เล่าเรื่องชีวิต (๑) ตั้งหลักรับและเรียนรู้

Ka-Poom
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วิถีในวันนี้ ;

  • สวดมนต์ทำวัตรเช้า และทำอาหารไปถวายพระที่วัด
  • ทำงานประจำ "คลินิกจิตเวช"
  • ตรวจสอบยาและคัดกรองผู้ป่วยตามกลุ่มแพทย์
  • ภาวนา
  • สวดมนต์ทำวัตรเย็น
  • เขียนบันทึก/เขียนหนังสือ

การตื่นตอนเช้ามืด ถือเป็นอัตโนมัติของชีวิต ใกล้จะถึงเวลาตื่นความรู้สึกตัวก็จะเกิดขึ้น ที่เกิดปรากฏเช่นนี้เนื่องจากจิตมีความคุ้นชินและเริ่มเข้าสู่วิถีความเป็นชีวิต การฝึกฝนตนเองในแนวนี้อาจจะรู้สึกยากและลำบากในช่วงแรกๆ แต่ถ้าเราอดทนและฝึกฝืนความเคยชินแบบเก่าๆ พอฝึกวิถีใหม่ ... จิตจะจดจำและสู่ชีวิตใหม่

การทำอาหารไปวัด ใช้เวลาในการทำสั้นลด เริ่มมีทักษะของการเตรียมอาหารประเภทนึ่ง การจัดลำดับก่อนหลังถึงความยากง่าย ทำให้ไม่เสียเวลามาก ออกจากบ้านเร็วขึ้นไปถึงวัดเร็วขึ้น "ความเพียร"เกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มเกิดความตั้งใจ ระหว่างทางข้าพเจ้าได้เปิดฟังพระธรรมเทศนาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเทศน์เรื่องการได้พบเจอพระอริยและมีชีวิตเกี่ยวพันสัมพันธ์กับพระอริยสงฆ์ จะนำมาซึ่งความอบอุ่นใจและความเจริญในชีวิต จากบทธรรมนี้ทำให้ข้าพเจ้ามานึกย้อนในตนเอง ว่าใช่จริงๆ ...ความขุ่นมัวมักเกิดขึ้นในคนที่ทุศีลและไม่มีคุณธรรมในใจ และอกุศลด้านในของเราจะถูกเร้าขึ้นมา ทำให้ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ต่างจากการอยู่ใกล้ชิดพระอริยสงฆ์หรือมีชีวิตอยู่ภายใต้บารมีของอริยสงฆ์นำมาซึ่งความร่มเย็นและผ่าสุข สันติเกิดขึ้นได้ง่ายมากในจิตใจ

เมื่อถึงทำงาน ในเวลาที่พอดีที่ได้ตั้งใจไว้ คือ เจ็ดโมงกว่า คนไข้มารอ ...พ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยสอนว่า ผู้ที่เจ็บป่วยทางจิตใจคือ คนที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสตนเอง การได้ทำงานพัวพันทำให้ได้เห็นใจตนเองชัด และได้ฝึกฝนการใช้ความเมตตาอย่างมาก การเมตตาได้ในกลุ่มที่ยากจะเมตตา...ถือเป็นความสามารถและโอกาสของชีวิตที่ได้ฝึกฝน

ช่วงบ่ายตรวจสอบยาผู้ป่วยและคัดแยกคัดกรองผู้ป่วยตามการตรวจของแพทย์ คือ เป็นกลุ่ม Re-Med และกลุ่มพบแพทย์ Neuro-Med การนำข้อมูลผู้ป่วยจากตารางนัดมาทำล่วงหน้าทำให้ในวันจริงทำงานลดขั้นตอนลงและเสร็จเร็วขึ้น ไม่โหลดตนเองและไม่โหลดคนอื่นด้วย

การทำงานวันนี้ นอกจากจะได้ทำตามแผนที่วางไว้ ก็ยังมีภารกิจอื่นๆ แทรกเข้ามา สติทำให้ตั้งรับและค่อยๆ ทำความเข้าใจว่ากำลังเผชิญอะไร และกำลังเรียนรู้เรื่องอะไร ...เมื่อย้อนมองตนเอง ก็สามารถพาตนเองผ่านอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นไปได้ ...

เลิกงานเข้าวัด ...ตั้งใจและพิจารณาว่าจะเข้าไปเดินจงกลมนั่งภาวนา หรือจะนั่งเล่นกับเจ้าลูกหมา ปรากฏว่าเจอน้องฮ่องเต้และธีวรา นั่งคุยกับแม่น้องฮ่องเต้ สักพักเจ้าสุนัขทั้งหลายก็พากันวิ่งมาเอาหัวซบลงที่ตัก หลวงปู่เคยเล่าให้ฟังว่าเขาแสดงความรักความเคารพจะทำเช่นนี้ มีเจ้าอืดเกือบเลียหน้าโชคดีที่เอี้ยวตัวหนีได้ทัน ในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ช่วงตอนเย็นมีเหตุการณ์เข้ามากระทบให้ได้พิจารณาใคร่ครวญในตนเองในช่วงเวลาอันสั้น สติและประสบการณ์เดิมทำให้ตั้งหลักรับและได้เห็นพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองด้านในได้ดีมากๆ และก็ยังเห็นอีกหลายอย่างที่ยังสามารถพัฒนาใจตนเองให้เจริญขึ้นไปได้อีก

ตอนเย็นสวดมนต์ทำวัตรเย็นก่อนที่จะมาเขียนบันทึก Reflection ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง คือ ก่อนสวดมนต์เหนื่อยและเพลียๆ ในตนเอง แต่พอเอ่ยเสียงสวดมนต์ดูเหมือนเสียงแหบๆ จะมีชุ่มชื่นและเสียงกังวานขึ้น

สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ ;

ความทุกข์ทางจิตใจ ...หรือใช้คำว่า การเจ็บป่วยทางจิตวิญญาณ เริ่มมีมากขึ้นในตัวผู้คน และหากไม่ได้รับการเยียวยาอาจแปรเปลี่ยนไปเป็นการเจ็บป่วยทางจิตใจ(โรคจิตเวช) แต่ทั้งสิ้นทั้งปวง มีสาเหตุมาจากการไม่สามารถควบคุมกิเลสในใจตนเองได้เมื่อมีเรื่องมากระทบ

การฝึกฝนให้อยู่กับลมหายใจ ทำให้สามารถอดทนต่อสิ่งที่คุกกรุ่นในใจได้ดี และไม่เพียงเท่านั้น ทำให้เกิดความสามารถก้าวย่างออกจากตัวตนไปสู่การเรียนรู้โลกที่กว้างจากความคิดและอารมณ์ที่เป็นอยู่ของเรา

ความคุ้นเคยในวัตรปฏิบัติทำให้เกิดเป็นวิถีใหม่ในชีวิตที่ดูเพิ่มพูนกำลังจิตใจด้านบวกได้เจริญยิ่งๆขึ้น โดยที่อาจจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายแต่กลายเป็นวิถีชีวิตและจิตใจ

...

๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชีวิตและวิถีแห่งธรรม(ชาติ)



ความเห็น (0)