2.บ้านหมูม่น

ประวัติบ้านหมูม่น



ประวัติบ้านหมูม่น ต.หมูม่น อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์

ปู่ย่า-ตายาย ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวบ้านหมูม่น ได้เล่าสืบเนื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้ คือ

1 นายศรี บุตรวัง

2. นายครุฑ สุรันนา

3. นายสี บุญสิงห์

4. นายเสาร์ กิตติชัย

5. ยายสังข์ ซ่ำศาสตร์

6. นางทอง บาดาล

7. นายบัว สุรันนา

8. นายสิงห์ โคตะวินนท์

9. พ่อป้อง สัจจะ

10. นายสิงห์ ซ่ำศาสตร์

ท่านทั้งหลายที่บันทึกนามเอาไว้นี้ ล้วนเป็นผู้ให้ถ้อยคำกล่าวให้ชาวหมูม่นรุ่นลูกหลานฟังว่า

แต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จังหวัดกาฬสินธุ์ยังไม่เป็นจังหวัด เป็นเพียงหัวเมืองเท่านั้น และในคราวเดียวกันเมืองร้อยเอ็ดเป็นเมืองๆหนึ่งซึ่งมีเจ้าเมืองปกครองอยู่เจ้าเมืองร้อยเอ็ดได้เลี้ยงจระเข้ไว้ตัวหนึ่งจนใหญ่และเชื่องมาก อยู่มาวันหนึ่งลูกสาวเจ้าเมืองได้ไปอาบน้ำอยู่กับจระเข้ตัวนั้น และในน้ำนั้นมีจระเข้อีกตัวซึ่งเป็นจระเข้ป่า เมื่อจระเข้ป่าตัวนั้นเห็นลูกสาวเจ้าเมืองอาบน้ำอยู่เพลินๆก็ตรงเข้ามาหมายจะกินเป็นอาหาร เมื่อจระเข้เลี้ยงซึ่งมันก็รักเจ้าของมากเห็นเข้าจึงขัดขวาง แต่เห็นท่าไม่ดีก็เลยเอาปากคาบเจ้าของไว้หมายจะให้เจ้าของไว้หมายจะให้เจ้าของพ้นอันตรายจากจระเข้ป่าตัวนั้น

ฉะนั้นระหว่างจระเข้ป่าและจระเข้เลี้ยงก็เลยต่อสู้กัน ในที่สุดจระเข้เลี้ยงลืมไปว่าอะไรอยู่ในปากของตัวเอง ก็กลืนเข้าไปเสียด้วยความลืมกตัญญูที่มีต่อเจ้าของ พอรู้ว่าตนผิดก็หนีออกจากสถานที่เลี้ยงแห่งนั้นไป ส่วนเจ้าเมืองก็ป่าวประกาศให้บ่าวไพร่ติดตามจระเข้ไป จนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พวกบ่าวไพร่ได้นำเอาแหน(สาหร่าย)มากินเป็นอาหารทำให้เกิดโรคท้องร่วง จึงตั้งชื่อว่า “บ้านหามแหโพนทอง” ติดตามมาถึงหนองน้ำแห่งหนึ่ง ก่อนจะเข้าบ้านหมูม่นก็เห็นจระเข้แสดงอาการอาละวาดหรือทำให้น้ำแตกกระจาย ทำให้คนกลัวจึงเรียกที่แห่งนั้นว่า “หนองไชยวาฬ” พอถึงบ้านหมูม่นซึ่งแต่ก่อนยังไม่มีคนมาอาศัยอยู่ เพราะเป็นป่าดงดิบทึบ ไม่มีหนทาง จึงเรียกว่า “บ้านหมูม่น” และได้ติดตามไปที่บ้านแห่งหนึ่งและตามทันจระเข้ที่นั่น แต่ไม่มีความสามารถจะจับเอาจระเข้ได้จึงเรียก “บ้านนาทัน” ชาวบ่าวไพร่ได้ติดตามต่อไป จนจระเข้ไปพบน้ำใหญ่และลึกพอที่จะอาศัยอยู่ได้ จระเข้จึงหยุดพักที่น้ำลึกแห้งนั้น ทางบ่าวไพร่ผู้ติดตามก็นำข่าวรายงานเจ้าเมืองให้ทารบและได้ประกาศให้หาหมอจับจระเข้ตัวนั้นไว้ได้ จึงเรียกน้ำนั้นว่า “วังสามหมอ” หรืออำเภอวังสามหมอในปัจจุบัน

นายกัณหา ตาสาโรจน์และนายทอง ตาสาโรจน์เล่าต่อว่า ชาวหมูม่นมาจากคนหลายกลุ่มคือ

1 .มาจาก แสนเศษ-วังบอน จังหวัดร้อยเอ็ด คือ แม่คุณ-นางผม

2. มาจาก บ้านกล้วย-บ้านห้วย จังหวัดมหาสารคาม

3. มาจาก กบิลจันทคาม

ตั้งแต่สมัยเด็ก ผมเกิดที่โรงพยาบาลตากสิน กรุงเทพ ฯ และเรียนอยู่กรุงเทพจนถึงอนุบาล 2 แต่ก่อนไม่เคยรู้จักบ้านหมูม่นเลย เพราะพ่อแม่ต้องทำงานที่กรุงเทพ จนผมจำความได้ พ่อแม่ก็ให้ผมกลับมาเรียนที่กาฬสินธุ์ และเข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านสี่แยกสมเด็จตอน ป.1 ซึ่งตอนแรก ๆ ผมไม่มีเพื่อนเลย และฟังอีสานไม่รู้เรื่องเลย หลังจากที่ผมอยู่กับตายาย 3 คน ยายก็สอนภาษาพื้นบ้านจนผมเข้าใจและพูดเป็น จนผมขึ้น ป.3 ตาผมก็เสีย และอยู่กันยายเพียง 2 คน ส่วนพ่อกับแม่ก็กลับบ้านเฉพาะช่วงเทศกาล ผมมีความสุขกับชีวิตเรียบง่ายที่บ้านหมูม่นมาก จันทร์-ศุกร์ ไปเรียน เสาร์-อาทิตย์ ไปนา นอนนา สมัยก่อนไม่มีรถขี่ไปนา ต้องเดินไปเองกับยาย จนผมขึ้น ม.1 ผมก็ไม่ค่อยได้ไปนา เพราะด้วยวัยที่โตขึ้น ผมก็ชอบไปเล่นกับเพื่อน หลังจากที่ผมเข้าเรียนมหาลัย ผมไม่ค่ิยได้กลับบ้าน จะกลับช่วงที่ว่างเท่านั้น น่าจะเดือนละครั้ง ทุกครั้งที่กลับบ้านไปก็ยังเห็นรอยยิ้มของยายต้อนรับเสมอ ผมมีความสุขมากที่ได้เติบโตเป็นคนบ้านหมูม่นแห่งนี้ และผมจะไม่มีวันลืมเลย

เครดิตรูปภาพ https://www.facebook.com/profile.php?id=1000030961...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน งานวิชาการพัฒนานิสิต



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

อย่าลืมให้เครดิตต่อเรื่องราวที่เราสืบค้นด้วยนะครับ ไม่ใช่การให้เครดิตแต่เฉพาะภาพ

ซึ่งตกลง "บ้านหมูม่น" ผูกโยงมาสู่ความเป็นจังหวัดและตำนานจระเข้ข้ามจังหวัด แต่ก็ชื่นชมนะครับที่เล่าไปเล่ามาแล้วสะท้อนภูิหลังตัวเองด้วยเช่นกัน

เขียนเมื่อ 

ฝากใส่ชื่อหมู่บ้านเป็นคำสำคัญ ด้วยนะครับ

ข้อมูลหมู่บ้านพ่อเป็นคนเขียนส่งให้ครับ ส่งเป็นไฟล์ word มา จึงไม่รู้ว่าได้ข้อมมูลมาจากไหน
ขอบคุณครับ