนไหวที่เกิดนี้...ตามจริตของตนที่ครูสอน...หรือที่เรียกว่า "ตามครู" จะผ่าน
ฝ่าเท้า
ต้นขา
หน้าท้อง
หน้าอก

แรกๆ...ตามการเคลื่อนไหวที่ฝ่าเท้า...จากนั้นค่อนเคลื่อนไปต้นขา...หรือหน้าท้อง..และก็พิจารณา...
หรือว่า..หากที่เราเหนื่อยและควบคุมการหายใจไม่ได้ ... ก็ให้เคลื่อนมาที่ "หน้าอก"...
ในการฝึกครั้งแรก ดิฉันต้องมาปรับท่าวิ่งใหม่ให้ถูกต้อง...รวมถึงการฝึกการหายใจ
พี่ทานแนะนำว่า...บางคนนั้นวิ่งด้วยท่าที่ไม่ถูกต้อง ตลอดชีวิต...เช่น...วิ่งเหมือนคนแบกทุกข์ไปด้วย...
ครูต้องคอยแก้ไขให้ตลอดเวลา...ทุกครั้งที่ฝึก ดังนั้นการฝึกนี้..ครูจึงเสมือน trainer ที่คอยเฝ้าดู...ให้ดำเนินไปอย่างเหมาะ...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน In Mind

หมายเลขบันทึก: 61767, เขียน: , แก้ไข, 2013-05-15 12:59:40+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 8, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #จิตวิญญาณ#อารมณ์#mind#cognitive#spiritual#เหตุผล#กายาคตาสติ

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (8)

  • การกำหนดสติ อย่างมีสติ
  • การกำหนดการรับรู้ อย่างให้รู้
  • มันขึ้นอยู่กับใจของเรา

  • แต่ขณะที่จิตใจของเราไม่นิ่ง ไม่มั่นคง โดนกระทบจากหน้าที่การงาน กระทบจากสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันต้องมีการตัดสิ่งเหล่านี้ออกก่อน 
  • แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะ "ตัด" สิ่งที่รบกวนจิตใจเราออกไปก่อนได้
  • หรือต้องควบคู่ไปกับการตั้งมั่นในการพิจารณาในสิ่งที่เรากำลังทำ เช่น ตามการเคลื่อนไหวที่ฝ่าเท้า...จากนั้นค่อนเคลื่อนไปต้นขา...หรือหน้าท้อง..และก็พิจารณา................................แต่ขณะที่เราพิจารณา.........มันยังมีสิ่งที่รบกวนจิตใจมันยังไม่หมด......แล้วเราจะทำอย่างไร....เราจะมีความสุขไหม.....
  • เหมือนเช่นวันนี้ที่ "รู้สึกไม่มีความสุขเลย"
  • แต่จะไปวิ่งตามคำแนะนำล่ะ...

  • การเคลื่อนไหวที่เกิดนี้...ตามจริตของตนที่ครูสอน...หรือที่เรียกว่า "ตามครู" จะผ่าน
    ฝ่าเท้า
    ต้นขา
    หน้าท้อง
    หน้าอก
Ka-Poom
เขียนเมื่อ 

พี่อึ่งอ๊อบคะ...

กะปุ๋มเพิ่งกลับมาจากไปวิ่งคะ...วันนี้ก่อนไปฝนตก

และรู้สึกขี้เกียจ...จึงโทรไปหาครูคะ...

ท่านบอกขี้เกียจก็ต้องไป...ไปสักนิดก็ยังดี...

จึงฝืนใจตนเองไปคะ...แต่พอไปแล้ว...

สภาวะจิต...เริ่มปรับ...และเริ่มออกวิ่งตามระลึกรู้...

ได้ครบรอกตามกำหนด...จึงเริ่มผ่อนคลาย...ตามระลึกรู้จากการเดิน...

...

วันนี้มีสิ่งรบกวนจากสภาวะภายนอกร่างกาย...คือ ก่อนไป...แน่นท้องมากเพราะคิดว่าจะไม่ไปจึงไปทำน้ำผลไม้ปั่นดื่ม...แต่พอดื่มเสร็จฝนหยุดตก...ครูพี่ทานบอกให้ไป...เราจึงไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง...

...

เกิดการพิจารณา..วันนี้กำหนดตามรู้มาที่หน้าท้อง...ตลอดเพราะรู้สึกเหมือนจะจุกเสียด...ตามรู้สภาวะการณ์...จนได้ตามเป้าหมาย...จึงเกิดปิติยิ่ง...

^__^

ตอนนี้รอคุยกับพี่อึ่งอ๊อบนะคะ..กับการฝึก

กะปุ๋ม

เป็นความรู้ที่ดีมาก ขอบคุณมากที่เอามาเล่าให้ฟัง จะลองทำตามดูครับ เผื่อจะได้ผลอย่างคุณกะปุ๋มทำบ้าง

Ka-Poom
เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ...ดร.แสวง..

เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยคะที่อาจารย์แวะมาเยี่ยมเยือน...

วันนี้...ตอนกะปุ๋มเริ่มวิ่ง ไม่ได้วอร์มอัพร่างกาย...ดีพอ ออกเริ่มวิ่งเลย...ความรู้สึกครั้งแรกอยู่ที่ฝ่าเท้า สักพักเริ่มปวดต้นขา...ค่อยๆ ย้ายความรู้สึกไปที่ต้นขาตามระลึกรู้...ไปเรื่อยๆ...แต่วิ่งไปสักพักลืมสังเกตลมหายใจตนเองว่า...ได้ตามจังหวะหรือไม่ เพราะกำลังฝึกหาใจ จึงย้ายมาตรวจจับที่การเคลื่อนไหวของทรวงอก...สังเกตการยกตัวของทรวงอกและจังหวะการหายใจ...ตามรู้ไปเรื่อยๆ...จนได้ที่จากที่ท้องแน่นจากการดื่มน้ำผลไม้ปั่นเข้าไปก่อนหน้านี้...ทำให้เริ่มทีอาการคล้ายจะจุกเสียด...จึงย้ายความระลึกรู้มาที่หน้าท้อง...เฝ้าสังเกต...ไปเรื่อยๆ...อย่างเข้าใจ นิ่งๆ...มอง พิจารณาความเป็นไป...เรื่อย เรื่อย...จนอาการดังกล่าวคลายลง...จึงย้ายการพิจารณามาที่การหายใจอีกครั้ง...จนได้ครบรอบ...

...

วิธีการนี้...นอกจากตามการระลึกรู้แล้ว...ท่าวิ่งก็มีส่วนสำคัญ...ช่วงแรกของการเรียน "ครูพี่ทาน" ให้กะปุ๋มลองวิ่งตามเด็ก...เล็กไป...เรียนรู้และสัมผัสพลัง...จากนั้นก็จัดท่า เริ่มตั้งแต่ฝ่าเท้าที่กระทบพื้น...การใช้สะโพกเคลื่อนไหว...การตั้งตัว-ทรงตัว...และการเงยหน้าและทิ้งระดับสายตา...ตลอดจนการวางแขน...

...

จากนั้น...เริ่มเปลี่ยนการเคลื่อนไหว...วิ่งแบบสบายๆ...เคลื่อนไหวอย่างอิสระบ้าง...และสลับกับการวิ่งสปีดเพื่อกระตุ้นสารเอ็นโดรฟินหลั่ง...

...

จะนำความทยอยเล่า...ไปเรื่อยๆ คะ...

รู้สึกดีใจคะ...ที่ได้แบ่งปัน

ขอบคุณอาจารย์มากนะคะที่แวะมา

^___^

กะปุ๋ม

กะปุ๋มคะ

เมื่อก่อนจะใช้การเดินเร็ว และปล่อยอารมณ์ตามสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้าง

ปล่อยใจ...ให้กับธรรมชาติที่อยู่รอบตัว 

ปล่อยใจ....ให้กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว

ปล่อยใจ....ให้รับกับความสุขที่ก่อเกิดอยู่รอบ ๆ

ได้เรียนรู้จากกะปุ๋มถึงการวิ่ง

ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะเกิดสติ สมาธิ จากการวิ่ง

............วันนี้พี่เริ่มการวิ่งด้วยอารมณ์ขุ่นมัว จากการทำงาน........เริ่มวิ่งด้วยน้ำตา......แต่ความตั้งมั่นยังอยู่.......กำหนดสติ  กำหนดจิต ตั้งมั่นอยู่ที่เท้า.....เริ่มวิ่ง......วิ่ง......วิ่ง......นึกถึงทุกย่างก้าวที่ฝ่าเท้า......ที่เท้า.....แต่ก็ยังมีสิ่งเข้ามารบกวนจิตใจ...ภาพการทำงานที่ผ่านมาวันนี้มันสลัดไม่ออก....พยายาม.....พุ่งจิตไปที่ฝ่าเท้า.....ที่ฝ่าเท้า......สลับการวิ่งกับเดินเร็ว เพื่อให้กำหนดรู้.....แต่มันสลัดความกังวลในใจที่เกิดขึ้นไม่ได้.....แต่ก็ดีใจที่เริ่มรู้สึกเบาที่เท้า.....เพราะการวิ่งได้สักระยะ......จะเริ่มเบา......จึงดึงจิตให้มานึกถึงต้นขา......ดึงอย่างไรก็มีความรู้สึกว่ามันไม่มา....นึกได้แต่ฝ่าเท้า....งาน.....ฝ่าเท้า.....งาน.....จนทำให้ใจเต้นแรงกว่าที่เป็น......จึงพยายามกำหนดลมหายใจ โดยการหายใจเข้าลึก...ลึก...ลึก.....สลับการวิ่งกับเดินเร็ว.....รู้สึกดีขึ้น......น้ำตาค่อยจางหาย.....แต่รู้สึกว่าดึงสิ่งที่อยู่ในใจสลัดทิ้งไม่ได้.....กำหนดจิตให้คิดตามในสิ่งที่ตัวเองพยายามสื่อไม่ได้ ....แต่....อย่างน้อยยังได้เริ่มต้น....อย่างน้อยยังได้เริ้มที่ฝ่าเท้า...แม้จะพยายามดึงให้ถึงต้นขา...หน้าท้อง...ไม่ได้.....แต่ยังได้กำหนดลมหายใจ และปรับให้นิ่งให้มีสติร่วมกับการวิ่งและเดินได้....มหัศจรรย์จริง ๆ .....ไม่อยากบอกว่าวันนี้เป็นวันแรก ในรอบหลายปี ที่พี่เริ่มมีความตั้งมั่นในการวิ่งเพื่อเรียกพลังในใจ เพื่อการฝึกสมาธิ เพื่อการกำหนดจิตให้รับรู้  (คงมีหลายคนที่เห็นความแปลกที่เปลี่ยนไปในพฤติกรรมของตัวพี่  และคงมีการตั้งคำถามในใจว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิต........เช่น ดื่มน้ำผักปั่น (ทั้งที่ไม่ชอบกินผัก)  ไปวัดทุกสัปดาห์ (ถ้าไม่ติดประชุม) ให้คุณค่าแก่ตัวเองมากขึ้น (ไม่ตามใจผู้อื่นมากเกินขอบเขต) ฯลฯ  คำตอบ ณ ตอนนี้คือ เราอยากมีสติในการใช้ชีวิตให้เป็น)

และขอบคุณกะปุ๋มที่แนะนำสิ่งที่ดี ๆ ในการใช้ชีวิต (บางคนอาจมองว่ากะปุ๋มหลุดโลก  แต่พี่ว่าถ้าการหลุดนี้เป็นการหลุดเพื่อพ้นทุกข์......เราก็เดินมาถูกทางแล้วค่ะ)

@@@ วันนี้รู้สึกไม่สบายท้อง (ทานท้อดองเมื่อคืน4 ชิ้น ขณะท้องว่าง เพราะไม่ได้ทานข้าวเย็น)....พยายามดีท๊อกตัวเองตั้งแต่เมื่อคืนและตอนเช้า ดื่มน้ำผัก  ดื่มน้ำเปล่า ทานอาหารกลางวันนิดหน่อย แล้วก็ดื่มน้ำ.....(วันนี้ไม่มีกาแฟ  ไม่มีน้ำสีดำ...55) เย็นทานก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ รู้สึกสบายท้องมากขึ้น....คืนนี้จิตใจคงดีขึ้น@@@

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

ขอบคุณครูอ้อยด้วยที่อยู่เคียงข้างเสมอ

"ถ้าการเคลื่อนไหวเร็ว และตามระลึกรู้ได้เร็ว"...แปลว่ามีสติตลอดและละเอียด

แบบนี้ก็ทำให้มีสติในชีวิตประจำวันได้ทุกเมื่อ

น่าสนใจมากค่ะ 

แต่ที่คุณกะปุ๋มบันทึกว่า 

"ถ้าการเคลื่อนไหวเร็ว และตามระลึกรู้ได้เร็ว"... จะมี "พลัง" นี่คุณกะปุ๋มช่วยอธิบายต่อนิดนึงได้ไม๊ค่ะว่า พลังในแง่ไหน พลังอะไร

  • พลังจิตในแง่สติแกร่ง หรือ
  • พลังในแง่กำลังงานเหมือนหลักการลมปราณ หน่ะคะ

 ไม่ค่อยได้ลงความเห็นแต่ตามอ่านอยู่เสมอค่ะ

Ka-Poom
เขียนเมื่อ 

รุ่งอรุณสวัสดิ์คุณหมอมัทนา...

ในระยะนี้กะปุ๋มได้รับผิดชอบกิจหลายอย่าง ที่ต้องทำในช่วงระยะเวลาเดียวกัน...สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไม่เครียด...ไม่กังวล ไม่ว้าวุ่น...ไม่เหนื่อย แต่มีพลังในการทำกิจเหล่านั้น...

กะปุ๋มมองว่าการฝึกสติ...ก็เป็นหนทางหนึ่งที่เลือกให้แก่ตนเอง...ในการที่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ... และเผชิญต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่างมองเห็นตามความเป็นจริง...

...

มองเห็นทุกข์..ได้ตามจริง

มองเห็นสุขได้ตามจริง

และไม่วิ่งไปตามสุขหรือทุกข์นั้นมากจนเกินไป....

....

จากบทพิสูจน์ในรอบหลายปีที่ผ่านมา...ทำให้เราแน่ใจว่าเรามาถูกทาง..เพราะเราได้ลอกทำสิ่งยากๆ หรือกิจยากๆ พร้อมกัน...และสามารถสำเร็จ...ลุล่วงได้...และสามารถเผชิญต่อบททดสอบแห่งชีวิตได้ครั้งแล้วครั้งเล่า...อย่างที่ไม่มีอาการสติแตก....

และในการฝึกนี้...ได้พบกัลยาณมิตร...เป็นพี่ที่รู้จักกันมากว่าสิบปี...ได้คุยและมองเห็นกิจที่กะปุ๋มทำ ท่านจึงแนะนำทางเลือกให้อีกทาง...ซึ่งก็คือ การเรียนรู้ที่กำลังเรียนรู้อยู่ ณ ขณะนี้....ทำให้กะปุ๋มสามารถดึงพลังศักยภาพภายในที่มีอยู่ออกมาใช้ได้ดีขึ้น ไม่เหนื่อยไม่ล้า...และยิ่งมีพลังในการทำกิจต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นคะ

...

ซึ่งพลังที่ว่านี้กะปุ๋มมองว่าได้ทั้งสองอย่าง...(แต่ที่กะปุ๋มต้องการมา) คือ พลังในแง่กำลังงานเหมือนหลักการลมปราณ และอีกพลังที่ได้พลังแห่งจิต ที่นิ่ง และละเอียดขึ้น

...

แต่ทั้งหมดนี้อย่าเพิ่งสรุปหรือเชื่อกะปุ๋มนะคะ...

^____^

ขอบคุณนะคะที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

กะปุ๋ม

 

 

Ka-Poom
เขียนเมื่อ 

พี่อึ่งอ๊อบคะ...

ในแต่ละวินาทีของชีวิตเราจะเจอแบบทดสอบของชีวิตที่จ่ออยู่ข้างหลังเรา..อยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญเราห้ามไม่ให้มีแบบทดสอบนี้ไม่ได้...ยิ่งผ่านบทสอบไปได้ เราก็จะยิ่งเจอบททดสอบที่ยากขึ้นเรื่อยๆ...

...

หน้าที่ที่เราพึงกระทำต่อตนเอง...คือ การพาตนผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้...แก้โจทย์ที่ได้มาแบบเข้าใจในโจทย์แห่งแบบทดสอบนั้น...โดยที่เราไม่ควรละเลยแต่พิจารณาโจทย์แห่งบททดสอบนั้นให้ถ่องแท้...เพราะเวลาที่เราเจอโจทย์คล้ายๆ กันเราก็จะแก้หรือพิจารณาได้ง่ายขึ้น...

...

บางครั้งสิ่งที่ผลุดขึ้นมา...ให้มองเห็น และพิจารณาว่าคืออะไร...เหมือนคำพระท่านสอนว่า "วางอุบากขา"...คือ การวางเฉยต่อสิ่งที่กระทบ แต่ไม่ใช่เฉยเมยนะคะ...มองให้เห็นถึงความจริงตามเหตุแห่งเกิดนั้น ลองแยกอารมณ์ตนออกมากก่อน อย่าเพิ่งใส่อารมณ์เข้าไปต่อเหตุนั้น...หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ...และผ่อนลมหายใจเบาๆ...ละเอียด และก้มลงพิจารณาดูในสิ่งที่เกิด...

จากนั้นถามตนเองว่า "เรารู้สึกอย่างไร"...บางครั้งการถามความรู้สึกของตนเอง...มันก็สามารถช่วยทำให้เราละเอียดขึ้น...ไม่ใช้สมองซีกเหตุผลมากไป ปรับสมดุล...การทำงานสมองทั้งสองด้าน...ให้สมดุลกันเสมอ...

ฝึกไปเรื่อยๆ...เรื่อยๆ...เรื่อย...

ขอบคุณนะคะที่ช่วยเป็นครูให้กะปุ๋มได้เรียนรู้ตามไปด้วย

^__^

ขอบคุณคะ

กะปุ๋ม