ใคร่ครวญ คำครู

การไตร่ตรองสะท้อนคิด เขียนเป็นเรื่องราวดีๆ เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดของการเรียน ใครที่ต้องการจะเรียน แค่ปฏิบัติหรือทำยังไม่พอ ต้องตามด้วยการสะท้อนคิดของนักเรียน แล้วพวกเราก็เรียนจากการทำหน้าที่ครูเพื่อให้ลูกศิษย์เรียนรู้นั่นเอง


ดิฉันบันทึกคำชี้แนะที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งชุดนี้เอาไว้ด้วยลายมือ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่อาจารย์วิจารณ์กล่าวสะท้อนกับคุณครูในงาน “ชื่นใจ...ได้เรียนรู้” (ภาคครูเพลิน) ครั้งที่ ๙ และมาพบกระดาษแผ่นนี้เก็บอยู่ในแฟ้มที่โต๊ะทำงาน หลังจากที่ได้เรียนเสนอต้นฉบับหนังสือ เพลินกับการพัฒนา ให้อาจารย์เขียนคำนิยม พร้อมกับส่งต้นฉบับให้ทางโรงพิมพ์จัดรูปเล่มไปแล้ว จึงได้นำบันทึกนี้มาจัดเรียงไว้เป็นบทส่งท้าย...เพื่อให้ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการเรียนสมบูรณ์


บันทึก “ใคร่ครวญ คำครู”

การไตร่ตรองสะท้อนคิด เขียนเป็นเรื่องราวดีๆ เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดของการเรียน ใครที่ต้องการจะเรียน แค่ปฏิบัติหรือทำยังไม่พอ ต้องตามด้วยการสะท้อนคิดของนักเรียน แล้วพวกเราก็เรียนจากการทำหน้าที่ครูเพื่อให้ลูกศิษย์เรียนรู้นั่นเอง


สะท้อนคิดกับตนเอง – สะท้อนคิดร่วมกัน

การเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิด (Reflection) มีหลายระดับ Critical Reflection คือการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด เป็นทักษะที่ต้องฝึก เช่น การสังเกตว่าแต่ละวันได้เรียนรู้อะไร มีการทำ Reflection กับตัวเองว่าเรามีวัตถุประสงค์อะไร บรรลุไหม เป็นการตั้งคำถามเพื่อทบทวนกลับไปยังเหตุการณ์ที่แล้วมา เป็นการฝึกตัวเองให้ช่างสังเกต สะท้อนคิดให้ชัดว่าสิ่งที่ไม่ได้คาดคิด เกิดขึ้นเพราะอะไร

ลำพัง Multisensory Approach หรือการใช้สัมผัสของเราเองไม่พอ จะให้ละเอียดต้องมีเครื่องมือช่วยมาตรวจสอบด้วย การใช้ประสาทสัมผัสทั้งหกทำความเข้าใจ จดจำ ใคร่ครวญ และการใช้เครื่องช่วยบันทึกทั้งภาพและเสียง จะช่วยให้เรียนรู้ได้เพิ่มขึ้น

กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันจัดงาน “ชื่นใจ...ได้เรียนรู้”(ภาคครูเพลิน) เท่านั้น เพราะการสะท้อนกับเพื่อนครูจะทำให้ครูได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น ชีวิตประจำวันของครูเป็นชีวิตประจำวันที่เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน

ครูสอนแบบไม่สอน ไม่ถ่ายทอด แต่จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เรียนรู้และสะท้อนคิด ในขณะที่กำลัง จัดกระบวนการเรียนรู้ในชั้นเรียน ครูได้เรียนวิชาครูซึ่งเรียนได้ไม่รู้จบ เพราะลูกศิษย์ไม่เหมือนกัน ครูต้องเรียนจากห้องเรียน ทำวิจัยชั้นเรียนทุกชั่วโมง ทุกขณะจะเกิดการเรียนรู้ของลูกศิษย์ เกิดการเรียนรู้ของครู และเกิดการวิจัยที่ทั้งครู ทั้งเด็ก และบ้านเมืองจะได้ประโยชน์

การศึกษาควรออกแบบชั้นเรียนที่ทำให้เกิดทั้ง ๓ อย่างนี้พร้อมกัน ครูอาจต้องเพิ่มแรงเป็น ๑.๒ เท่า ครูอาจต้องลงแรงเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มแรงเป็น ๓ เท่า จึงจะได้ ๓ อย่างนี้มา ฟินแลนด์เรียน ๐๘.๓๐น. – ๑๕.๓๐ น.ในชั้นเรียนเด็กจด ครูจด จัดระบบความคิด ร่วมกันตั้งโจทย์เพื่อให้เราเข้าใจเรื่องการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น เอาคำตอบมาจัดระบบ ตรวจสอบให้แม่นยำ ดูว่าการเรียนรู้ที่เราจัดขึ้นเลยจากการเรียนรู้ที่มีคนเคยทำกันมาแล้วตรงไหน


คุณค่าที่ต่างกันของ KM และ วิจัย

การจัดการความรู้มีความรู้สึก มีอารมณ์ มีพลัง แต่งานวิจัยเอาอารมณ์ออก มีคุณค่าต่างกันแต่ต้องใช้ทั้งคู่


สร้างคนยุคใหม่

วันนี้ผมได้ประโยชน์ ได้มาเรียนรู้ว่าของจริงเขาทำกันอย่างไร ผมอ่านหนังสือเยอะแต่เป็นหนังสือฝรั่ง การไม่ได้เห็นของจริง ไม่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจจริง ครูพูดอะไร แสดงท่าทีอย่างไร ครูมีวิธีดูแลเด็กอย่างไร



ในการเรียนนั้นลูกศิษย์ต้อง Mastery Learning เรียนแล้วรู้จริง และทุกคนต้อง Mastery Learning นี่เป็นเรื่องที่ท้าทายมากว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเกิด Mastery Learning ได้ทุกคน ไม่ทำตาม ทำต่าง แต่ได้ผลดีกว่า

นอกจาก Mastery Learning แล้วต้องเกิด Transformative Learning ด้วย คือเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในทั้งเนื้อทั้งตัว และเกิด Leadership Skill เป็น Change Agent ต้องอยู่ในขบวนของผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้สำคัญว่าครูจะสังเกตอย่างไร วัดอย่างไร และทำอย่างไรให้คนที่ยังไม่ได้ฝึก ยังทำไม่ได้ ทำได้ขึ้นมา

โรงเรียนมีหน้าที่สร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ในการสร้างคนยุคใหม่ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ โดยโรงเรียนต้องเอาใจใส่เด็กในทุกด้าน โดยเฉพาะการนำพาให้เขาเข้าถึงความงดงามของสิ่งต่างๆ ขอบคุณที่กรุณาเป็นครูให้ผม.


.....................................................................


โจทย์ที่อาจารย์ฝากไว้ทรงพลังและท้าทายยิ่ง จะมีโจทย์ใดเล่าที่จะเหมาะกับงานที่เราทุกคนตั้งใจทำให้เป็นอนุสาวรีย์ชีวิตมากยิ่งไปกว่านี้


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ฝึกตนฝนปัญญา



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณบันทึกที่ทำให้รู้สึกอิ่มใจค่ะ