โอโซน

เรื่อง โอโซน

เป็นโมเลกุลที่ประกอบจากออกซิเจน ๓ อะตอม ปรากฏอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก และมีการใช้งานในทางอุตสาหกรรมและเครื่องใช้ตามบ้านทั่วไป ก๊าซโอโซน มี ๒ บทบาท คือเป็นทั้งพระเอก และผู้ร้ายในตัวเดียวกัน โดยโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ จะทำหน้าที่กรองรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ออกไปร้อยละ ๙๙.๙๙ ก่อนถึงพื้นโลก ส่วนโอโซนในชั้นโทรโพสเฟียร์ เป็นก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด โดยสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน คือ สารเคมีที่มีองค์ประกอบพื้นฐานอย่าง คลอรีน ฟลูออรีน หรือ โบรมีน ซึ่งมีศักยภาพในการทำปฏิกิริยากับโมเลกุลโอโซนที่อยู่ในชั้นบรรยากาศให้เกิดการแตกตัว สารทำลายโอโซนที่รู้จักกันดีก็คือ สารซีเอฟซี (CFCs) ซึ่งใช้เป็นสารทำความเย็น ส่วนสารทดแทนสารซีเอฟซี คือ เอชซีเอฟซี (HCFCs) ใช้เป็นสารทำความเย็นในระบบปรับอากาศ และการผลิตโฟม ซึ่งยังคงเป็นสารทำลายโอโซนเช่นเดียวกัน แม้จะในปริมาณน้อยกว่าก็ตาม ส่วนสารทำลายโอโซนอื่นๆ อย่างเช่น สารเฮลอน ใช้เป็นสารดับเพลิง รวมทั้งสารที่ใช้เป็นตัวทำละลายในการทำความสะอาด ล้างคราบไขมันสิ่งสกปรกในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการฆ่าแมลงกำจัดศัตรูพืช หรือแม้แต่สารที่อยู่ในกระป๋องสเปรย์ ช่วง ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา มีการนำสารเคมี ซีเอฟซี จำนวนมากมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็น และอุตสาหกรรมการผลิตโฟม ทำให้มีซีเอฟซีระเหยขึ้นสู่บรรยากาศ และไปทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน ทำให้ก๊าซโอโซนถูกทำลาย จนมีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ซีเอฟซี ยังสลายตัวได้ยาก จึงตกค้างในบรรยากาศยาวนาน ทำให้ก๊าซโอโซนถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง เมื่อก๊าซโอโซนลดน้อยลง จะทำให้รังสียูวีเข้าสู่พื้นโลกได้มากขึ้น จึงเป็นอันตรายต่อมนุษย์ โดยเฉพาะการเกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนัง ดังนั้น นานาประเทศจึงร่วมกันจัดทำอนุสัญญาการป้องกันชั้นบรรยากาศโอโซน ในปี ๒๕๒๘ เรียกว่า "อนุสัญญาเวียนนา และพิธีสารว่าด้วยการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน และจัดให้ลงนามใน "พิธีสารมอนทรีออล" เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอนุสัญญาเวียนนาฯ ด้วยเหตุนี้ องค์การสหประชาชาติ จึงประกาศให้วันที่ ๑๖ กันยายนของทุกปีเป็นวันโอโซนโลก ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เป็นต้นมา เพื่อกระตุ้น ให้ประเทศปฏิบัติต่ออนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อช่วยกันลดใช้สาร ซีเอฟซี และ สารฮาลอน ซึ่งเป็นตัวทำลายบรรยากาศโอโซนในชั้นบรรยากาศ สำหรับประเทศไทยได้ร่วมลงนามในพิธีสารนี้ด้วย โดยมีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๒ แม้จะมีสนธิสัญญาเพื่อลดและเลิกใช้สารซีเอฟซีแล้ว แต่สารซีเอฟซียังจำเป็นต่ออุตสาหกรรมบางชนิด จึงมีการใช้อยู่อีกต่อไป ทำให้ก๊าซโอโซนถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบเป็นภาวะโลกร้อนอย่างทุกวันนี้ ไทยในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของโลกจะช่วยลดสาร ซีเอฟซี ได้โดยเลือกซื้อและใช้เครื่องปรับอากาศที่มีสัญลักษณ์ Non CFC หมั่นตรวจเช็คระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ในอู่ที่ได้มาตรฐาน หมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศบ้าน ควรเปลี่ยนตู้เย็นที่ใช้มานานกว่า ๑๐ ปี และไม่เปิดตู้เย็นบ่อย เพราะจะทำให้ระบบความเย็นทำงานหนัก รวมทั้งควรเลิกใช้อุปกรณ์ที่เป็นลักษณะกระป๋องสเปรย์ ตลอดจนวัสดุที่ทำจากโฟม ซึ่งมีสาร ซีเอฟซี เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิต และวัสดุเหล่านี้ยังย่อยสลายได้ยากอีกด้วย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กัญจน์พร 00517



ความเห็น (0)