ห้องทำงาน

Ka-Poom
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

...สวดมนต์ภาวนา...

...นั่งทำงานต่อ...

ณ ห้องนี้ข้าพเจ้านั่งไตร่ตรองในเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน...

เรื่องนี้มันวนกลับมาอีกครั้ง ... พร้อมที่ผู้นำมาขุดคุ้ยขึ้นมาเริ่มมีอาการออกทางวิปราส...มันยังวนอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า จะมีอีกกี่คนที่เข้าใจผิด (มิจฉาทิฐิ) และตีความเรื่องราวไปทางร้ายๆ ...และหลายๆ คนที่รวมกลุ่มกันเพื่อให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ผิดไม่น่าคบหาสมาคม และดูเป็นคนที่ร้ายกาจมากๆ...

***ต้นตอสาเหตุของเรื่องไม่มีใครพูดถึง

***คนที่รู้เห็นเหตุการณ์หรืออาจจะรู้เรื่องราวมากกว่าข้าพเจ้าไม่ได้ลุกขึ้นมาเป็นพยานหรือยืนยันความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า...

***คนที่มาเห็นเพียงตอนท้ายของเรื่องนำไปเล่าสู่กันฟังต่อๆ กันไปแบบผิดๆ ตามการตีความของตนเองแต่ไม่ตีความตามธรรมและเหตุผล

ในความคิดของข้าพเจ้าทุกคนที่มีความเข้าใจในข้าพเจ้าผิดต่างๆ มีใบหน้าแววตาที่หมองและใบหน้าดำคล้ำไม่ผ่องใส ตลอดสามปีทั้งๆ ที่เข้ามาวัดมาสร้างบุญ...

ข้าพเจ้าไตร่ตรองมาก...

เพราะถ้าข้าพเจ้าเอ่ยขึ้นมาก็เหมือนเอาเรื่องไม่ดีของเด็กคนหนึ่งที่เคยอยู่ในอุปการะมาแฉ...ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยของคนปฏิบัติธรรมพึงทำ แต่...ก็จะมีคนเพิ่มพูนขึ้นอีกเรื่อยๆ ที่พูดคุยๆ กันต่อๆ ในทางที่ไม่ดีต่อข้าพเจ้า แต่นั่นไม่ได้มีความหมายหรือความสำคัญที่จะทำให้จิตใจของข้าพเจ้าหม่นหมองหรือกลายเป็นคนชั่วตามคำพูดของคนอื่นเพราะความดีชั่วทั้งปวงนั้นมันอยู่ที่กาย วาจา ใจของข้าพเจ้าเองว่ามีทาน ศีล ภาวนามากน้อยเพียงใด ทำกุศลหรืออกุศลอย่างไร ...แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้นคือ คนที่เข้าใจผิด นำไปเล่าผิดๆ ต่างกำลังประสบวิบากกับตนเอง เป็นที่น่าเสียดายที่คนดีๆ คนหนึ่งมาอยู่ในผืนดินพุทธะนี้จะมีโอกาสได้สร้างบารมีแต่กับมาตีความและเพ่งโทษต่อข้าพเจ้า...โอกาสที่นำมาซึ่งความเบิกบานผ่องแผ้วในจิตกลับไม่มี

และที่สุด...

ข้าพเจ้าก็ตัดสิน...ปิดเงียบเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้วต่อไปอีก

เพราะบุคคลต้นเรื่องก็ได้ละจากโลกนี้ไปแล้ว...และเพื่อโอกาสของเด็กคนหนึ่งที่อาจสามารถเติบโตต่อไปได้ในทางโลกและทางธรรม

ส่วนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้รู้เห็นในเหตุการณ์ก็ดีหรืออยู่ในเหตุการณ์ก็ดีที่ต่างขาดการใคร่ครวญเหตุและผลทางศีลธรรม...ก็ต้องดำเนินชีวิตไปตามเหตุปัจจัยที่ตนเองสร้าง...

หลวงปู่เคยเมตตาบอกข้าพเจ้าว่า "เด็กคนนี้กล่าวหากะปุ๋มในทางไม่ดีนะ" ณ ตอนนั้นต่อหน้าองค์ท่านข้าพเจ้าเงียบ พร้อมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าปฏิบัติต่อเด็กคนนั้นคือ ...ภารกิจที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านชี้นำ...

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า บุคคลใดที่มีโอกาสที่จะมีดวงตาเห็นธรรม

จิตจะไม่เคลื่อยคล้อยไปทางอกุศลเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากการบอกเล่าแบบผิดๆ ตามกันไป...

แม้คนที่รู้เห็นในเหตุการณ์ทั้งสิ้นไม่ลุกมายืนยันความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า ก็เป็นเหตุที่บุคคลนั้นสร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น

หน้าที่ข้าพเจ้าจบลง ณ วันที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์แนะว่าให้เอาเด็กออกจากวัดกลับไปอยู่บ้าน ...

เรื่องราวก็จบลง ณ วันนั้น

และข้าพเจ้าก็ได้ขออโหสิกรรมต่อเด็กและบุคคลผู้เข้าใจผิดที่ปกป้องเด็กทางที่ผิดในวันประชุมเพลิงบุคคลต้นเรื่องไปแล้ว

แม้ว่าเรื่องนั้นได้มีผู้นำมาวนขุดคุ้ยขึ้นมาอีกข้าพเจ้าก็ยังไม่ใช่เป็นผู้ที่อยู่ในวิสัยที่จะบอกว่า เรื่องนั้นคือ เรื่องอะไร ความจริงคืออะไร...เพราะถ้าออกจากปากข้าพเจ้าก็เท่ากับว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ซึ่งไร้คุณธรรมนั่นเอง

๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘

...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน In Mind



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ช่วงนี้ผมเดี้ยงครับ แขนซ้าย และศีรษะด้านขวา กระแทกพื้นครับ แต่กำลังหายแล้ว

แต่ยังระลึกถึงอาจารย์อยู่ครับ

เขียนเมื่อ 

คุณทิมดาบ...ขอให้หายไวไวนะคะ

"ความดีงามคุ้มครอบค่ะ"