การดับกามตัณหา ภาคพิสดาร

การดับ กามตัณหา (ภาคพิสดาร)

ด้วยการพิจารณาอานาปานสติ ขั้นที่ 13-16 เป็นหลัก

เหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อความหลุดพ้น

และเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องตัณหา


บทนี้ เกิดจากความโชคดีที่ อ.เคยศึกษาวิชา สาธารณสุข

ว่าด้วย Anatomy จึงทำให้เข้าใจในธรรมชาติมากกว่าคนทั่วไป

เรื่องนี้เหมาะกับสุภาพบุรุษ ผู้ใฝ่ในการปฏิบัติธรรม

ส่วนสุภาพสตรีถ้าจะนำไปใช้แนะนำสามีให้เข้าใจหลักการปฏิบัติ

ก็ขออนุโมทนาบุญ


ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจในเรื่องหลัก ปฏิจจสมุปบาท ก่อน

คือ อายตนะเป็นเหตุให้เกิดผัสสะ

ผัสสะเป็นเหตุให้เกิดเวทนา

เวทนาเป็นเหตุให้เกิดตัณหา

การดับก็ดับที่เหตุ เช่นจะดับตัณหา ต้องดับที่เวทนาคือเหตุ


เมื่อตาเห็นรูป เวทนาเกิดความพึงพอใจ ตัณหาในกามคุณพาไป

ทำให้เกิดภพ เกิดชาติ ไม่รู้จบ

ผู้ติดในกามตัณหา เพราะไม่เห็นโทษที่แท้จริง

รู้แค่รสชาติในกามคุณ ว่าน่าติดตาต้องใจ

ยิ่งถ้าได้ถึง จุด Climax ของกามคุณ ยิ่งเป็นความสุขสุดยอด

การหลงในอวิชชาเช่นนี้

ย่อมไม่มีทางพบความสงบสุขที่แท้จริงได้


ดับกามคุณดูเป็นเรื่องยาก จนเคยมีข่าว พระตัดอวัยวะเพศ

เพื่อให้หลุดพ้นจากกามตัณหา

ถ้าทำอย่างนี้ถือว่าขาดปัญญา ไม่ได้ดับที่เหตุ


โดยธรรมชาติ ผู้ชายต้องมีการหลั่งน้ำ

กรณีพบน้อยที่สุดเมื่อผลิตอสุจิเต็มพื้นที่เก็บในถุงพักน้ำอสุจิ

หรือกรณีที่พบมากที่สุดคือถูกสิ่งเร้า

เช่นเดียวกับผู้หญิงต้องมีประจำเดือน เมื่อไข่ตกอย่างสมบรูณ์

แล้วไม่มีการผสม ให้เกิดภพ เกิดชาติ


ผู้ชายหลั่งน้ำ ประมาณอาทิตย์ละครั้ง โดยธรรมชาติ

เราเรียกว่าฝันเปียก ซึ่งการฝันหมายถึง การคิดว่าได้สัมผัส

ในสตรีเพศ จึงเกิดการหลั่งน้ำ ในความฝันนั้น


แต่มีบุคคลที่ไม่ได้ฝัน ก็หลั่งน้ำได้ เมื่อผลิตอสุจิไว้จนเต็ม

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ปฏิบัติละจากกามคุณได้ใหม่ๆ

ถึงแม้นท่านจะไม่มีกามตัณหา

แต่ก็อาจยังหลั่งน้ำในขณะหลับได้โดยไม่รู้ตัว

ขอให้สังเกตว่า “โดยไม่รู้ตัว” จริงๆ ก็หลั่งได้ เพราะธรรมชาติเป็นเช่นนั้น


ตัวอย่าง เรื่องความเข้าใจผิดในเรื่องตัณหา กับ ธรรมชาติ

เรื่องนี้ อ. ได้ฟังมาจากนักปฏิบัติท่านหนึ่งโดยบังเอิญ

เรื่องมีอยู่ว่า อาจารย์สอนวิปัสสนา อยู่ค่ายอบรมกับลูกศิษย์

เมื่อ อาจารย์ตื่นนอน พบว่า น้ำเคลื่อนออกมาเปียกผ้า

ลูกศิษย์เห็นเข้า ก็พากันเข้าใจผิด คิดไปว่า

ท่านมีกำหนัด มีกามตัณหา อยู่ฝ่ายเดียว

โยมๆ ที่เห็นจึงพากันหมดศรัทธา อันนี้อาจเข้าใจถูกหรือผิดได้เช่นกัน


ก่อนตัดสินใจว่าอะไรคืออะไรเป็นอะไร

อันอาจเป็นบาปแก่พวกเราได้

เราควรพิจารณาอื่นๆ ประกอบ เช่น

ท่าน พูดใฝ่ในกามหรือไม่

ท่าน กระทำใดๆใฝ่ในกามหรือไม่

ถ้าไม่ คุณโยมเหล่านั้นมีบาปติดตัวไปเสียแล้ว

จิตขุ่นมัวไปเสียแล้ว


การหยุดหลั่ง พบได้กับผู้ที่มีร่างกายส่วนสืบพันธ์ุ ที่ไม่ได้ใช้งานส่วนนี้นานๆ

ร่างกายจึงไม่ผลิตต่อไป เพราะเนื่องจากไม่ได้ใช้งานแล้ว

เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ยิ่งของธรรมชาติ

แต่แทบไม่มีผู้ทำวิจัยนี้เลย เพราะไม่รู้จะหากลุ่มตัวอย่างจากไหน


ผู้หญิงหยุดมีประจำเดือน เมื่ออายุประมาณ 45 ปี

แต่บางคนก็ช้ากว่านั้น

เราจึงพบ Case หญิงชราท้องแก่ ให้เห็นอยู่เป็นประจำ

ผู้ชายไม่มีการหยุดหลั่ง

ถ้าร่างกายสมบรูณ์ บวกกับมีตัณหายังมากอยู่

ก็ยังหลั่งได้ไปจนตาย เราเรียกว่า เฒ่าหัวงู


เฒ่าหัวงูนี้น่ากลัว เพราะภรรยาเขาก็เป็นหญิงชราไปเสียแล้ว

ใช้งานไม่ได้แล้ว พวกนี้มักทนต่อตัณหาไม่ได้ จึงพากันนอกใจภรรยา

กระทำผิดศีลธรรม น่าสงสารก็แต่ผู้เป็นภรรยาที่ถูกนอกใจ

ผู้หญิงที่หลงในทรัพย์ทางโลก

มักใช้จุดอ่อนของเหล่า “เฒ่าหัวงู”

ยอมกระทำตนผิดศีลธรรม

เพื่อหวังได้ทรัพย์ทางโลก ก็มีให้เห็นมากมาย


ผู้ปฏิบัติที่เห็นโทษของกามตัณหาเช่นนี้ จึงคิดค้นหาวิธี

เพื่อดับกามตัณหานี้เสีย

ใครไม่สามารถเห็นโทษของกามตัณหาได้

ก็จะแนะนำให้พิจารณา พอสังเขป เช่น


๑เราเห็นความร้อนรน ความไม่สงบสุข เมื่อตัณหาเกิดหรือไม่

๑เราเห็นความเดือดร้อน ความทุกข์ ที่เกิดจากกามตัณหาหรือไม่

๑เราเห็นความไม่รู้จักพอ ความต้องการแล้วต้องการอีกของกามตัณหาหรือไม่

๑เราเห็นความทุกข์ของการให้ได้มา เพื่อสนองกามตัณหาหรือไม่ ฯลฯ


เหล่านี่คือโทษของกามตัณหา เราต้องเห็นให้จริงรู้ให้ถ่องแท้

คือ เห็นตอนที่มันกำลังเกิด หรือเกิดอยู่ขณะนั้น ว่ามันเป็นโทษจริงๆ

เมื่อเราเห็นโทษแท้จริง เราจะมีใจใฝ่ในการดับกามตัณหา


ต่อไปนี้ จะเป็นวิธีการดับกามตัณหา

วิธีหนึ่งในหลายวิธีที่ใช้ได้ผลมาก

เริ่มด้วยการ พิจารณาความ “เกิด ดับ ทุกขณะจิต” ตั้งแต่

อายตนะภายใน เช่น ตา สัมผัส อายตนะภายนอก เช่น รูป

แล้วเกิดเวทนา คือความพอใจ

ระวังจิตไว้เท่านี้ สงบนิ่งไว้เท่านี้

ไม่ให้ตัณหาเกิด ไม่ขยับกายไปเพื่อสนองตัณหา

ไม่ขยับจิตไปเพื่อสนองตัณหา


เมื่อเกิดการสัมผัส เวทนาเกิด จนอวัยวะเพศแข็งตัว

อย่างนี้ยังไม่เกิดตัณหา เป็นเพียงเวทนาทางกายเท่านั้น

แต่ถ้าตัณหาเกิด เราจะขยับกายไปสนองตัณหาทันที


บางคนเข้าใจผิดว่าการแข็งตัวของอวัยวะเพศเป็นตัณหา

จริงแท้มันเป็นเวทนาทางกายเท่านั้น เกิดโดยธรรมชาติ

เกิดจากสัมผัสทั้งหก ตัวที่ร้ายที่สุดคือทางใจ


ที่เข้าใจผิดว่าเป็นตัณหา เพราะทุกอย่างมันเกิดติดต่อกัน

รวดเร็วมาก ไม่ได้แยกให้ชัดเหมือนดังที่ อ.เขียนนี้


ทำไมถึงว่า ผัสสะทางใจ น่ากลัวมาก

เพราะรูป เสียง กลิ่น นั้นเกิดดับไปนานแล้ว

แต่จิตยังเกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ ไปเรื่อย

พอฌานไม่แกร่งกล้า มันจะเกิดแล้วคงตั้งอยู่ไปอีกนาน

ไม่ดับง่ายๆแล้วถ้าไม่สนองตัณหาตัวนี้


ถ้าจิตมีพลังพอใช้ฌานได้ก็ใช้ แต่ถ้าต้องการดับให้สนิท

ให้ใช้ญาณพิจารณา

ว่า “ไม่มีสิ่งใดในโลก ที่เกิดมาแล้วจะไม่ดับ”

สังขารทั้งปวงมีการเกิดดับเป็นธรรมดา

เวทนาอันเกิดจากสัมผัสนี้ก็เช่นกัน จริงแท้ก็ต้องดับลง


เราต้องพิจารณาอย่างละเอียดและแยบคลาย

เห็นอาการเกิดของผัสสะทุกขณะจิตไป

เห็นอาการดับของผัสสะทุกขณะไป

เมื่อผัสสะดับได้ เวทนาก็ต้องดับได้โดยแท้จริงเช่นกัน

เราต้องพิจารณาอย่างละเอียดและแยบคลาย

เห็นอาการเกิดของเวทนาทั้งทางกายและทางใจ


แต่เรื่องนี้ ทางกายเห็นชัดเจน แต่ขอให้รู้ให้เห็นเพียงผู้เดียว

ไม่ต้องให้ใครมารู้มาเห็นเวทนาทางกายกับเราด้วยในขณะนั้น


เมื่อเราตามรู้อย่างมีสติสัมปชัญญะ แท้จริงโดยธรรม

เวทนานั้นจะหายไป เห็นชัดได้ที่กาย

อวัยวะเพศมันอ่อนตัวคืนสู่สภาพไม่สร้างภพสร้างชาติ

ให้เราเห็นถึงความดับในเวทนานี้อย่างแท้จริง

แต่การเกิดดับยังมีได้ในเวทนาอีก ขออย่าผึ่งประมาทเลย


เหตุเพราะผัสสะยังไม่ดับสนิท

เราจึงควรมาพิจารณาผัสสะความเกิดดับในผัสสะต่อ


พิจารณาจนรู้สึกเหนื่อย รู้สึกเบื่อ รู้สึกคลาย

จนเห็นความจางคลายของผัสสะที่เป็นเหตุให้เกิดตัณหา


พิจารณาให้เห็นความดับไปของผัสสะที่เป็นเหตุให้เกิดตัณหา

สลัดตัณหา ออกจากจิตได้ จิตก็เป็นอิสระจากตัณหา

สู่สุญญตา เข้าสู่นิพพานได้ในขณะจิตนั้น


จะเห็นว่าวิธีการนี้ ไม่มีช่องว่างให้กามตัณหาเกิดเลย

แม้นแต่เพียงเศษเสี้ยวธุลีเดียว

จะเห็นว่ามีการ เกิด ดับ ก็แต่ผัสสะ กับ เวทนาเท่านั้น

แต่การเกิดไปไม่ถึงตัวตัณหา


จงพิจารณาให้ดีเถิด

กามตัณหาดับไปเสียได้

ด้วยเหตุปัจจัยเช่นนี้ แล

สาธุ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การปฏิบัติสมาธิภาวนา แบบคนธรรมดา



ความเห็น (0)