ซองบุหรี่แบบเรียบ ยาแรงตัวใหม่ให้สิงอมควัน : คอลัมน์กระดานความคิด คมชัดลึก

มาตรการเลิกสูบบุหรี่ ต้องให้ชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน ตั้งแต่ทำนโยบายให้เป็นชุมชนปลอดบุหรี่ ต้องจัดสิ่งแวดล้อมไม่ให้เอื้อต่อการสูบบุหรี่ เช่น ติดป้ายสถานที่ต้องห้ามตามกฎหมายทุกแห่ง ต้องสร้างแกนนำชุมชน และต้องปรับระบบบริการให้ผู้สูบบุหรี่เข้าถึง

จากคำขวัญขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2016 วันที่ 31 พฤษภาคม ความว่า Get ready for plain packaging หรือ “เตรียมพร้อมสำหรับซอง (บุหรี่) แบบเรียบ” ก็สอดคล้องกับ "ซองบุหรี่แบบเรียบ ลดภัยเงียบ ลดโรค" อันเป็นหัวข้อรณรงค์ของไทยในปีนี้ด้วย

ซองบุหรี่แบบเรียบ หรือ Plain Packaging กำลังเป็นหัวข้อถกเถียงกันไปทั้งโลก หลังจากประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และสมาชิกสหภาพยุโรปอีก 28 ประเทศกำลังดำเนินการผลักดันกฎหมายให้ใช้ซองบุหรี่แบบเรียบ หลังจากออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่นำร่องไปก่อนตั้งแต่ปี 2555

ส่วนประเทศไทยนั้น ล่าสุดกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบ ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน และเตรียมเสนอเรื่องต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้พิจารณาออกกฎหมาย เพื่อประกาศใช้ต่อไป

ซองบุหรี่แบบเรียบ คือการทำให้บุหรี่แต่ละซองไร้ซึ่งอัตลักษณ์ พื้นที่บนซองอย่างน้อย 65 เปอร์เซ็นต์ทั้งหน้า-หลัง เป็นภาพสยองเกี่ยวกับผลกระทบของการสูบบุหรี่ พร้อมตัวอักษรใหญ่ๆ เขียนคำเตือนกำกับไว้ ส่วนพื้นที่ที่เหลือ ต้องไม่มีโลโก้ ชื่อบริษัท ตราสินค้า และข้อความส่งเสริมการขายใดๆ ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกเชื่อว่าซองบุหรี่แบบเรียบ จะทำให้บุหรี่ขาดแรงจูงใจ ลดจำนวนผู้สูบบุหรี่รายใหม่ลง

กรณีของออสเตรเลียที่ประกาศใช้ไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน พบว่าจำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลง 2.2 เปอร์เซ็นต์จากเดิมสำรวจเมื่อต้นปี 2555 ชาวออสเตรเลียสูบบุหรี่ที่ 19.4 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากกฎหมายประกาศใช้ 34 เดือน ผู้สูบบุหรี่ลดเหลือ 17.2 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ออกมาแย้งว่าผู้สูบบุหรี่ในออสเตรเลีย "ไม่ได้เปลี่ยนและจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่" เพียงเพราะเปลี่ยนซองบุหรี่ ขณะเดียวกันยังแสดงตัวเลขด้วยว่า อัตราการสูบบุหรี่เถื่อนในออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นเป็น 14 เปอร์เซ็นต์จากเดิมพบ 11.5 เปอร์เซ็นต์ในปี 2555

นอกจากนี้มาตรการบุหรี่ซองเรียบ ไม่ได้เป็นที่ต้อนรับของทุกๆ ประเทศ อย่างที่ อินโดนีเซีย สาธารณรัฐโดมินิกัน ฮอนดูรัส และคิวบา บริษัทบุหรี่ที่นั่น ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) โดยระบุว่า มาตรการนี้ขัดขวางการใช้เครื่องหมายการค้า ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า หรือ “ความตกลงทริปส์” (Agreements on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights: TRIPS)

สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2557 พบว่า เยาวชนอายุ 15-18 ปี สูบบุหรี่ 358,898 คน คิดเป็นร้อยละ 8.3 และอายุ 19-24 ปี สูบมากถึง 1,059,839 คน คิดเป็นร้อยละ 19.8 แต่ละปีมีเยาวชนที่เข้าสู่วงจรการเสพติดบุหรี่มากถึงปีละ 250,000 คน โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยสูบบุหรี่ร้อยละ 20.7 เสียชีวิตจากบุหรี่ประมาณ 50,000 คน เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจปีละกว่า 75,000 ล้านบาท

หากประเทศไทยจะนำมาตรการซองบุหรี่แบบเรียบมาใช้ น่าสนใจว่าจะได้ผลตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เพราะจากข้อมูลของโครงการควบคุมยาสูบโดยชุมชนเป็นฐาน โดยสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมสูบบุหรี่มวนเองมากว่าบุหรี่โรงงานมากถึง 60% ขณะเดียวกันผู้สูบบุหรี่ในภาคใต้ก็สูบบุหรี่เถื่อนเป็นส่วนมาก เพราะราคาถูกกว่าซื้อจากร้านสะดวกซื้อกว่าเท่าตัว

ดังนั้น รศ.ดร.มณฑา เก่งการพินิช แห่งศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ มหาวิทยาลัยมหิดล (ศจย.) ในฐานะผู้จัดการโครงการควบคุมยาสูบโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน โดยสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สสส. จึงเชื่อว่า

มาตรการเลิกสูบบุหรี่ ต้องให้ชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน ตั้งแต่ทำนโยบายให้เป็นชุมชนปลอดบุหรี่ ต้องจัดสิ่งแวดล้อมไม่ให้เอื้อต่อการสูบบุหรี่ เช่น ติดป้ายสถานที่ต้องห้ามตามกฎหมายทุกแห่ง ต้องสร้างแกนนำชุมชน และต้องปรับระบบบริการให้ผู้สูบบุหรี่เข้าถึง

เพราะ “กฎหมาย” ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการเปลี่ยนพฤติกรรมคน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)