๒๙. ผมขอโทษ...ผมขอโทษ นะครับ

ผมตั้งใจจะไปพบจักษุแพทย์ก่อน ถ้าไม่เกี่ยวกับดวงตา ผมจะไปขอฟิล์มเอ็กซเรย์สมอง..ที่โรงพยาบาล เพื่อทำประวัติ ผมจะรีบแก้ไขที่สาเหตุ คิดว่าคงยังใม่สาย...ผมรักตัวเอง ผมอยากดูแลตัวเอง เพื่อจะได้เก็บชีวิต..ไว้ดูแลคนรอบข้าง..ดูแลคนที่ผมรัก บ้าง

งาน..ของผมกำลังดำเนินไปด้วยดี ผมมีที่ปรึกษาที่ดี คอยแนะนำและรับฟังผมอยู่ตลอด ผมได้กำลังใจจากคนที่ผมรัก จากลูกศิษย์และครูบาอาจารย์..หลายคน.เป็นนักวิชาการ.ที่อ่านบทความของผมและติดตามผลงานการสอนและการบริหารจัดการของผมถึงกับออกปากชมผมว่า..เป็นผู้บริหารที่มีความคิดสร้างสรรค์..อย่างน่ามหัศจรรย์...

แต่ผมกลับรู้สึกว่า ยังมีข้อที่ควรปรับปรุงอีกมากมาย โดยเฉพาะ..พฤติกรรม..การควบคุมตัวเองและการดูแลสุขภาพร่างกาย..ของผม
ผมหงุดหงิดง่ายเหลือเกิน..ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา..ผมมีแต่คำ..ขอโทษ..ขอโทษนะครับ..ผมขอโทษคนรอบข้าง ขอโทษ..เพื่อนร่วมงาน และขอโทษคนรักของผม ผมเป็นอะไรไป..หรือว่า..เป็นอาการของคนแก่..หรือแบบว่า..เลือดจะไปลมจะมา.ผมสงสัยว่า..ผู้ชายเขาเป็นกันไหม สุดท้าย...ผมเริ่มกังวลถึง..สมอง..ของผม
เริ่มปี ๒๕๕๙ ...ผมปวดหัวบ่อยมากขึ้น..เครียดก็ปวด ไม่เครียดก็ปวด ใส่แว่นตา ตลอดเวลา ไม่ใส่ก็ทำอะไรไม่ได้ ใส่นานๆก็ตาพร่ามัว..เวลานอน..หลับตา..เหมือนโลกหมุน สักพัก ก็กลับสู่ภาวะปกติ แต่..นอนไม่ค่อยหลับ ในหัว เหมือนมีอะไรวนเวียน สับสน มึนงง..และบางครั้งตื่นนอนขึ้นมาก็ปวดหัวเอาดื้อๆ...ไม่พร้อมที่จะทำงาน

วันนี้..กลับจากงานบวช ผมพักผ่อนอย่างเต็มที่ แล้วคิดทบทวนถึงสาเหตุของอาการ ..ผมเคยเป็นแบบนี้ เมื่อปี ๒๕๕๔...แล้วลงท้ายด้วยอาการเนื้องอกในสมองน้อยด้านซ้าย...คราวนั้น..มีอาการชาที่แขนซ้าย และเดินเอียงซ้าย...ตลอดจน..หัวหมุน..ตลอดเวลา
ผมเริ่มมองหาปัจจัยของสาเหตุ..มองไปทีละอย่าง ทั้งการพักผ่อน การออกกำลังกาย การทานอาหารและการดื่มกาแฟ..ล้วนแต่..มีปริมาณที่น้อย ยกเว้นกาแฟดำ..ที่มากจริงๆ

แว่นตา..สายตายาวมาก และเสื่อมเร็วเหลือเกิน วัดครั้งสุดท้าย เกือบ ๓๐๐ แต่ตัวแว่นเลนส์ ๒๘๐ เท่านั้น หมอบอกไม่เป็นไร ยังรับได้ แต่ผมว่า คงไม่ไหวแล้ว พอถอดแว่นก็เดินซวนเซแล้ว สัปดาห์ที่ผ่านมา พูดกับนักเรียนอยู่ดีๆ ก็วูบ..ไปประเมินโรงเรียน ก็เดินเซ และปวดตาหนึบๆตลอด

ผมตั้งใจจะไปพบจักษุแพทย์ก่อน ถ้าไม่เกี่ยวกับดวงตา ผมจะไปขอฟิล์มเอ็กซเรย์สมอง..ที่โรงพยาบาล เพื่อทำประวัติ ผมจะรีบแก้ไขที่สาเหตุ คิดว่าคงยังใม่สาย...ผมรักตัวเอง ผมอยากดูแลตัวเอง เพื่อจะได้เก็บชีวิต..ไว้ดูแลคนรอบข้าง..ดูแลคนที่ผมรัก บ้าง

นึกย้อนไป..ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา..ความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย..ปวดหัว ปวดตา ไม่สบายตัว ทำให้หงุดหงิด หรือเปล่า ...ได้ทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรไปบ้าง..เพื่อจะได้ไม่ทำอีก....

อย่างเช่น...ผมได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากต้นสังกัด ให้ไปประเมินสถานศึกษาพอเพียง..เพื่อให้คะแนนตามเกณฑ์มาตรฐานและตัวบ่งชี้มากมาย..ปรากฎว่า..โรงเรียน..เตรียมแฟ้มผลงานสวยหรู แต่ผู้บริหารโรงเรียนบอกกรรมการว่า ไม่ต้องเปิดดู เพราะในแฟ้มไม่มีอะไร..ไม่พร้อมจะให้ดู มีแต่ภาพหน้าปก.

ศึกษานิเทศก์ซึ่งอยู่ในห้องประชุมตรงนั้น พยายามอธิบาย การเขียน แผนงาน/ โครงการ...ผมยืนขึ้นแล้วพูดว่า...วันนี้เขตพื้นที่(ศึกษานิเทศก์)ทำไม่ถูกต้อง วันนี้เป็นวันประเมิน จะต้องมาอธิบายองค์ความรู้ทำไม ก่อนหน้านี้ ทำไมไม่ประสานโรงเรียน ให้เข้าใจการบริหารจัดการ ในวันที่รับการประเมิน เขาเข้าใจงานไหม พร้อมรับการประเมินหรือไม่..อย่าคิดว่าเขาต้องทำได้ แต่ละโรง ศักยภาพไม่เหมือนกัน ที่สำคัญ..แฟ้ม..เป็นแค่งานกระดาษ สำคัญ แต่ไม่ใช่สำคัญที่สุด ผลงานของครูและนักเรียนต่างหาก ที่มีคุณค่า การพูดคุยและนำเสนอผลผลิตของโรงเรียนที่เป็นกระบวนการ เป็นภาพเชิงประจักษ์...ที่น่าจะนำมาแสดง..ทั้งนิทรรศการผลงานทางวิชาการ ทักษะชีวิต ศิลปะ ดนตรี นาฎศิลป์ที่โรงเรียนมีอยู่พร้อมมาก กลับถูกเก็บไว้ แล้วทำไม เขตพื้นที่ฯถึงไม่บอกโรงเรียนให้เข้าใจวิธีการนำเสนอ...ปล่อยให้ครูและกรรมการ มานั่งเครียดตรงหน้าแฟ้ม..จอมปลอม...ดูไร้สาระเหลือเกิน.....

ผมพูดจบ...ก็ขับรถกลับ...กรรมการทุกคนเห็นด้วย ก็ขับรถกลับตามผม ถึงโรงเรียน..ผมก็มานั่งทบทวน..ว่าพูดไปได้อย่างไร(วะ) พูดด้วยความหวังดี แต่เขาจะเข้าใจเราไหมล่ะ...

วันนี้..ผมคิดได้แล้ว...ว่าที่จริง..ไม่ควรพูด...หน้าที่ของใครก็ของคนนั้น ไม่เกี่ยวข้องกัน ผมยอมรับกับตัวเองว่า ผมผิด จึงโทรไป..ขอโทษพี่ ที่เป็นศึกษานิเทศก์ เป็นที่เรียบร้อย....

ครับ..กับคนรักก็เหมือนกัน..ผมแปลเจตนาบางถ้อยคำบางประโยค ที่เธอหวังดีกับผม เธอเตือนผม เพื่อให้ดูแลตัวเองให้มาก.ๆ...ผมกลับไม่ฟัง แล้วขึ้นเสียง.. และคิดว่าเธอพูดอะไรของเธอนะ..พอกลับมามาทบทวนดู ก็พบว่าแท้จริงคือความจริงใจ และความห่วงใยล้วนๆ...ที่ผมจะหาจากที่ไหนไม่ได้แล้ว..ผมสูญเสียบุคลิกอันดีงามไป ทำให้สำนึกผิดอย่างมหันต์...ผมขอโทษเธอไปแล้ว...ผมเสียใจและจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก...ครับ ผมจะต้องรีบดูแลร่างกาย หัวใจ และสมองของผม อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้ผิดพลาดกับชีวิตขึ้นอีก...เพื่อจะได้ไม่ขอโทษ..อย่างพร่ำพรื่อ...ที่สุดแล้ว...ผมเข้าไปเดินในสวนหลังบ้าน ที่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียว..เจริญตาเจริญใจ...

ผมไม่ค่อยได้เข้ามาในสวน..เพราะฝนตกบ่อย วันนี้..ผมสัมผัสสีเขียวของต้นไม้ ใกล้ตา อย่างชื่นใจ และบอกกับตัวเองเหมือนกันว่า...ขอโทษ...นะตัวเอง ที่ไม่รู้จักดูแลตัวเอง เหมือนกัน ปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรมไดุ้ถึงขนาดนี้..ทั้งที่มีของดีอยู่ใกล้ตัว...

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๙












บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ด้วยรักและศรัทธา พัฒนางาน..ชีวิต เส้นทางผลสัมฤทธิ์ บันทึกไว้..ให้รื่นรมย์



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

ครั้งหนึีง คุณมะเดื่อกลายเป็นคนไข้ของศิริราช

ที่ต้องกินยาต่อเนื่องอยู่เป็นปี ด้วยโรค " เครียด"

เพราะ " ่หักโหมเรื่องงาน" ความเครียดสะสม

โดยไม่รู้ตัวจนในที่สุด " ทรงตัวไม่ได้ เดินไม่ได้

ปวดหัวแทบระเบิด" หลังจากพักรักษาตัวได้ระยะหนึ่ง

จึง " เดินสายกลาง" ดังพุทธวัจนะท่านว่า

ในที่สุดก็เอาชนะความเครียดได้

ความเครียดเป็นสาเหตุของสารพัดโรคจ้ะ

น้อง ผอ.ตนเก่ง คิดบวกแล้ว ในขณะเดียวกัน

ก็ต้องคิดลบด้วยจ้ะ งานการศึกษาไม่มีวันจ่บสิ้นหรอก


เขียนเมื่อ 

ยกโทษให้แล้วรีบไปหาหมอแล้วพักบ้างนะคร้าบ

จริงดิ ....คุณหมอชลัญ...สบายดีนะครับ


เขียนเมื่อ 

ทุกคนจะยกโทษให้แน่นอนค่ะ ถ้าผอ.ไปหาหมอและดูแลตัวเองให้มากกว่านี้

หายไวๆ นะคะ