บ่มเพาะต้นกล้าศีลธรรม "เด็กฟื้นฟูฯ คุมประพฤติ"

Ka-Poom
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

อีกไม่กี่วันจะครบสองเดือนแล้ว...

ที่เด็กและยาวชนที่ถูกส่งมาจากคุมประพฤติ...มารับการฟื้นฟูทางด้านจิตใจที่วัด

เขาเหล่านี้มาร่วมกันใช้ชีวิตที่วัดสองเดือน...ปฏิบัติศีลห้า ฝึกฝนการใช้ชีวิตภายใต้ความดูแลจากองค์หลวงปู่และมีพระอาจารย์ต้อ(พระพิทยา ทินนาโภ)เป็นผู้บ่มเพาะอมรมสั่งสอน

แรก...เข้ามา

หลายคนสะท้อนความรู้สึกและมีความคิดว่า "อยากหนี" ..."คิดถึงบ้าน" ..."อึดอัดและไม่คุ้นชิน"

ใบหน้าเศร้าหมอง หดหู่ใจ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ให้กำลังใจตนเองและให้กำลังเพื่อน

"ดีกว่าไปอยู่ในคุก...เรือนจำ"...

"อดทน...นึกถึงหน้าพ่อแม่"...

หลากหลายความคิดและความรู้สึกแตกต่างกันไป

เมื่อเข้าอยู่วัดและใช้ชีวิต

กิจกรรมหลากหลายในแต่ละวันตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ต่างล้วนเป็นกิจกรรมที่เป็นกุศลกรรมทั้งสิ้น

ภายใต้หลัก... "ทาน ศีล ภาวนา"

  • ในส่วนของการทำทานนั้น พระอาจารย์ให้ฝึกผ่านการกระทำ การใช้แรงกาย ในการทำงานและการทำสาธารณูประโยชน์ต่างๆ อาทิ เช่น การกวาดูศาลา การอุปฐากรับใช้พระภิกษุในการออกบิณฑบาตร ถวายอาหาร การช่วยแม่ออกล้างถ้วยชามกวาดถูครัว เผาถ่ายเข้าครัววัด ปลูกพืชผักสวนครัว และซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ตามที่พระอาจารย์พี่เลี้ยงท่านจะพิจารณามอบหมายให้ทำ
  • การรักษาศีล ...ที่นี่ท่านใช้ศีลห้า เป็นพื้นฐานในการวางระบบระเบียนการอยู่ร่วมกัน ศีลข้อหนึ่ง...ถูกแปลงออกมาเป็นในเรื่องการห้ามทะเลาะวิวาท ชกต่อยกันตลอดจนการฆ่าสัตว์ต่างๆ ศีลข้อสอง...ห้ามลักทรัพย์หรือหยิบจับสิ่งของต่างๆ ไม่ได้ขออนุญาติ ศีลข้อสาม...ไม่แทะโลมแซวและกระทำการลวนลาม และทำไม่ดีที่ส่อไปในเรื่องชู้สาว ศีลข้อสี่....ให้สำรวมคำพูดจาต่างๆ ที่หยาบคายและด่าทอ ตลอดจนการโกหกต่างๆ ศีลข้อห้า...ไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่ ดื่มสุรา และเสพสารเสพติดต่างๆ....
  • สำหรับการภาวนา ...เน้นการฝึกเจริญสติและฝึกฝนทางด้านปัญญาผ่านการทำงาน กิจกรรมที่เด็กๆ ได้ทำนำไปสู่การอยู่กับตนเองและจดจ่อในการทำงาน โดยพระอาจารย์จะแยกออกเป็นกลุ่มๆ และมอบหมายให้ทำภารกิจตามความถนัดและความสามารถที่เขาแต่ละคนมี และบางคนมีศักยภาพมากพอที่จะพัฒนาต่อได้พระอาจารย์ก็พร้อมที่จะยกระดับและส่งเสริม ลักษณะเด่นของการทำภารกิจที่พระอาจารย์มอบหมายและสมาชิกรู้สึกภูมิใจส่วนใหญ่ก็จะเป็นการซ่อมแซมและก่อสร้างสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำและเมื่อได้ลงมือทำ เห็นผลงานเชิงประจักษ์ชัด ช่วงหลังที่วัดมีเศษไม้ก็ได้ฝึกหัดทำฝีมือเช่น โต๊ะ เตียง เก้าอี้...


สิ่งที่ได้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลง

ช้าพเจ้าใช้การทำกระบวนการกลุ่มสามระยะ...

  • ระยะแรก (BAR) เป็นการพูดคุยทำความรู้จัก ประเมินความคิด ความรู้สึก และท่าที ทัศนะของการถูกส่งมาอยู่ที่วัด แรกๆ จะมองเห็นความไม่สดใสไม่เบิกบาน ดูซูบผอมและอิดโรย แววตาเซื่องซึม และอยากกลับบ้าน หลายคนวางแผนที่จะหนีกลับ
  • ระยะกลาง (DAR) เป็นการสะท้อนความคิด และกลับมาสำรวจตนเองในเรื่องความคิดและความรู้สึก ตลอดจนการมองถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตนเอง หลายคนเริ่มปรับตัวได้ แต่ความคิดถึงไม่ลดลง แต่สภาวะจิตของการอยู่ได้ดูเหมือนจะมีกำลังมากขึ้น อดทนมากขึ้น และปรับตัวคุ้นชินในกิจวัตรและกิจกรรมที่พระอาจารย์มอบหมายพาทำ
  • ระยะท้าย (AAR) ร่วมกันถอดบทเรียน ...ตลอดสองเดือนได้เรียนรู้อะไรกับการมาอยู่วัด ความตั้งใจความปรารถนาหรือจิตอธิษฐานอยากทำอะไรในทางกุศลบ้าง และเมื่อย้อนเวลากลับไปมีสิ่งใดที่อยากแก้ไขและเปลี่ยนแปลงในตนเอง

"อย่างน้อยภูมิใจว่าเราสามารถทำอะไรได้หลายในสิ่งที่ไม่เคยทำ เช่น ถวายอาหาร ทำวัตรสวดมนต์"

"เห็นตนเองมีความอดทนมากขึ้น" ... "ลืมความคิดถึงบ้าน" ... "สบายใจ ไม่กดดัน"

"อยากหนีกลับบ้าน แต่ก็ไม่กล้าทำ"

การเปลี่ยนทางรูปธรรมที่ชัดเจน คือ ... รูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป แววตาดูสดใส รูปร่างมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น มีพลังชีวิตและกระตือรือร้นมากในการทำสิ่งต่างๆ ไม่เซื่องซึมคล้ายช่วงแรงที่มา

หลายคนเล่าความคิดในใจว่า ...สิ่งที่ปรารถนาอยากทำ "อยากบวช อยากจะกลับมาทำบุญ อยากจะกลับมาทดแทนพระคุณหลวงปู่และพระอาจารย์" ... "ถ้ามีเงินก็อยากมาพัฒนาวัด"...

ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าย้อนเวเลากลับไปได้... ก็ไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด


ช่วงเวลาสองเดือนกับความเต็มที่ของการใช้ชีวิต...ในการทำสิ่งที่เป็น "กุศลกรรม"

ดีกว่า...ไม่มีโอกาสได้ทำ และเมื่อกลับไปสู่บ้าน ครอบครัวและชุมชน ไม่ว่าเขาจะมีจิตใจที่เข้มแข็งต้านทานสิ่งที่ยั่วยุได้หรือไม่ได้ แต่อย่างน้อยสองเดือนนี้ข้าพเจ้าก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เขาได้สร้างความดีที่เป็นศีลธรรมแก่ชีวิตของเขา

...

04-09-2559


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ต้นกล้าแห่งอนาคต



ความเห็น (0)