สิชลในกลีบสมอง

เมฆซีรัสบนท้องฟ้าที่สิชลทำให้ผมคิดถึงเรื่องราวในอดีต

สิชล เป็นอำเภอทางผ่านระหว่างสุราษฎร์ฯกับนครศรีฯตรงกลางเป๊ะ

นานมากแล้ว พ่อผมเคยมาเป็นสมุห์บัญชีบริษัทโทยสมุทรที่สาขาสิชล ผมจำได้ว่า พ่อจะต้องลุกออกจากเตียง เปิดมุ้ง และเตรียมตัวออกจากบ้านมาสิชลตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง รถเมล์แดงเที่ยวแรกจะออกจากท่ารถที่ตลาดเกษตรราวๆตี ๕ ผมเองเคยหอบสังขารตามพ่อมาด้วยช่วงปิดเทอม ได้นอนในบริษัท ได้ไปกินข้าวนอกสำนักงาน มันนานมากจนผมคิดว่าน่าจะเป็นช่วงวัยอนุบาลหรือประถมต้นๆ

เลือนลางเต็มที

การเดินทางมาสิชลสมัยก่อนนั้นใข้ถนนเส้นปัจจุบันนั่นแหละ เพียงแต่มีเพียง ๒ เลน ตั้งแต่บ้านดอนยันนครเลย (บ้านดอนคือชื่อเล่นของแถบตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานีครับ) แม่เล่าว่า ในช่วงที่ต้องผ่านบริเวณเขาหัวช้างก่อนเข้าขนอมนั้น มันจะเป็นทางลาดชันมาก รถเมล์จะใช้แรงมากที่สุดเท่าที่มีที่จะดันตัวเองให้ผ่านช่องเขาลูกนี้ ความทรงจำผมจับความดังของเครื่องยนต์ที่แผดลั่นท่ามกลางความมืดสลัวของหัวรุ่ง ความสั่นของตัวรถ และกลิ่นควันรถที่เข้ากระทบจมูก และเมื่อถึงยอดสุดของเนินลูกนี้ พ่อจะบอกผมว่า ช่วงเวลาที่รถต้องลงเขาจะอันตรายกว่าตอนขึ้น เพราะรถอาจตกเขาได้หากคนขับบังคับรถไม่ดี นั่นไง แทนที่จะได้สบายใจ กลายเป็นต้องกลัวมากกว่าเดิมอีกรอบ

และผมก็ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับสิชลอีกเลยหลังจากที่พ่อย้ายกลับมาอยู่ที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ และเข้ามาอยู่บ้านดอนหลังจากนั้น จนกระทั่งเรียนอยู่ชั้น ม.๔

"นิ้ง"

นิ้งเป็นเพื่อนสนิทรุ่นเดียวกัน เรียนมาด้วยกันตั้งแต่อยู่ชั้น ม.๑ นิ้งเป็นเด็กสิชลที่มีความเป็นชนบทสูง (แบบว่า ตอนนั้นผมคิดว่าที่บ้านดอนเนี่ย เมืองสุดๆแล้ว) ที่ว่าชนบทก็เพราะว่า นิ้งต้องจากบ้านมาเรียน ได้นอนบ้านเช่า และร้องเพลงลูกทุ่งเก่ง ผมวัดความเป็นบ้านนอกแค่นี้เอง นิ้งถูกเพื่อนๆเรียกว่าปู่ เพราะหัวเถิกและมีรอยย่นที่หน้าผากเวลาเลิกคิ้ว

ในช่วงปิดเทอมของ ม.๔ ผมไปบ้านนิ้งที่สิชล และใช้ชีวิตที่นั่นราว ๑ สัปดาห์ เราไปกัน ๓ คน "ไพรสน" คืออีกคนในทีมเรา

ผมยังคงใช้รถบัส แต่ต่างจากการเดินทางของพ่อตรงที่ผมไปรถติดแอร์ เราลงที่ตลาดสิชลแล้วนั่งสองแถวเข้าไป "บ้านทุ่งปรัง"

"โอว...ทุ่งปรัง"

มันเป็นคำอุทานแว๊บแรกในใจที่ผุดขึ้นทันทีที่ผมมาถึงบ้านของพ่อนิ้ง บ้านหลังเล็กริมถนนราดยางหรือ"ถนนดำ" ที่ชาวบ้านเรียกกัน

พื้นท่ีรอบด้านรายล้อมด้วยทุ่งนา ป่าหมาก น้ำค้างยอดหญ้าและหมอกเย็นๆ มองเข้าไปลึกๆจะเป็นทิวเขาขนาดใหญ่มหึมาที่ผมมารู้ภายหลังว่ามันคือหลังคาของภาคใต้ "เทือกเขานครศรีธรรมราช"

บ้านของพ่อไม่ใช่ไฮไลท์ เพราะมันหลังเล็ก มีชั้นเดียวและเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาในภายหลัง เราไม่ได้นอนที่นั่น แต่ของจริงคือบ้านหลังใหญ่ของปู่และย่าที่อยู่ด้านหลังลึกเข้าไปจากถนนดำราวเกือบร้อยเมตร เราต้องเดินผ่านทางเดินเล็กๆ จากข้างบ้านพ่อเข้าไป ข้างทางมีต้นหญ้ารกรุงรังไม่มากนัก ต้นต้อยติ่งขึ้นแซมชูดอกม่วงงาม มีต้นหมากประปราย และมีบ่อน้ำที่ผมจะต้องมาอาบทุกวันในอีก ๒-๓ วันจากนี้

บ้านของปู่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงพ่อนิ้งเกิด หรืออาจจะก่อนก็ไม่น่าจะนานนัก (อันนี้ยิ่งเลือนลางจากความทรงจำของผมไปอีก) มันเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวมีใต้ถุนสูง ไม้ที่เป็นพื้นเรือนเป็นไม้แผ่นใหญ่ๆที่ถูกขัดจนดำเมี่ยม คาดว่าเมื่อล้มตัวลงนอน ขนาดความกว้างของมันคงกลืนตัวผมที่ลีบเล็กลงไปได้ในทันที และที่สำคัญ มันดูมืดทึมเสียจนผมแทบจะไม่อยากให้กลางคืนมาถึงเลยด้วยซ้ำ เหลือบมองไปรอบๆโถงของห้องใหญ่กลางบ้าน ผมแทบจะต้องหยุดหายใจเมื่อมองเห็นเหล่ารูปบรรพบุรุษสีขาวดำที่ทุกท่านต่างก็จ้องมองมายังแขกตัวเล็กคนนี้ (เว่อร์แล้ว พอๆ)

ผมนอนที่บ้านหลังนี้ ๒ หรือ ๓ คืนก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก ผมจำช่วงเวลาช่วงเช้าตรู่ที่ต้องออกมาเดินไปริมถนนดำเพราะอยากเห็นยอดข้าวเปื้อนหยดน้ำค้าง อยากดมหมอก ได้ตักน้ำขึ้นมาจากบ่อเพื่อราดลงบนหัวดังตูมๆอย่างที่ไม่ต้องกลัวน้ำหมดหรือถูกพ่อ(ตัวเอง)ด่าว่าเปลืองน้ำ สบู่นกแก้วสีเขียวกับสบู่ลักซ์คือสุดยอดความนิยมในสมัยนั้น ถูๆๆๆราดๆๆๆ หอมฟุ้งไปเลยทีเดียว แต่วีรกรรมที่ผมได้สร้างเอาไว้ที่นั่น มันยังคงถูกแปะไว้ในความทรงจำของผมและญาติๆได้มาจนถึงวันนี้

จำได้ว่า พวกเรานักเรียนชั้น ม.๔ มีภาระที่จะต้องจัดสัปดาห์วิทยาศาสตร์ร่วมกับโรงเรียน ก่อนเปิดเรียนได้มีโจทย์ใหญ่ดักรอพวกเราไว้แล้ว และโอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อผมมานอนที่บ้านของพ่อนิ้ง

"นิ้ง ไพรสน ผมว่าเรามาสตาฟต์สัตว์กันดีกว่า จะได้เอาไปไว้ในนิทรรศการของห้องเรา" ผมเสนอขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งขณะที่ออกไปเดินเล่นเล็มน้ำค้างยอดหญ้า และสังเกตเห็นว่ามีผีเสื้อและกิ้งก่ามากมายระหว่างทางเดินนั้น ผมจำไม่ได้ว่าเพื่อนทั้ง ๒ ตอบว่าอย่างไร แต่สายวันนั้นนิ้งก็ควบมอเตอร์ไซค์พาผมและไพรสนเข้าไปในตลาดสิชล แวะซื้อฟอร์มาลีน เข็มฉีดยา และไซริ๊งส์มาชุดหนึ่ง และตลอดช่วงบ่าย เราทั้ง ๓ คนก็เริ่มงานกัน

ผีเสื้อมากมายถูกช้อนด้วยสวิงอย่างง่ายที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาจากไม้ ลวด และเศษแห กิ้งก่าหลายตัวทั้งเล็กทั้งใหญ่ก็ถูกเด็กผู้ชายทั้ง ๓ คนไล่ดักโดยใช้วัสดุแบบเดียวกัน เมื่อได้สัตว์มาก็จะเป็นหน้าที่ของผมในการฉีดฟอร์มาลีนอัดเข้าไปทางตูด แล้วก็พามันไปตากแดดกลางลานบ้าน หลายสิบชีวิตถูกผมจัดการเพราะเรามีนิทรรศการรออยู่ที่โรงเรียน ถัดจากผีเสื้อและกิ้งก่า ก็มาเป็นคางคก เราได้มา ๒ ตัว ขนาดใหญ่มากและเล็กๆ อย่างละตัวที่เราไปเปิดเจอจากก้อนหินแผ่นใหญ่ ตอนนั้นนึกอยากจะได้งู แต่จนด้วยความกล้าจึงไม่มีใครอาสาออกไปหาตามรูริมนา

เราได้สัตว์มาหนึ่งกล่องใหญ่ด้วยความภาคภูมิใจ และวาดหวังว่าจะได้จัดแต่งในนิทรรศการในส่วนของมุมชีววิทยา สาวๆคงจะกรี๊ดน่าดู

ผมใช้ชีวิตในสิชลอีกครึ่งสัปดาห์ที่เหลือที่บ้านของแม่นิ้ง ที่ "บ้านต้นเหรียง"

คราวนี้บรรยากาศต่างจากที่บ้านพ่อโดยสิ้นเชิง เพราะจากที่อยู่ชนบทรถนานๆผ่านที คราวนี้มานอนในชนบทรถผ่านทั้งวันทั้งคืน เพราะบ้านต้นเหรียงอยู่ติดถนนใหญ่ สุราษฎร์-นครศรีฯ บ้านของแม่เป็นร้านขายของชำ ๒ คูหาติดริมถนน เวลานอนตอนกลางคืนก็จะมีเสียงรถวิ่งไปมาตลอดคืน ใกล้ๆหลับก็จะมาอีกที "แหว่วววววววววแห่นนนนน" มันจะแหลมมาแต่ไกล และใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา แล้วทุ้มหายออกไป ผมนี่นึกถึงวิชาฟิสิกส์เรื่องคลื่นของอาจารย์ประเสิรฐขึ้นมาทันทีเลย

นอนที่บ้านแม่ ไม่มีน้ำค้างยอดหญ้า ไม่มีหมอกให้ดม แต่มีเรื่องสนุกอื่นๆให้ทำ

คืนวันหนึ่ง นิ้งพาเราควบเศษมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวงานอะไรสักอย่างที่ริมทะเล มันเหมือนงานโรงเรียน มีของกินแบบบ้านๆขายมากมาย ที่ต้องเรียกว่าเศษมอเตอร์ไซค์นั้นก็เพราะว่ามันเป็นเพียงวัตถุที่ขับได้เท่านั้น เราต้องถือไฟฉายส่องตูดแทนไฟท้ายรถเพราะมันไม่มี ส่วนไฟหน้าไม่ต้องใช้ เพราะแสงจันทร์ทำหน้าที่แทนได้พอประมาณ ลองนึกสภาพเจ้าเศษรถที่ผมว่าที่มันกำลังวิ่งซ้อนสามตุเลงไปบนถนนหลวงระหว่างจังหวัดดูสิครับ ไฟท้ายคือไฟฉาย ผลัดกันถือส่องตูดตามแต่ว่าใครอยู่หลังสุด ไม่ผมก็ไพรสน ถ้าแม่ผมรู้ มันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมก็ยังจำสภาพมันได้จนถึงวันนี้ครับ มันยังพาเราควบไปตามทางลูกรังตอนกลางวันเพื่อไปเที่ยวทะเลจากอีกด้านหนึ่งของบ้านแม่ได้อย่างปลอดภัย (กว่าตอนกลางคืน)

รอดตายจากคืนนั้นมาได้ รุ่งเช้าของอีกวันผมก็ถูกปลุกตั้งแต่ตี ๔ กว่าๆ เพราะเขาจะออกไปขายของกันที่ตลาดนัด ข้าวของมหาศาลถูกบรรจุลงท้ายกะบะมิตซูของแม่ มันถูกหามาจากที่ไหนบ้างก็ไม่สามารถระลึกความได้ แต่บรรยากาศของตลาดนัดนั้นสนุกยิ่งกว่าตลาดสดที่บ้านดอนอย่างเทียบกันไม่ติด ผมไม่ได้ช่วยขายอะไรหรอก ทำได้เพียงแค่เดินสำรวจตลาดอย่างสบายใจไปก็เท่านั้นเอง เสียดาย ตอนนั้นไม่มีไอโฟน

ที่บ้านต้นเหรียงมีนางสาวไทย

ที่ว่ามีนั้นไม่ได้หมายความว่ามีคนสวยระดับชาติอยู่หรอกครับ แต่คืนนั้นมีการถ่ายทอดสดการประกวดนางสาวไทยจากช่อง ๗ สี

นิ้งกับไพรสนเป็นพวกหลับง่าย มันหลับเหมือนตายได้ทันทีที่หัวถึงหมอน ส่วนผมเป็นพวกตรงข้าม คืนนั้นผมจึงได้ดูการประกวดนางสาวไทย ผมนอนดูอยู่กับแม่นิ้ง แต่มันก็ดึกมากจนแม่ต้องขอตัวไปนอนก่อน ส่วนผมยังดื่มด่ำกับเรียวขาของผู้ประกวดทุกคน และมีช่วงหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นอะไรที่ผิดปกติเล็ดลอดออกมา แม่เจ้า! มันตื่นเต้นมากจนต้องปลุกให้นิ้งขึ้นมาร่วมดูด้วย แต่นั่นแหละ คนที่เพิ่งฟื้นจากความตายคงจดจำอะไรไม่ได้มากอย่างที่ผมจำได้ในคืนนั้น

ยังครับ ยังไม่หมด เพราะหลังจากเหงื่อผุดจากการดูประกวดนางสาวไทย คืนนั้น ผมยังคงเหงื่อผุดอีกรอบเพราะถูก "ผีหลอก"

อุตส่าห์รอดพ้นจากการมาเยี่ยมของพลพรรคญาตินิ้งที่บ้านทุ่งปรังที่ท่านมองผ่านมาทางรูปถ่ายไปได้ แต่ผมกลับไม่รอดที่บ้านต้นเหรียง

มันคงเป็นช่วงเวลาดึกมากแล้ว ผมรู้สึกเคลิ้มๆและสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงกรีดร้อง ช่วงเวลานั้นที่รู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นผมรู้สึกขนลุกซู่ด้วยความหวาดกลัวและตัวสั่น เสียงอะไรมันช่างโหยหวนได้ขนาดนั้น "หวี๊ดดดดดดด อี๊ดดดดด คร่อกๆๆๆ หวีดดด อี๊ดดดดด" ตามมาด้วยเสียงตึกๆ ตุบๆ และเหมือนเสียงลากอะไรสักอย่างไปตามพื้นข้างบ้าน แล้วก็เงียบไป ครั้นจะเรียกนิ้งกับไพรสน มันก็ช่างหลับเป็นตายกันจริงๆ ผีอะไรวะ ทำไมมันร้องได้น่ากลัวแบบนี้ มันคงเป็นเปรตมาขอส่วนบุญจากผมคนเดียวแน่ๆเลย

ผมไม่ได้ลืมตา ให้ฟ้าผ่าตายก็จะไม่ลืมตาขึ้นมาดู ไม่กล้าแม้แต่จะเอามือไปคลำขอบมุ้ง แต่บทสวดมนต์ถูกท่องอย่างรวดเร็ว คาดว่าคงถูกบ้างผิดบ้าง และน่าจะออกไปทางผิดๆเสียมากกว่า แล้วผมก็หลับไปพร้อมเหงื่อท่วมกาย

เปิดเทอมปีนั้น ห้องผมได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ อาจารย์และเพื่อนๆต่างตื่นตาตื่นใจกับผีเสื้อที่เกาะกิ่งไม้ กิ้งก่าเกาะผนังห้อง และคางคกแข็ง และแน่นอนว่าเนื้อหาด้านอื่นๆห้องผมทำไว้อย่างดีเยี่ยม

เมื่อปลายปีที่แล้ว ได้มีโอกาสเจอพ่อของนิ้งที่โรงพยาบาล ได้เจออาที่เคยพบที่บ้านไม้หลังเก่านั้น อาบอกว่ายังจำวันที่ผมไปฉีดยาคางคกที่บ้านได้

ผมดีใจทึ่ทุกคนยังจำได้เช่นกันครับ

และสิ่งสุดท้ายที่ยังจำได้จนถึงวันนี้

"แม่ เมื่อคืนผมถูกผีหลอก สงสัยเป็นเปรตมาขอส่วนบุญ" แล้วก็เล่าเรื่องให้แม่ฟัง (เฉพาะเรื่องเปรตนะ ไม่ได้เล่าเรื่องเห็นของโผล่)

แม่หัวเราะแล้วบอกว่า "แรกคืนน่ะ เค้าฆ่าหมูกัน ลูกแป๊ะเอ๊ย"

จบกัน _ _"

ธนพันธ์ คิดถึงสิชลเมื่อนานมาแล้ว ไม่ได้ขับรถเองจึงมองบนฟ้า เมฆซีรัสสวยจัง

๕ เมย ๕๙

บนรถยนต์คณะแพทย์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (3)

หาดหินงามของสิชลยังอยู่ดีไหมหนอหรือชายหาดหายไปหมดแล้วเหมือนแถวๆ ท่าศาลา ตอนเด็กๆ หาดหินงามนี้เป็นสถานที่พักผ่อนประจำปีของครอบครัวจันเลย

ปล. ช่วงแรกๆ ที่ย้ายมาอยู่แถวแก้มลิง ก็นอนสะดุ้งไปกับเสียงโหยหวนจากโรงฆ่าสัตว์ ต้องนอนสวดมนต์ให้ทุกคืน แต่เดี๋ยวนี้เขาย้ายโรงฆ่าหมูออกไปแล้ว มีแต่คอนโดและบ้านเดี่ยวราคาหลายล้านมาแทนที่

เขียนเมื่อ 

สนุกมากค่ะอาจารย์