วิถีชีวิตอุบาสิกา (1) "เป็นมาและเป็นไป"

Ka-Poom
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๔ วันที่ ๙ ธันวาคม ...ข้าพเจ้าได้เริ่มเข้าสู่วิถีชีวิตอุบาสิกาศีลแปดเต็มตัว ...เหตุที่ว่าเต็มตัวคือ มีสัจจะพยายานในการบวชอย่างถูกต้องตามประเพณีแบบสมัยก่อน มีพระภิกษุบวชให้ ๔ รูป ได้รับความเมตตาจากองค์หลวงปู่ประสาร สุมโน ...พระอาจารย์มหาเชิด (ในสมัยนั้น) พระอาจารย์สุวรรณ และพระอาจารย์วัง ...เวลาในการบวชประมาณสามทุ่มหลังทำวัตรเย็น ณ กุฏิหลวงปู่ประสาร สุมโน วัดป่าหนองไคร้

ลาบวชอย่างเป็นทางการ ๑ เดือนเต็ม ...

ในวันไปลาสึก องค์หลวงปู่เมตตาไม่ให้ลาออกจากศีลแปด แต่ให้ลาไปทำงาน พร้อมท่านเมตตาวางแนวทางในการปฏิบัติตน เป็นอุบาสิกาศีลแปดอย่างเปี่ยมด้วยความกรุณา

จากวันนั้นถึงวันนี้ ...ในจิตใจและกายปฏิบัติก็ยังคงรักษาไว้ แม้ว่าวิถีชีวิตยังคงทำการงาน แต่ก็เป็นการงานที่เป็นสัมมาอาชีโว (คือการเลี้ยงชีพชอบ)

ที่วัดใช้ชีวิตปฏิบัติอย่างไร ที่บ้านหรือที่พักอื่นๆ (ที่เดินทางไปต่างจังหวัด) ก็ปฏิบัติไม่แตกต่างกัน ...

นอนกับพื้น ไม่นอนฟูกสูง ไม่ทานอาหารหลังเที่ยง ไม่ใช้เครื่องหอมฤาดูมหรศพฟังเพลงต่างๆ ในศีล๕ ข้อแรกก็ปฏิบัติเป็นปกติ

ก่อนที่จะบวชนั้น นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ที่ยกเลิกการแต่งงาน ไม่ยินดีที่จะมีชีวิตคู่มีครอบครัว ได้ฝึกปฏิบัติตนรักษาศีลแปดมาอยู่เนืองๆ แบบฝึกภายในการแต่งกายก็ยังคงแบบปกติทั่วไป

ในตอนนั้นข้าพเจ้าถือว่า เป็นการซ้อม เพราะลึกๆ มีความเชื่อว่า ... ณ วันหนึ่งจะได้มีชีวิตเช่นนี้

ถือว่าเป็นบุญวาสนา ที่ครั้งแรกได้เรียนรู้บนเส้นทางการปฏิบัติภาวนา จากองค์พระหลวงตามหาบัว เข้ากราบขอเรียนถามข้อสงสัยจากคุณแม่จันดี ..จนวันหนึ่งได้มากราบเป็นลูกศิษย์องค์หลวงปู่ประสาร สุมโน ได้ถวายตัวทำงานรับใช้ในภาระกิจฟื้นฟูและเยียวยาผู้มาบำบัดยาเสพติดที่วัดภายใต้ความเมตตาอนุเคราะห์จากพระอาจารย์พิทยา ทินนาโภ(พระอาจารย์ต้อ)

ตลอดช่วงเวลา...ได้บ่มเพาะในการสร้างบารมีอย่างเต็มกำลัง เต็มสติปัญญาที่มี โดยใช้กรอบบารมี ๑๐ เป็นฐานในการประเมินตนเองอยู่ตลอดเวลา

มีศีลเป็นเครื่องกำกับไม่ให้ประพฤติไปในทางที่ต่ำลง

ก่อนหน้านี้...ไม่เคยคาดคิดว่า ...จะมามีชีวิตเช่นนี้

คิดว่า ... เรียนจบปริญญาเอกแล้วคงมุ่งหน้านำพาตนเองไปให้ถึงอย่างน้อยรองศาสตราจารย์ อย่างสูงสุด คือ ศาสตราจารย์...

มาถึงวันนี้ ...โชคดีที่ชีวิตไม่ลุ่มหลงไปในทางนั้น

ตลอดหลายปี ...ได้ฝึกฝนการใช้ชีวิตสมถะตามศักยภาพที่ตนเองมี

ในขณะเดียวกัน ถือปฏิบัติ ..."การทำงานคือการปฏิบัติธรรม "...

ภาระภายใต้งานประจำ ยังไม่ถึงเหตุที่จะต้องลาออก แต่ก็มีความเชื่อว่า ...เมื่อไรก็ตามการเรียนรู้ถึงที่สุดของเรื่องการงานนี้ ณ วันนั้นก็คงจะได้ใช้ชีวิตบนเส้นทางภาวนาอย่างเต็มที่

ภายใต้โอกาสอันน้อยนิดที่มี ข้าพเจ้ามักจะเก็บเกี่ยวทุกเสี้ยวเวลา ทุกโอกาสให้เป็นห้วงเวลาของการปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลาจิตใจตนเองให้มีกิเลสเบาบาง

"ภายใต้ข้อจำกัดที่มี ...เชื่อว่ามีโอกาสซ่อนอยู่ในข้อจำกัดนั้นๆ "....

นี่คือ แนวคิดที่ข้าพเจ้าบอกกับตนเองเสมอ...

...

๒๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชีวิตและวิถีแห่งธรรม(ชาติ)



ความเห็น (0)