ออกไปจากประเทศนี้ซะ

หลังจากที่เคยไปต่างประเทศแค่เพียงครั้งเดียวในชีวิต ที่แค่เดินข้ามด่านไปแล้วก็กลับแบบเร็ว ๆ คือที่ตลาดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาร์ นี่เป็นครั้งที่สองที่มีโอกาสได้ออกนอกประเทศ เขยิบออกมาจากประเทศไทยร้อยกว่ากิโลเมตรก็จะเจอเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย การเดินทางครั้งนี้แตกต่างกับครั้งแรกเป็นอย่างมาก แต่นั้นก็ทำให้เราเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย

สิ่งแรกที่ได้เรียนรู้ คือ การผ่านด่านแบบจริงจัง เพราะครั้งนี้ไม่ได้ไปแบบแวะชมใกล้ๆแล้วก็กลับ แต่ตั้งใจไปชมเมืองและค้างหนึ่งคืน ทำให้ผมต้องกระตือรือร้นไปทำพาสปอร์ต เอกสารใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียวพร้อมแบงค์พันอีกหนึ่งใบ สามวันมันก็มาอยู่ในมือผม เมื่อมีพาสปอร์ต ทีนี้ก็เหลือแค่ข้ามด่านออกไป ตรงนี้ยุ่งยากขึ้นมานิดนึง เพราะมันมีสองด่านคือ ด่านไทยกับด่านมาเลฯ ขาไป ตอนออกจากไทยก็ปั๊มพาสปอร์ตทีนึง ตอนจะเข้ามาเลก็ปั๊มอีกที ขากลับก็แนวเดียวกัน ต้องปั๊มเพื่อสื่อว่าออกจากมาเลแล้วนะ เข้าไทยแล้วนะ สรุปได้มา 4 ปั๊มจากการผ่านแดนหนึ่งครั้ง

สิ่งที่สอง คือ การใช้เงินประเทศอื่น นี่เป็นครั้งแรกของผมที่ได้แลกเงินไทยเป็นเงินตราประเทศอื่นและได้ใช้มันด้วยมือของผมเอง โชคดีที่อัตราไทย-มาเลอยู่ที่ประมาณ 10 ต่อ 1 ทำให้ง่ายต่อการคำนวณว่า อันไหนถูก อันไหนแพง (แต่ส่วนใหญ่จะแพง) ถึงกระนั้น มันก็ไม่ชินและใช้ยากอยู่ดี เพราะมันมีสกุลริงกิตกับเซนต์ แบบบาทกับสตางค์ จ่ายทีนึงก็เริ่มงง หยิบแบงค์ผิด ๆ ถูก ๆ บ่อยมาก ถ้าพ่อค้าแม่ค้าทอนเงินผิดมาก็อาจจะไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายจึงต้องนับเงินคงเหลือเพื่อความสบายใจ

สิ่งที่สาม คือ การปรับเวลา ปกติผมทราบแค่ว่าเวลาที่ประเทศอื่นจะช้าจะเร็วกว่าเราเท่านั้นเท่านี้ และคิด(ไปเอง)ว่าเวลามันเป็นเรื่องของธรรมชาติสร้าง แต่ที่ไหนได้ เวลามันคือกฎสากลของโลกที่กำหนดว่าประเทศนั้นต้องเร็วหรือช้ากว่าประเทศนี้กี่ชั่วโมง ความแปลกใจที่ว่าทำไมบางประเทศห้าโมงก็มืดแล้วจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย นี่คือผลพวงจากการไม่ตั้งใจเรียนภูมิศาสตร์

สิ่งที่สี่ คือ การสื่อสาร เมืองนี้หาคนพูดไทยได้ยาก แม้สังคมจะมีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะพูดจีนกับมลายูเป็นหลัก ถ้าจะหาคนพูดไทยได้ คงต้องหาจากนักท่องเที่ยวด้วยกันเองนี่แหละ ง่ายที่สุด แต่ด้วยความที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ทักษะภาษาอังกฤษของคนเมืองนี้จึงดีมาก การพูดคุยระหว่างผมกับคนอื่นจึงต้องใช้(หรือแถ)ภาษาอังกฤษล้วน ๆ ทั้งการฟังการพูด แกรมม่าไม่ต้องเป๊ะแต่ก็ต้องได้นิดนึง ประโยคคำถามหรือศัพท์พื้นฐานก็ต้องรู้ ไม่งั้นอาจต้องใช้ภาษากายตลอดการเดินทางและคงลำบากพอตัว

และ สิ่งสุดท้าย คือ เมืองปีนัง (บางส่วน) ไม่ว่าจะไปเมืองไหน เราก็จะได้เรียนรู้เมืองนั้น เมืองปีนังก็เป็นเมืองหนึ่งที่ผมได้เข้าไปเรียนรู้ เมืองปีนังมีความพิเศษตรงที่เป็นเมืองเก่าและมีความเป็น Global City ไปในตัว เมืองสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี มีทั้งโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ วัดเป็นส่วนมาก ผังเมืองส่วนใหญ่เป็นตารางหมากรุก มีถนนทางเดียวหลายจุด ระบบขนส่งมีรถประจำทางวิ่งอยู่มากพอสมควร แต่ถ้าไม่อยากขึ้นรถเมล์ การเดินหรือขี่จักรยานก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวสำหรับเมืองนี้ สถานที่หลัก ๆ ที่ผมได้ไปก็มีพารากอน Penang Science Cluster (PSC) พิพิธภัณฑ์ซุน ยัตเซ็น และ Blue Mansion จริง ๆ มีแหล่งท่องเที่ยวอีกเป็นร้อย และมีหลายอย่างมากที่ผมยังไม่ได้ลอง เช่น การขึ้นรถเมล์ อาหารข้างทาง เป็นต้น แต่ภายในสองวัน เที่ยวได้เท่านี้ก็ถือว่าคุ้ม และรู้สึกได้ถึงสาระที่แฝงอยู่ในเมืองนี้แล้ว หากจะกลับไปอีกครั้งก็คงไม่ยาก

เดิมทีผมไม่ค่อยชอบการท่องเที่ยวเท่าไรนัก ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ขี้เกียจ ขี้เบื่อ ไม่ชอบคนเยอะ เปลืองเงิน ฯลฯ แต่จากการไปสัมผัสบรรยากาศเมืองปีนังในครั้งนี้ ทำให้ผมอยากออกไปเที่ยวนอกประเทศมากขึ้นมา(นิดนึง) ผมคิดเสมอว่า ถ้าอยากได้ประสบการณ์ก็ออกไปเที่ยว จะได้มากได้น้อยมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราที่จะเก็บเกี่ยวมันมา แต่ถ้าอยากให้ประสบการณ์อยู่กับเราไปนาน ๆ ก็จงบันทึกมันซะ ก่อนที่มันจะหายไปจากความทรงจำอันแสนสั้นของเรา ปกติผมไปเที่ยวที่ไหนก็จะถ่ายเก็บไว้เป็นรูปอย่างเดียวเพราะมันง่าย หารู้ไม่ว่ารูปมันเก็บความรู้สึกไม่ได้หมดหรอก เสียดายที่ไม่ได้บันทึกเป็นเรื่องราวไว้ ต่อจากนี้ต้องบันทึกมากขึ้นแล้วล่ะ


อรุณสวัสดีปีนัง เขียนที่บ้าน
ปล. พูดถึงปีนังน้อยไปนิด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เป็นเรื่องเป็นราว



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ตั้งชื่อบล็อคได้ดีมากครับ... ดึงดูดและหักมุม....

เขียนเมื่อ 

555 นึกว่าจะไล่ใครเสียอีก