(๖) ในใจเราเป็นอยู่เช่นไร

Ka-Poom
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๙

......

วันนี้ดูเหมือนทุกอย่างดำเนินไปตามปกติตามวัตรปฏิบัติที่ตนเองกำหนด แต่...ในการดำรงอยู่ไม่มีอะไรที่สงบได้เท่ากับใจของเรา

เมื่อก่อนข้าพเจ้าค่อนข้างสับสนระหว่าง ...ความสงบ และความนิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้อง

แต่พักหลังของชีวิตก็มีหลายเรื่องราวที่ดูเหมือนว่าข้าพเจ้าจะสงบและนิ่งเฉยได้มากขึ้น แต่ในความนิ่งเฉยนั้นไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าไม่ทำอะไร

แต่ท่าทีปฏิบัติต่อความไม่ถูกต้องเปลี่ยนไป...แทนการใช้ความรุนแรงงัดข้อหรือต่อกร ...

เปลี่ยนมาเป็นท่าทีที่พร้อมเข้าไปเรียนรู้และเสนอแนวทาง แม้ว่าการเสนอแนวทางนั้นอาจไม่สัมฤทธิ์แต่ข้าพเจ้าจะใช้การปฏิบัติหรือการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

และถึงแม้ว่าที่สุด ...สิ่งที่ข้าพเจ้าเสนอ ปฏิบัติ ไม่ได้รับการยอมรับ ถูกปฏิเสธ เพิกเฉย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าหยุดหรือย่อท้อ

เมื่อก่อนมีคำถามๆ ตนเองเสมอว่า ...เรียนมามากมายเราตัดสินใจถูกหรือผิดที่เลือกทำงานและพักอาศัยที่นี่

ค่ำวันนี้ได้รับคำตอบต่อเอง ...

มันคือ ความประจักษ์แจ้งในตนเอง ที่นี่เป็นแดนเกิดของอริยสงฆ์อริยะบุคคลหลายองค์หลายท่าน

ผืนดินที่นี่เป็นพื้นที่ที่ประเสริฐอย่างยิ่งต่อการบ่มเพาะปัญญาและเมตตา

เป็นบริบทที่ได้ฝึกฝนเรียนรู้หัวใจแห่งความกรุณา ...

เพราะมีโจทย์มากมายที่ผ่านเข้ามา ให้ได้ฝึกปฏิบัติใช้ปัญญาและเมตตา

เมื่อประมาณเกือบสิบปีก่อน ขณะที่รอองค์พระหลวงตามหาบัว ท่านอาจารย์วรภัทร ภู่เจริญ ...ท่านเอ่ยขึ้นมาว่า "เฮ้ย ...กะปุ๋มยูเป็นคนโชคดีมากที่ได้เกิดเป็นคนยโสธร"

ณ ตอนนั้นข้าพเจ้าก็เกิดสงสัย ...อาจารย์วรภัทรเล่าต่อไปว่า "ที่นี่มีพระอริยะเป็นจำนวนมาก" ...ในตอนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่ามีองค์ใดบ้างความรู้ในเรื่องนี้น้อยนิดมาก แต่จากบทสนทนาในตอนนั้นที่วัดป่าบ้านตาด ทำให้ข้าพเจ้าเกิดแรงบันดาลใจที่จะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ยโสธร

ตลอดเวลา ...ก็มีบางครั้งที่มีความคิดผลุดขึ้นมาและวนเวียนว่า ที่นี่มันสัปปายะและเอื้อต่อการเกิดจิตภาวนาได้อย่างไร

พอมาถึงวันนี้ สองข้างทางจากวัดกลับมาบ้าน ความมืดโรยรา ...

ความคิดปิ๊งแว้ปก็เกิดขึ้น ... "ชีวิตเช่นนี้ไง เรื่องราวเช่นนี้ไง ...ที่ไม่ราบเรียบและไม่เป็นดั่งใจ ความต่างๆ ที่เรารู้สึกว่าวุ่นวาย คือ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสที่จะทำความเข้าใจ และเมื่อเข้าใจ ก็จะเกิดความอ่อนโยนขึ้นในใจ อภัยให้สรรพสิ่งต่างๆ ได้ง่าย ..." แต่กว่าจะทำได้อย่างที่ว่า ก็ต้องถูกลับจิตให้แหลมคมเฉียบไวเท่าทันต่อความคิดและอารมณ์ด้านลบ (อกุศล)ที่เกิดขึ้น ...

โจทย์ที่เข้ามาบ่อยๆ ...ถ้าเรามีความเพียรในการทำการเรียนรู้กับตนเอง...คนที่ได้ก็คือตัวเรา

แม้ว่าบุคคลหรือเรื่องราว อาจไม่ได้รับการแก้ไข ...แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ...ใจเราต่างหากที่ได้แก้ไข

การฝึกฝนเช่นนี้...

สิ่งสำคัญที่จะหนุนให้สามารถเรียนรู้ได้ดี ...คือ การมีทานบารมี ศีลบารมี และปัญญาบารมีที่ได้จากการภาวนา

ปัญญาและเมตตาที่เกิดขึ้นไม่ใช่การคิดปรุงเอง แต่มันจะค่อยๆ ซึมซาบปรากฏในดวงจิตของเราเอง

สติ...จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราดักจับความคิด การปรุงแต่ง และสิ่งที่มากระทบ

รู้ว่า ณ ขณะนี้ในใจเราเป็นอยู่เช่นไร

หลายคนที่เวลาประสบทุกข์มักจะอยากหนี ...แต่นั่นไม่ใช่การแก้ไข ...การหนีไม่ได้ช่วยทำให้จิตใจเราเจริญขึ้น

การดำรงอยู่ต่างหาก ...ที่เป็นสภาวะโอกาสที่ทำให้เราได้มองเห็นใจเรา เรียนรู้ใจเรา

ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าของพระธิเบตที่ถูกคุมขังเป็นเวลานาน แต่ดวงจิตท่านกลับเบิกบานสว่างไสว ...

ก็เช่นเดียวกันภายใต้บริบทแวดล้อมที่เรารู้สึกเป็นทุกข์ ... แต่นั่นน่ะคือขุมทรัพย์ที่เราจะได้พัฒนาจิตใจเราให้เรียนรู้ถึง "ความสงบ สะอาด สว่าง..."

ถอดบทเรียนมาถึงตรงนี้...

นึกขอบคุณชีวิตที่ได้เจอเรื่องราวต่างๆ มากมาย

การประสบด้วยตนเอง ...ทำให้เกิดความเข้าใจ และการที่จะเข้าใจได้ เราต้องปฏิบัติเพื่อเรียนรู้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชีวิตและวิถีแห่งธรรม(ชาติ)



ความเห็น (0)