วัฒนธรรมการเล่นที่เปลี่ยนไป กับนิสัยคนไทยที่เปลี่ยนแปลง

วัฒนธรรมการเล่นที่เปลี่ยนไป กับนิสัยคนไทยที่เปลี่ยนแปลง

โดย วาทิน ศานติ์ สันติ (2/1/2559)

ดีดลูกแก้ว ทอยตุ๊กตุ่น เขี่ยรูปลอก เป่ากบ หมากเก็บ โดดหนังยาง ซ่อนแอบ ไล่จับ ฯลฯ สำหรับผมชอบเล่นปั้นดินน้ำมันให้เป็นลางยาววนไปวนมาแล้วปั้นลูกกลมเล็กใช้ปากเป่าไปตามราง เป่าจนแก้มบวม สนุกอย่าบอกใคร

นั้นคือการละเล่นเด็กไทยก่อนยุคโซเชียล สอนให้รู้จักกติกา มีลำดับ มีขั้นตอน เคารพซึ่งกันและกัน ยอมรับชัยชนะและความพ่ายแพ้ เล่นได้ทุกชนชั้นไม่จำกัดความรวยจน สร้างสัมพันธ์อันดีงาม จริงใจไม่หลอกลวง เมื่อเล่นแล้วต้องเล่นจนจบไม่มีการขอเริ่มใหม่กลางเกมส์ ใช้สมอง ออกกำลังกาย นี่คือเสน่ห์และมนต์ขลังของการละเล่นของเด็กไทยยุกกระโน้น

การละเล่นของเด็กตามทัศนคติของนักวิชาการทางคติชนวิทยาให้ความหมายว่า การละเล่นของเด็กเป็นเครื่องหย่อนอารมณ์ และเป็นกีฬาสำหรับเด็กวัยต่าง ๆ กันไป ช่วยในเรื่องสุขภาพเพราะได้ออกกำลังกาย ช่วยในด้านความคิด และอารมณ์ เป็นเครื่องส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทุก ๆ ด้าน (บุปผา บุญทิพย์.154 : 2547)

ส่วนของเล่นเด็กนั้น มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน สุภัทรา บุญปัญญโรจน์ (2558: 139-151) อธิบายว่า ของเล่นหมายถึงสิ่งของ วัสดุ อุปกรณ์สำหรับเด็กเล่นเพื่อให้สนุกหรือเพลิดเพลิน เป็นสื่อที่ช่วยให้เด็กรู้จักคิด ประดิษฐ์สร้าง การเล่นของเด็กสมัยโบราณเล่นทุกอย่างที่อยู่ในมือด้วยความสนุกสนานและตามสัญชาติญาณของเด็ก ซึ่งการเล่นนั้นเป็นเสมือนเครื่องมือใช้สำรวจโลก และเป็นสิ่งที่สร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเอง

ของเล่นของเด็กไทยในอดีตมักนำมาจากวัสดุธรรมชาติในชุมชนนั้น ๆ เช่นลูกหินใช้เล่นหมากเก็บ ก้านกล้วยใช้เล่นม้าก้านกล้วย หรือ ปืนกล ใบไม้ใบหญ้าใช้เล่นหม้อข้าวหม้อแกง ดิน สามารถนำมาปั้นวัวปั้นควายเล่นได้สนุกสนาน หรือแม้แต่สะตว์เช่น ด้วงกวาง แมงทับ หรือลูกอ๊อต เด็กก็สามารถนำมาเป็นของเล่นได้ แม้จะบาปไปสักหน่อย แต่ก็ช่างเถอะ ใครจะสน ตอนนั้นเรายังเด็กนี่นา ทั้งมวลเรียกว่าของเล่นพื้นบ้าน

บ่อยครั้งเราใช้วัสดุเหลือใช้นำมาสร้างของเล่นเช่น ไม้ไอติม นำมาสร้างเรือปั่นพลังหนังยาง หนังยางมัดแกง นำมาเล่นเป่ากบ เศษกระดาษนำมาพับจรวด เป็นการไรไซเคิลนับตั้งแต่ประเทศยังไม่รณรงค์เรื่องนี้ด้วยซ้ำ อย่าว่าไป ไอ้จรวดกระดาษพวกเราทำเล่นกันจนเกลื่อนกลายเป็นการสร้างขยะเพิ่ม แต่อย่างว่า ใครจะสน ก็มันสนุกนี่นา

ของเล่นเช่นหมากเก็บ หรือการละเล่นเช่น งูกินหาง การเล่นตบมือ จะมีเพลงประกอบเพื่อความรื่นเริง ฝึกประสาทสัมผัส ของเล่นเช่นหม้อข้าวหม้อเกง เด็กจะจินตนาการสร้างเรื่องราวตามการเล่นไปด้วย นับว่าเป็นการสร้างภูมิปัญญาและความรู้มากมาย

ที่สำคัญ การเล่นจะไม่เน้นการแพ้ชนะเอาเป็นเอาตาย เป็นเพียงการฆ่าเวลา เช่นเมื่อผู้ใหญ่ไปทำบุญ ฟังธรรม หรือไปพบปะญาติพี่น้อง ลูกหลานแม้จะเพิ่งรู้จักกันก็สามารถจะรวมตัวกันเล่นได้ทันที เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีงาม

สามารถกล่าวได้ว่า ของเล่น คือวัฒนธรรมทางวัตถุที่สำคัญที่มีผลต่อชีวิตในวัยเด็กของคนทุกคน สามารถส่งผลต่อความคิดในวัยผู้ใหญ่ได้ อีกทั้งการละเล่นต่าง ๆ ที่ต้องใช้เพลงประกอบ หรือมีเรื่องราวประกอบมีความสำคัญอย่างยิ่งในการถ่ายทอดวัฒนธรรม ประเพณี ปรัมปราคติจากอดีตสู่ปัจจุบัน เป็นการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างแยบยล และหลายครั้งเด็กสามารถประยุกต์การเล่น ของเล่น จนเกิดการเล่นใหม่ ของเล่นใหม่ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่อีกด้วย
หลักจากการแพร่กระจายจองวัฒนธรรมตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ของเล่นก็เข้ามาพร้อมกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะพ่อค้า ของแบบใหม่ก็เข้าเช่นผลิตจากโลหะเช่นสังกะสี เหล็ก พลาสติก ของเล่นบางชิ้นยั่วน้ำลายเด็กด้วยการแถมในขนม เช่นลูกลอกโดเรม่อน ในขนมโดเรม่อน แถมยังมีสมุดสะสมแรกของรางวัลอักด้วย ยางอย่างแถมจากเครื่องแบบนักเรียน เช่นตัวเด่งเหมือนสปริงยืดหยุ่นบนผ่ามือลงบันไดได้ที่แถมจากรองเท้า เป็นต้น เรื่อยมาจนถึงของเล่นอิเล็กโทรนิคผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน

ปัจจุบัน สังคมเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลว หลายอย่างดีขึ้น แต่ทัศนคติคนเลวลง ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ออนไลน์ที่นิยมความรุนแรง ฆ่ากันเลือดสาด การใช้สูตรโกงเกมส์ ขาย Item เพิ่มความสามารถ ทั้งมวลทำให้เด็กรุ่นใหม่ ไม่มีการรอ ไม่อดทน ไม่รู้จักขั้นตอน ไม่เคารพกติกา ไม่สนการแพ้ชนะ ไม่เคารพความแตกต่าง เห็นแก่ตัว โกง เอาใหม่ ใข้ความรุนแรง ความสัมพันธ์จอมปลอม สนทนาผ่านแชทไม่เห็นหน้าทำให้ไม่รู้จักรุ่นพี่รุ่นน้อง ไม่เคราพความอาวุโส หลอกลวงทั้งรูปที่ต้องผ่าหลาย App กว่าจะโพสได้ โพสข้อความด่าทอ เหยียดหยามลบหลู่ ดูหมิ่นกันผ่านหน้าจอ แทบไม่เหลือความเป็นคน และเป็นพื้นฐานสำคัญของการเกิดปัญหาทางสังคมในอนาคต

เอกสารประกอบการเขียน
บุปผา บุญทิพย์. (2547). คติชาวบ้าน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.พิมพ์ครั้งที่ 9.
สุภัทรา บุญปัญญาโรจน์. (2558). คติชนสำหรับเด็ก. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี



ความเห็น (0)