เก็บตกวิทยากร (30) : บางประเด็นที่ฝากถึงผู้นำในเวทีสัมมนาสภานิสิต

เรารู้ว่าเราต้องเรียนรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ แต่ถ้าเราไม่มีเครื่องมือที่จะเรียนรู้ ก็ยากยิ่งที่จะได้มาซึ่งความรู้ และยากยิ่งต่อการเติบโต

ย้อนกลับไปยัง บันทึกก่อนหน้านี้ : เก็บตกวิทยากร (27) : หมุดหมายและผลลัพธ์บนถนนสายกิจกรรม (สัมมนาสภานิสิต)

บันทึกอันเป็นห้วงเวลาที่ผมทำหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๙ ในหัวข้อ “แนวทางการดำเนินงานของสภานิสิตและพัฒนาองค์กร” ณ ห้องประชุม ๑ อาคารพัฒนานิสิต กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ดังที่เล่าไปแล้วว่าครั้งนั้นปรับหน้างานกันใหม่ เพื่อประเมินต้นทุนของผู้นำองค์กรในกล่มของสภานิสิต เพื่อให้รู้ตัวเองว่าเดินทางมาไกลแค่ไหน แต่ละคนมีประสบการณ์-ความรู้ด้านกิจกรรมนิสิตอย่างไร ภายในองค์กรของสภานิสิตมีชุดความรู้ใดผ่องถ่ายสู่กัน รวมถึงการถามทักทบทวนถึงหมุดหมายการเข้าสู่ถนนสายกิจกรรมของนิสิต -นิสิตผู้ซึ่งเรียกขานตนเอง หรือสังคมเรียกขานว่า "ผู้นำนิสิต-ผู้นำองค์กรนิสิต"





การปรับเปลี่ยนเช่นนั้น มีผลต่อห้วงเวลาที่เหลือในการที่จะต้องสื่อสาร หรือสร้างการเรียนรู้ร่วมกับกลุ่มผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็อย่างยิ่ง ดังนั้นผมจึงต้องเน้นการ "บอกเล่า" -- ตั้งประเด็นชวนคิด และฝากให้ไปคิดต่อในเรื่องที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งฝากเอกสารจำนวน 2 ชุดให้นิสิตได้นำไปศึกษาต่อด้วยตนเอง







ทบทวนตัวเองร่วมกัน


กระบวนการง่ายๆ ที่ผมใช้ทำให้พบเจอข้อเท็จจริงบางประเด็นที่นิสิตเองก็ปฏิเสธไม่ได้ นั่นก็คือ กลุ่มคนทำงานด้านสภานิสิต เป็นกลุ่มคนที่มีไม่ค่อยมีประสบการณ์อันหลากหลายในทางด้านกิจกรรม โดยเฉพาะการเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรม ทั้งในระดับส่วนกลางของมหาวิทยาลัยและระดับคณะ

ประสบการณ์ที่ว่านั้นหมายถึงการไม่ใช่ "ขาลุยภาคสนาม" เท่าใดนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้เข้าร่วมทั่วไป ทำงานเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในโครงการหรือเทศกาลใดเทศกาลหนึ่ง หรือกระทั่ง "ตัดตรง" ซึ่งหมายถึงทำงานสภานิสิตมาโดยตลอด ไม่เคยสัมผัสกิจกรรมอื่นใดมาเลย รวมถึงการเป็นอนุกรรมการสภานิสิตมาแล้วได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภานิสิตในที่สุด





ด้วยเหตุนี้ผมจึงหยิบยกโครงการของสภานิสิตที่เป็นกิจกรรมภาคสนามในลักษณะ "บริการสังคม" มาให้ฟังโดยสังเขปว่ากิจกรรมนี้เมื่อหลายปีก่อน ผมกระตุ้นให้สภานิสิตได้จัดขึ้น เพื่อให้สภานิสิตได้ฝึกประสบการณ์กิจกรรมภาคสนาม ทำงานกับชุมชน ทำงานเป็นทีมร่วมกัน จะได้มีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะประสบการณ์ด้านกิจกรรม

พูดง่ายๆ ก็คือ "เข้าใจหัวอกคนทำกิจกรรม" นั่นแหละ มิใช่เอาแต่นั่งรอพิจารณาโครงการในห้องประชุม หรือแต่งกายในยูนิฟอร์มนิสิตตบเท้าลงภาคสนามเพื่อกำกับติดตาม (หนุนเสริม) การทำงานขององค์กรอื่นๆ จนบางครั้งไม่สามารถแยกแยะกาละใดได้ ดังจะเห็นได้จากเคยพาไปเยี่ยมค่ายในต่างจังหวัด ทีมสภานิสิตถึงขั้นแต่งตัวเต็มยศ หรือเกือบๆ จะเต็มยศเลยก็มีมาแล้ว !

นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ที่ผมนำมาใช้เป็นกรณีศึกษา เพื่อให้สภานิสิตได้ทบทวนต้นทุนตัวเอง ทบทวนต้นทุนองค์กรตนเองไปพร้อมๆ กัน







เชื่อมโยงวัตถุประสงค์รายโครงการสู่หมุดหมายหลักของมหาวิทยาลัยและสังคม

ถัดจากนั้นผมก็พยายามสื่อสารให้สมาชิกสภานิสิตได้เข้าใจองค์ความรู้อันเป็นฐานคิดหลักในวิถีการพัฒนานิสิต หรือนโยบายการพัฒนานิสิตว่าเกี่ยวโยงกับอะไรบ้าง เช่น ปรัชญาอันเป็นหมุดหมายของการพัฒนานิสิตของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กรอบแนวคิดอันเป็นระบบและกลไกการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวโยงถึงแนวคิดเชิงนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา > ประกันคุณภาพการศึกษา และความเป็นมหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือฝ่ายพัฒนานิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม


ผมเน้นเรื่องนี้ไม่มากนัก แต่ย้ำให้นิสิตเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญมาก สำคัญไม่แพ้วัตถุประสงค์รายโครงการ หรือรายกิจกรรมที่นิสิตขับเคลื่อน หรือเข้าไปเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง

แน่นอนครับผมกำลังบอกกับนิสิตว่า การขับเคลื่อนกิจกรรมในแต่ละโครงการ นอกจากประเมินผลสัมฤทธิ์รายกิจกรรมแล้ว สภานิสิตต้องเชื่อมโยงหรือประเมินกลับมายังหมุดหมายใหญ่ของการพัฒนานิสิตด้วย มิใช่จ่อมจมอยู่แต่เฉพาะวัตถุประสงค์รายโครงการ เพราะรายโครงการก็เป็นเสมือนกลไกหนึ่งที่จะนำพานิสิตไปสู่หมุดหมายหลักในระดับมหาวิทยาลัยฯ และสังคม นั่นเอง


(บางทีสิ่งที่ผมพูดอาจหมายถึงความคิดเชิงระบบ หรือความคิดแบบเชื่อมโยง ด้วยก็เป็นได้)




Soft skills & Hard skills


อีกประเด็นที่ผมข้ามไม่ได้จริงๆ นั่นก็คือเรื่องทักษะอันเป็นวิชาชีพ (Hard skills) และทักษะชีวิต/ทักษะอันเป็นความสามารถเฉพาะคน (Soft skills) อันเป็นกุญแจสำคัญของการดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีคุณค่าทั้งต่อตนเองและสังคม

กรณีดังกล่าวนี้ผมพยายามสื่อให้นิสิตได้รับรู้และเข้าใจว่าปัจจุบันการจัดกิจกรรมนิสิต หรือที่เรียกเป็นทางการว่า "กิจกรรมนอกหลักสูตร" หรือ "กิจกรรมเสริมหลักสูตร" โดยหลักการคืองาน "บริการสังคม" ที่มุ่งเน้นให้นิสิตได้เรียนรู้การพัฒนาตนเองคู่ไปกับการพัฒนาสังคมในมิติ "เรียนรู้คู่บริการ" ซึ่งบ่มเพาะความเป็นจิตอาสา จิตสาธารณะ หรือทักษะชีวิตนั่นแหละ หากแต่ใวันนี้กิจกรรมหลายกิจกรรมยกระดับจากงานบริการสังคมทั่วๆ ไปเป็นกิจกรรมที่มีกลิ่นอาย "บริการวิชาการ" ไปในตัวแล้ว




ใช่ครับ- เป็นกิจกรรมนอกหลักสูตรที่มีกลิ่นอายเช่นนั้น ไม่ใช่กิจกรรมบังคับในรยวิชาใดวิชาหนึ่ง หากแตู่้นำนิสิต องค์กรนิสิตได้จัดทำขึ้น โดยบูรณาการกับวิชาชีพของตนเองไปสู่การบริการสังคม เช่น มรมสถาปัตย์สัญจรที่ทำค่ายบนฐานวิชาชีพ ชมรมถนนผู้สร้างสังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์จัดกิจกรรมบนฐานวิชาชีพ สโมสรนิสิตคณะเภสัชศาสตร์จัดค่ายหมอยาสู่ชุมชน ชมรมศิลป์อีสานจัดกิจกรรมสอนเสริมความรู้ด้านดนตรีแก่นักเรียน ชมรมพิมพ์หลากสีจัดกิจกรรมวิชาการแก่นักเรียน ฯลฯ

ซึ่งกิจกรรมในทำนองนี้ต่างก่่อเกิดมรรคผลแก่ชุมชนควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ในตัวของนิสิตทั้ง Hard skills & Soft skills อย่างไม่ผิดเพี้ยน

รอเวลาก็แต่การทำงานในแบบการบูรณาการศาสตร์ อันหมายถึง "ค่ายร่วม" เท่านั้นเอง

และนอกจากนั้น เพื่อให้เกิดภาพที่แจ่มชัดขึ้น ผมก็ผูกเรื่องไว้กับงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยในชื่อโครงการ "หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน" เป็นการปักหมุดให้นิสิตได้รู้จักทิศทาง หรือนโยบายมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่มีต่อการรับใช้สังคม (การศึกษาเพื่อรับใช้สังคม) ตามวาทกรรม "เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน" รวมถึง "เพราะมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน"







เครื่องมือการเรียนรู้

เรื่องเครื่องมือการเรียนรู้กิจกรรมนิสิต หรือเครื่องมือกระบวนการจัดการเรียนรู้เป็นอีกเรื่องที่ผมฝากให้นิสิตได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม โดยเน้นว่าสำคัญมาก เป็นการเน้นย้ำผ่านวาทกรรมประมาณว่า "เรารู้ว่าเราต้องเรียนรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ แต่ถ้าเราไม่มีเครื่องมือที่จะเรียนรู้ ก็ยากยิ่งที่จะได้มาซึ่งความรู้ และยากยิ่งต่อการเติบโต"

สำหรับเครื่องมือการเรียนรู้ ผมไม่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมอันใดมาก หากแต่สกัดอามาจากประสบการณ์ของผมเอง รวมถึงชุดความรู้ที่คุ้นเคยกันดีผ่านเวทีต่างๆ เช่น รายวิชาพัฒนานิสิต รายวิชาภาวะผู้นำ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวโยงและยึดโยงกับสิ่งที่ผมขับเคลื่อนมาร่วมสิบกว่าปีทั้งนั้น

และหากจะเรียกว่าเป็นชุดความรู้บนฐานวัฒนธรรมองค์กรก็ไม่ผิด เช่น

  • เรื่องการจัดการความรู้
  • เรื่องการจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม
  • เรื่องการเรียนรู้คู่บริการ
  • เรื่องการจัดการเรียนรู้บนฐานวัฒนธรรม
  • ฯลฯ






เช่นเดียวกับการปิดท้ายประเด็นที่วกวนกลับไปต้นชั่วโมงอีกครั้ง นั่นก็คือเรื่องของผลลัพธ์ของการเข้าร่วมกิจรรม กล่าวคือ ผมฝากให้นิสิตชัดเจนว่า เมื่อทกิจกรรมแล้วต้องตอบให้ได้ว่าทำเพื่ออะไร ทำอย่างไร ทำแล้วเกิดมรรคผลอย่างไร ซึ่งมรรคผลที่ว่านั้น หมายถึงมรรคผลที่เปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งนิสิตในฐานะผู้จัด นิสิตในฐานะผู้เข้าร่วม ฬ มหาวิทยาลัย > ชุมชน และอื่นๆ

รวมถึงการตอบให้ได้ว่านอกจากมรรคผลเชิงวัตถุประสงค์รายโครงการอันเป็น "หน้างาน" นั้นๆ แล้ว ยึดโยงกลับสู่เป้าหมายหลักในมิติการศึกษาของมหาวิทยาลัยและสังคมอย่างไร และที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือเรื่องของ Soft skills เพราะกิจกรรมนิสิต/กิจกรรมนอกหลักสูตรนี่แหละคือกระบวนการบ่มเพาะเรื่องนี้อย่างทรงพลัง





นี่คือส่วนหนึ่งในประเด็นเชิงความรู้ที่ผมพยายามสื่อสารกับนิสิตที่เข้าร่วมสัมมนาครั้งนั้น เป็นประเด็นหลากเรื่องหลากรสที่บีบเร่งด้วยเวลา เพราะมีการปรับ "หน้างาน" ไปก่อนหน้านี้ แต่ผมก็ไม่ลืมที่จะฝากเอกสารอันเป็นสไลด์บรรยายนี้ไว้กับผู้ประสานงาน เพื่อผ่องถ่ายให้นิสิตได้ถือกลับไปทำความเข้าใจ หรือศึกษาด้วยตนเองอีกครั้ง

(มิใช่รอและรอให้ป้อนให้อย่างเดียว)







หมายเหตุ :
เขียนเมื่อ 29 ตุลาคม 2559
ห้องหับเรือนพัก -มหาสารคาม


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (0)