เชียร์ครูตุ๋ม ศิริลักษณ์ ชมภูคำ ขยายความสำเร็จสู่เพื่อนครูในพื้นที่ (และปัจจัยความสำเร็จ ๗ ประการ)

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันที่อาทิตย์ที่ ๑๗-๑๘ กันยายน ๒๕๕๙ ครูตุ๋ม (ศิริลักษณ์ ชมภูคำ) จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อขยายผลประสบการณ์ความสำเร็จของท่านไปสู่เพื่อนครูในพื้นที่ ครั้งนี้เป็นเวทีรุ่นที่ ๒ ของการขยายผล เป็นโอกาสดีที่ผมได้เข้าร่วมสังเกตการณ์และเป็น “วิทยากรกระบวนการ” ในช่วงท้าย ๆ ของกิจกรรม ได้เรียนรู้และประทับใจหลายอย่าง และน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนครูทั้งที่มาร่วมและผู้สนใจทั่วไป … จึงนำมาบันทึกแบบตีความตามความเข้าใจของตนเอง แลกเปลี่ยนไว้ตรงนี้ครับ

BP ที่ควรขยายผลออกไปสู่เพื่อนครู ๓ ประการ ได้แก่ ๑) การบ่มเพาะคุณธรรมของนักเรียนด้วยกระบวนการจิตอาสา ๒) การแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของนักเรียนที่บกพร่องด้านการเรียนรู้ (Learning Disability) ๓) การใช้ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก (จิตศึกษา) กับนักเรียนที่สามารถทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการอ่านออกเขียนได้ การเรียนหนังสือ และเห็นคุณค่าของตนเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือกระบวนการอบรมแบบที่ครูตุ๋มกำลังทำอยู่ จะได้ผลมากกว่าการฝึกอบรมแบบปกติทั่วไปหรือไม่ การอบรมของครูตุ๋มเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ความสำเร็จของตนเองด้วยวิธีการ "สาธิต" และ "พาทำ" ในขณะที่การอบรมทั่วไปเน้นการให้ความรู้ทางทฤษฎีจากนักการศึกษาหรือวิทยากร กลุ่มเป็าหมายในการอบรมทั่วไปเน้นโดยตรงไปที่ตัวครู ในขณะที่ครูตุ๋มเน้นให้ครูได้เห็นวิธีการสร้างความสำเร็จให้กับเด็กๆ แสดงแบบอย่างและวิถีการทำงานของครูเพื่อศิษย์ และมีความสุขให้เห็นได้จากการทำเพื่อเด็ก ๆ

อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตกระบวนการฝึกอบรม ผมเห็นความแตกต่างบางอย่างกับประสบการณ์และปัจจัยแห่งความสำเร็จของครูตุ๋ม ซึ่งแม้จะปรับกระบวนการอบรมเป็นแบบ "สาธิต" -> "พาทำ" และ -> ให้ "ลองทำ" แล้ว แต่อาจจะมีบางจุดเด่นที่ผมอยากจะเน้นให้ครูที่มาอบรมเห็นตรงกัน จึงอยากจะสรุปเน้นให้เห็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ ๗ ประการของครูตุ๋ม ดังนี้

๑) เมื่อผิดแก้ไขทันที = เรียนรู้จากความผิดพลาด <= สอนกันตัวต่อตัว <= ต้องมีนักเรียน "พี่จิตอาสา"

สิ่งสำคัญที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของการพัฒนานักเรียนให้อ่านออกเขียนได้ (หากไม่มี คือจะไม่สำเร็จ) ประการแรกคือ ต้องจัดให้เป็นการสอนแบบ "ตัวต่อตัว" รุ่นพี่จิตอาสา ๑ น้องที่จะพัฒนาฯ ๑ ที่ต้องต้อง "ตัวต่อตัว" เพราะในขณะที่น้องฝึกเขียนฝึกอ่าน พี่จะต้องคอยฟังดูอยู่ตลอด หากเจอว่าน้องเขียนผิด อ่านผิด พี่จะแก้ไขทันที น้องจะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองทันที ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของคน

การฝึกอบรมในวันที่ผมไปสังเกตนี้ ไม่ได้เน้นนั่งแบบ "ตัวต่อตัว" "หนึ่งต่อหนึ่ง" ไม่ได้จัดโต๊ะเป็นคู่ ๆ เพราะจำนวนนักเรียนที่มานั้นมากเกินจะจัดแบบนั้น นักเรียนนั่งกันป็นกลุ่ม ๆ แม้จะจัดให้นักเรียนพี่จิตอาสา นั่งหันหน้าเข้าหาน้อง แต่เท่าที่ผมสังเกต ชิ้นงานของเด็ก ๆ ยังมีที่ผิดอยู่พอสมควร แสดงให้เห็นว่า ขาดปัจจัยสำคัญเรื่อง "แก้ไจทันที" ไป ...ผมคิดว่า หากขาดสิ่งนี้ จะไม่สำเร็จ หรือสำเร็จได้ยาก







๒) โต๊ะญี่ปุ่น

ในวันอบรม ครูตุ๋มใช้โต๊ะญี่ปุ่นเหมือนกับที่ท่านทำมาโดยตลอด ผมตีความว่า โต๊ะญี่ปุ่นคือปัจจัยแห่งความสำเร็จประการสำคัญอย่างหนึ่ง ความสูงที่พอดีกับความสูงของลำตัวเด็ก การนั่งกับพื้นที่สามารถเหยียดเท้าแขนขา ขยับไปมาได้สะดวก ขยับได้บ่อย ๆ ทำให้ง่ายและสบายสำหรับเด็ก ๆ พื้นที่กว้างของโต๊ะทำให้สามารถวางกระดาษ สี ดินสอ ปากกา และหยิบส่งกันไปมาได้สะดวก และที่สำคัญเป็นอุปกรณ์ที่ราคาถูก เก็บกางง่าย ทำให้การเรียนรู้สบาย สนุก -> ความสุขในการเรียน... ที่บ้านผมก็ใช้โต๊ญี่ปุ่นสอนการบ้านลูกสาว เรานั่งกันนานกว่าจริง ๆ ครับ วันนั้นผมพา "ขวัญ" ไปด้วย ขวัญพูดกับพ่อว่า "...พ่อพาหนูมาอีกนะคะ...." สงสัยจะสนุกน่าดู



๓) "อย่าให้เป็นภาระสมอง"

ขณะที่ครูตุ๋มอธิบายถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเองเกี่ยวกับ การสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับเด็ก ๆ (จิตวิทยาเชิงบวก หรือครูตุ๋มเรียก "จิตศึกษา" ) ครูตุ๋มจะพูดคำว่า "อย่าให้เป็นภาระสมอง" บ่อย ๆ นี่คือปัจจัยความสำเร็จประการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ถือเป็นเคล็ดลับในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้สมัยใหม่ที่พูดถึง "กลไกแห่งการประหยัดคิด" (อ่านบันทึกเรื่องนี้ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่นี่) ว่า แม้สมองคนจะชอบคิดหรือช่างสงสัย แต่หากเจอเรื่องที่ยากเกินไป สมองจะพยายามหลบหลีก และหลายอย่างคนจะทำไปตามความคุ้นเคยเหมือนไม่ได้คิด

สาระสำคัญที่ต้องระวังในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนคือ ต้องระวังว่านักเรียนจะรู้สึกว่า "ฉันทำไม่ได้" บ่อย ๆ จนทำให้เกิดความไม่ชอบ ท้อ และถอย ไม่เรียนรู้ต่อไป ครูตุ๋มจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับต้น สิ่งสำคัญคือให้เอาคนมาเรียนก่อน ท่านเล่าว่า เด็กบางคนต้องใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะตะล่อมน้อมนำให้เข้ามาเรียนกับเพื่อน ๆ พี่ เด็กจะต้องรู้สึกว่า ฉันทำได้ เมื่อฉันทำได้แล้ว จะเกิดความมั่นใจและภูมิใจในตนเอง เกิดความชอบและแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้ต่อไป

๔) สำเร็จไม่เกิดขึ้นโดยเร็ว ต้อง "ต่อเนื่อง+ยาวนาน"

ขอเน้นย้ำอีกทีครับว่า ความสำเร็จในการแก้ปัญหาอ่านออกเขียนไม่ได้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว แม้ผมจะเคยเขียนไว้ว่า ครูผอ.ไพฑูรย์ ทำได้ภายในสองเดือน (อ่านที่นี่) กรณีนั้นเป็นนักเรียนปกติ ไม่ใช่บกพร่องด้านการเรียนรู้เหมือนที่ครูตุ๋มทำได้สำเร็จ

กระบวนการแก้ปัญหาของครูตุ๋มนั้น เล่าให้ฟังได้ง่าย ๆ แต่ทำตามได้ยากมาก เริ่มด้วย สร้างนักเรียนจิตอาสา จะต้องอบรมและพัฒนานักเรียนจิตอาสาจนมั่นใจว่า แม่นทั้งความรู้และวิธีการในการแนะนำหรือสอนนองคู่บัดดี้ ฟังว่าขั้นตอนนี้จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๓ วันติดต่อกัน ในขั้นแก้ปัญหาให้น้องอ่านออกเขียนได้ น้องจิตอาสาจะค่อย ๆ พาน้องศึกษาพัฒนาตนเองทุก ๆ วันเวลเที่ยง วันละ ๒๐ นาที ต่อเนื่องเป็นเดือน เป็นปี เป็นหลายปีติดต่อกัน .... ผมตีความว่า ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หรืออิทธิบาท ๔ ต้องมีอยู่ในตัวครูเต็มเปี่ยมเท่านั้นจึงทำได้



๔) เชื่อมเนื้อหากับประสบการณ์ชีวิตจริงของเด็กแต่ละคน

ผมเล่าตัวอย่างเทคนิคข้อนี้ของครูตุ๋มอีกรอบหนึ่ง (รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้) ดังนี้ว่า ...

มีนักเรียนคนหนึ่งเขียนคำว่าสุนัขผิดเป็น "สุนัก" แทนที่ครูจะบอกว่า ...ไม่ถูกนะลูก ต้องแก้ไขเป็น ข.ไข่ ซิถึงจะถูก... เหมือน ๆ กับที่เราคิดกันทั่วไป แต่ครูตุ๋มบอกว่า "...สนัขแบบนี้ก็เดินไม่ได้ซิลูก ... ไม่ได้ ๆ สนัขไม่มีขา ก็เดินไปเดินมาไม่ได้ หาอาหารกินก็ไม่ได้ สนัขต้องมีขา ดังนั้น จึงต้อง ใส่ขาให้มัน เปลี่ยน ก.ไก่ เป็น ข.ไข่ นะลูก..." พร้อม ๆ กับ ชี้ให้นักเรียนคนนั้นแก้ไขทันที ... วันรุ่งขึ้นเด็กแอลดีคนนั้นก็เขียนได้ เขียนคำนี้ไม่ผิดอีกเลย

อีกครั้งหนึ่ง มีเด็กคนหนึ่งเขียนตัวอักษรไม่สวยเลย ผอม ๆ ลีบ ๆ ครูตุ๋มบอกว่า "...สงสัยมันจะไม่ได้กินข้าว ตัวอักษรมันป่วย หนูต้องพามันไปกินข้าวนะลูก ร่างกายมันจะได้สมบูรณ์ แข็งแรง ..." พร้อม ๆ กับเขียนสิ่งที่ถูกให้ดู

สองตัวอย่างนี้ แสดงให้เห็นชัดว่า ท่านจะใช้เรื่องราวในชีวิตจริง สิ่งที่เด็กคุ้นเคย หรือที่เราเรียกว่าประสบการณ์เดิม มาต่อเติมความรู้ใหม่เสมอ ... สิ่งนี้สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่ฟันธงว่า คนเรียนรู้จากการ "งอกจากหน่อยเดิม" ไม่ใช่การเติมจากภายนอกได้ง่าย

๕) ให้วาดรูป ->เปลี่ยนรูปเป็นคำ -> ใช้คำสร้างประโยค -> ใช้ประโยคสร้างเรื่องราว

ในกระบวนการ ๖ ขั้นของครูตุ๋ม ได้แก่ อ่าน -> เขียน -> คัดลายมือ -> จำแนกคำ -> แต่งประโยค และ -> เขียนอิสระ ผมคิดว่าขาดสิ่งสำคัญที่ควรเน้นในการอบรมถ่ายทอดไปอย่างหนึ่ง นั่นคือ การให้เด็ก "วาดรูปจากชีวิตจริง"

จากที่ได้ศึกษา ถอดบทเรียนครูตุ๋มมาหลายครั้ง ผมตีความว่า ปัจจัยของความสำเร็จอย่างหนึ่งคือการให้เด็ก ๆ สนุกกับการวาดรูป ได้ใช้สี ได้สร้างชิ้นงานของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อได้วาดรูปตามความชอบและประสบการณ์ของตนเอง ก่อนจะเปลี่ยนรูปที่ตนเองวาดนั้นมาเป็นเรื่องราวในการเขียนอิสระ

๖) ให้ความรักความเมตตาต่อเด็ก : ครูรักเด็ก

คงไม่ต้องอธิบายอะไรครับ สรุปแล้วปัจจัยของความสำเร็จทุกอย่าง ล้วนไหลมารวมกันที่ "ครูรักเด็ก" เหมือนรอยเท้าของสัตวทุกชนิดย่อมรวมลงได้ในรอยเท้าช้าง

๗) ความเสียสละของครู

สิ่งนี้สำคัญยิ่ง ทำไมครูตุ๋มเสียสละและทำได้ วิธีเคราะห์โดยใช้ทฤษฎีมาสโลว์ (Maslow) คือต้องพร้อมถึงขั้นพอ พอจากภายในใจ เมื่อพอจึงให้ ครูตุ๋มมีครอบครัวที่อบอุ่น สนับสนุนในอุดมการณ์และงานของครูตุ๋มเต็มที่ จึงมีกำลังมากในการช่วยเหลือคนอื่นและสังคมได้มาก .... ขออนุโมทนาครับ


AAR

ตอนบ่ายเราทำวง "PLC" เล็ก ๆ เร็วเพื่อทำ AAR ว่า ครูได้เรียนรู้อะไร ประทับใจอะไรใน ๒ วันที่ได้มาฝึกอบรมครั้งนี้

คำถาม : อะไรคือปัจจัยของความสำเร็จของครูตุ๋ม ถ้าสิ่งนั้นไม่มีแล้วจะไม่สำเร็จเหมือนวันนี้

คำตอบของครู :

  • ตัวครู
    • เป็นแบบอย่างที่ดี
    • มุ่งมั่น เพียร
    • เสียสละ จิตอาสา
    • เข้าใจหลักวิชา ชำนาญในการสอน
    • มีจิตวิทยาเชิงบวก ปฏิสัมพันธ์
  • ตัวงาน
    • ต่อเนื่อง
    • เข้าถึงเด็กแต่ละคนได้
    • ช่วยเด็กเป็นรายบุคคล
    • ทำซ้ำ ย้ำ ทวน
    • ใช้เด็กจิตอาสา
    • เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของนักเรียน

คำถาม : กลับจากเวทีนี้จะทำอะไรต่อไป อย่างไร

คำตอบ :

    • จะเริ่มหานักเรียนจิตอาสา คาดว่าจะใช้นักเรียน กยศ. นำมาพัฒนาเป็นพี่จิตอาสา
    • จะใช้จิตวิทยาเชิงบวก
    • จะลองทำนอกเวลาเรียนบ้าง
    • จะลองเริ่มทำเวลากลางวัน
    • จะชักชวนเพื่อนครูภาษาไทย มาร่วมเริ่มทำ
    • จะนำเรื่องในสองวันนี้ไปเล่าให้ ผอ.ฟัง และเริ่มทำทันที
    • จะให้นักเรียนที่มาร่วมโครงการวันนี้ ไปเล่าสิ่งดี ๆ ให้เพื่อนที่โรงเรียนฟัง
    • จะแนะนำเพื่อนครู และหาครูจิตอาสามาเริ่มทำกัน
    • จะลองใช้แนวคิดนี้กับนักเรียนปกติ
    • จะรายงาน ผอ. อย่างละเอียดว่าได้อะไรบ้าง

ผมเองจะคอยติดตามและให้กำลังใจครูเพื่อศิษย์ทุกท่าน เท่าที่ศักยภาพของตนเองจะทำได้ครับ...





<p “=”“>โอกาสหน้า คงจะได้สนทนากับ ท่านปัญญา รอง ผอ.เขต. สพป.มค.๑ (ผู้ใหญ่ในพื้นที่ครับ) … ท่านติดธุระด่วนต้องรีบไป เลยไม่ได้ฟังความเห็นของท่านเลย… </p>

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์



ความเห็น (2)

ขอบคุณค่ะ เช้านี้มีแต่บันทึกดีๆ นะคะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณ ดร.ต๋อยค่ะ ที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆ