ถึงเวลามาก็ต้องมา ถึงเวลาไปก็ต้องไป : ฌาปนกิจศพพ่อ

ข้อความว่า "ถึงเวลามาก็ต้องมา ถึงเวลาไปก็ต้องไป เพราะทุกคนมาเพื่อไป" เป็นข้อความที่ผุดขึ้นในความคิดเมื่อหลายปีก่อน ขณะที่ผมเดินอยู่ที่ลานหินโค้งของวัดชลประทานรังสฤษฎิ์ ปากเกร็ด นนทบุรี ประมาณปี ๒๕๔๐ ข้อความนี้ปรารภชีวิตที่เกิดขึ้นมาแล้วต้องลาจากกันไป การเกิดขึ้นของชีวิตและการลาจากไปของชีวิตนั้น เราไม่สามารถกำหนดแน่นอนได้ว่าจะเกิดเมื่อไร แต่เมื่อทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม ทุกอย่างที่สมบูรณ์พร้อมก็ส่งผลให้ต้องมีอันเป็นไป

พ่อของผมก็ไม่ต่างจากข้อความที่ผมเขียนไปแล้วนั้น เมื่อถึงคราวมาก็ต้องมา เมื่อถึงคราวไปก็ต้องไป ความที่ทุกอย่างจะต้องเป็นไปนี้ ในพุทธปรัชญาเรียกว่า "สันตติ" หรือ "การสืบต่อ" อันกล่าวรวมถึงการเกิดดับของรูปนาม (รูป จะคือร่างกายและอาการของร่างกาย ส่วนนามคือจิต) ชีวิตคนเรานั้น แท้จริงแล้วเกิดและตายอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เราสังเกตด้วยตาเปล่าไม่เห็นเท่านั้น แต่เราจะพิจารณาได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป มีบางอย่างในร่างกายของเราเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านการเกิด-ตาย/เกิด-ดับ อยู่ตลอดเวลา

พ่อผมนั้นเป็นลูกคนสุดท้องของย่าคือ ย่าเลง-ปู่ทัด เพชรนาจักร ตามคำบอกเล่าของแม่ แม่เล่าให้ฟังว่า ย่าเป็นชาวน้ำ ดำน้ำแต่ละครั้งนานมาก ใช้ชีวิตเร่รอนไปตามลำคลองและทะเล ย่าเป็นคนผิวขาว ต่อเมื่อพบปู่และอยู่กินกัน ย่าทิ้งชีวิตชาวน้ำกลายเป็นชาวบก ในงานศพพ่อ ฝนตกทุกวัน พื้นที่โดยรอบของ (วัด) บางผรา เต็มไปด้วยโคลนเลน เพราะรถยนต์ย่ำไปย่ำมา (การที่วงเล็บไว้ว่า "วัด" นั้น เพราะชาวบ้านเรียกว่าวัดมาไม่ต่ำกว่า ๘๐ ปี ปัจจุบันรับรู้แล้วว่า ไม่ใช่วัด แต่เป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดสามแก้ว โบสถ์ที่พ่อหลวงเสถียรผู้นำชาวบ้านสร้างไว้ จึงไม่เป็นโบสถ์ หากแต่เป็นเพียงศาลาหลังหนึ่งเท่านั้น เพราะไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา) จำได้ว่า เมื่อผมเล็กๆ พื้นที่แห่งนี้เรามีโรงธรรมยกสูงทำด้วยไม้อยู่หลังหนึ่ง ไว้ประกอบกิจทางศาสนา เมื่อมีการเผาศพจะเผากันที่ลานหน้าโรงธรรมนั่นเอง ซึ่งพืนที่เป็นลานทราย รอบๆนั้นจะเป็นป่าไม้ใบเหรียง และต้นภูมิ (ซึ่งมีใบคล้ายใบเหรียง)

ผมเคยได้ฟังติดหูมาว่า "ลูกคนสุดท้องไม่บ้องก็บ้า" หรือ "ลูกคนสุดท้องไม่บ๊องก็บ้า" นั่นหมายความว่า หาสาระสำคัญอะไรไม่ได้ พ่อผมจากคำบอกเล่าของแม่ก็มีลักษณะดังกล่าวนั้น วันหนึ่งๆ จะไม่ทำอะไร จะมีหนังสติ๊กคู่กายอยู่อันหนึ่ง พร้อมกับถุงใส่กระสุน ถ้าได้ยินเพี๊ยะๆ นั่นไม่ใช่ใคร หากแต่เป็นลูกชายสุดท้องของย่า ที่ย่าตามใจเป็นหนักหนา

พ่อในวัยหนุ่มนั้น ใช้ชีวิตแบบชีวิตบ้านนอก ทำงานโน้น งานนี้ โดยไม่ได้มุ่งหมายว่า อนาคตจะต้องเป็นอย่างไร เพราะอาหารการกินรอบบ้านในสมัยนั้นไม่ได้เดือดร้อน แม่บอกว่า แค่เพียงเราทำผรา (เข้าใจว่าเป็นแผ่นยืนออกจากตัวเรือ/จะกลับไปถามอีกที) แล้วทำอะไรบางอย่าง ปลาจากคลองก็จะกระโดดลงมาในเรืออย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ความชุกชุมของปลาในลำคลองนั้น ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านแถบนี้เดือดร้อนเรื่องอาหารการกินเลย แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้ว ชีวิตบ้านนอก เหล้าขาวคือเครื่องดื่มที่ชายหนุ่มนิยมกันเป็นนักหนา ผมจำได้ลางเลือนว่า เมื่อครั้งเล็กๆ บรรดาผู้ใหญ่คือแม่ พ่อ ญาติๆ ทำนากัน แล้วนำข้าวเปลือกมาล้อมขึ้นเป็นกระโจม ให้เด็กเล็กเด็กน้อยและผู้ใหญ่เหยียบย่ำเป็นวงล้อมรอบ มีการร่ายรำเล่นสนุกสนานรอบกระโจมข้าว ที่ข้างบ้านย่า ลุงคนหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้แล้ว) ให้ผมจิบเหล้า นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ชิมรสเหล้าขาว

ชีวิตของพ่อกับเหล้าขาวนี้เอง สร้างชื่อเสียงอันโด่งดังให้กับพ่อ เพราะเมื่อพ่อเมาทีไร พ่อจะส่งเสียงดังโดยไม่เกรงใจใครทั้งสิ้น ทุกคนในหมู่บ้านจะรู้จักกันดี เพิ่งทราบจากลูกพี่ลูกน้องของแม่เมื่อเผาศพพ่อไปแล้วว่า พ่อกินเหล้าและหาเรื่องแม่บ่อยๆเพราะหึงแม่ ทำให้ผมได้ความคิดว่า "แท้จริงแล้ว ความรักที่ว่านั้นเป็นสิ่งที่ดีจริงหรือ" ขณะที่หลายคนรับได้กับความหึงหวง โดยยอมรับว่า "เพราะรักจึงหึงหวง" อายุพ่อล่วงเลยวัย ๖๐ มีอาการบางอย่างแต่ยังแข็งแรง หมอบอกให้หยุดเหล้าและหยุดบุหรีใบจาก ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะลูกๆขอพ่อมาหลายสิบปี พ่อก็ไม่เคยให้พรดังกล่าวเลย แต่เมื่อหมอขอจากพ่อ ปรากฎว่า พ่อหักดิบ หยุดเหล้าหยุดบุหรี่ ทั้งหมด ล่วงเลยเข้าสู่วัย ๗๐ กว่า พ่อมีโรคประจำตัวที่ต้องไปหาหมอตามนัดทุกเดือน โรคดังกล่าวคือโรคหัวใจ และเก๊า

อย่างไรก็ตาม พ่อไม่ได้ละเลยที่จะดูแลพวกเราทั้ง ๘ ชีวิต แต่ละคนเติบใหญ่ขึ้นมาจากน้ำเหงื่อแรงกายแรงใจของพ่อและแม่ ในช่วงหลังมานี้ แม่มักบ่นน้อยใจเสมอว่า "อะไรก็่พ่อ อะไรก็พ่อ" สาเหตุที่ลูกๆมักถามถึงพ่อต่อหน้าแม่ก็เพราะแม่อยู่ตรงหน้า จึงไม่ต้องถามถึงแม่ แต่เมื่อมีเฉพาะพ่อ ลูกๆก็จะถามหาแม่ต่อหน้าพ่อ แต่พ่อก็ไม่เคยบ่นว่า "อะไรก็แม่ อะไรก็แม่" พ่อเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยพูดจา (ยกเว้นในสมัยก่อน ๖๐ สำหรับชีวิตกับเหล้าขาว) ดังนั้น จึงดูเหมือนว่า พ่อกลายเป็นขวัญใจของพี่สาว ส่วนน้องชายและผมนั้นค่อนข้างเกรงพ่อ เมื่อเราไปหาพ่อก็จะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับพ่อ และพ่อก็คงเหมือนกันคือไม่รู้จะพูดอะไร พ่อไม่ใช้โทรศัพท์ เพราะท่านบอกว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น ในงานศพของพ่อ พี่ชายโม้ขึ้นว่า มีบ่าว (พี่) คนเดียวที่ได้ขี่คอพ่อไปไหนมาไหน พี่สาวโต้ขึ้นว่า อย่าโม้เลย พ่อไปไหนก็พาเจ้ (พี่) ไปด้วย ผมปล่อยให้พี่ชายโม้ไปสักพัก จึงเอ่ยขึ้นว่า อย่าโม้ดีกว่า ผมนี่ไงได้ขี่คอพ่อไปดูหนังที่ท่ายาง ชีวิตครอบครัวของพวกเรา แม้จะเติบโตมาด้วยความเร้นแค้นเงินทอง แต่ไม่ได้อดข้าวอดน้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่รอบกาย พี่น้องไม่ได้เคืองโกรธต่อกัน ช่วยเหลือกันตามที่จะทำได้ แต่พ่อก็เป็นห่วงลูกชายของพ่อคนหนึ่ง ที่คอยตามรับตามส่งพ่อไปโรงพยาบาล พ่อจะไม่ไปกับลูกคนอื่นแม้ลูกชายคนสุดท้องจะเอ่ยปากรับส่งเอง (รถกระบะ) แต่ขอไปกับรถจักรยานยนต์ที่น้องชายขับ น้องชายคนนี้ค่อนข้างลำบากกับเศรษฐกิจครอบครัว ต้องดูแลลูกน้อย ๓ คนด้วยการทำงานรับจ้าง แต่น้องชายคนนี้เองที่ดูเหมือนจะเป็นห่วงพ่อเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างงานศพพ่อ ลูกๆทุกคนมีสิ่งใดที่พอจะทำได้ ต่างก็ร่วมมือกันทำเป็นอย่างดี

เมื่อสามสี่เดือนที่ผ่านมา ก่อนที่พ่อจะเสียชีวิต หมอพบก้อนเนื้อที่ปอด แต่ไม่มั่นใจ (อาจมั่นใจแล้ว หากแต่ส่งไปรักษาที่อื่น) จึงให้เลือกว่า จะให้ส่งตัวไปที่ไหน ระหว่าง กรุงเทพฯ คือศิริราช หรือทางใต้ คือสุราษฎร์ธานี ระหว่างนี้ น้องชายคอยตามรับตามส่งอยู่ตลอดเวลา แต่สังเกตว่า พ่อยังแข็งแรง กินได้นอนหลับเป็นปกติ ลูกๆ ตัดสินใจให้หมอทำเรื่องส่งไปที่ มอ. โดยการติดต่อประสานงานของลูกสะใภ้ การตัดสินใจไปสงขลาเพราะความสะดวกสำหรับที่พัก หมอ...วินิจฉัยว่า มีก้อนเนื้อร้ายที่ปอด และบอกให้ลูกๆทราบว่า น่าจะอยู่ได้ไม่เกิน ๖ เดือน หมอให้เลือกระหว่าง (๑) ใช้ครีโม (๒) ยาเม็ดละ ๑ หมื่นบาท ก่อนนั้นเราคุยกันแล้วว่า ถ้าหมอจะให้ครีโม พ่อปฏิเสธไม่รับ และพวกเราลูกๆ ก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ไม่ให้ครีโมกับพ่อ เพราะคิดว่า คนแก่อายุมาก คงทนไม่ไหว เพราะพี่ชายของพ่อ รับครีโมแล้วไม่ไหวเหมือนกัน เสียชีวิตไปแล้ว ผมถามหมอว่า ยาเม็ดละ ๑ หมื่นที่ว่านี้จะหายจากโรคหรือไม่ หมอตอบว่า ไม่หาย แต่ทรงตัวอยู่ เมื่อปรึกษากันระหว่างลูกๆทุกคน ในที่สุดจึงตัดสินใจให้หมอส่งตัวกลัวชุมพร เพื่อรักษาตามอาการ พ่อดีใจมากเมื่อหมอให้กลับบ้าน จำได้ว่า วันนั้นพ่อรีบเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าอย่างเร่งด่วน และใส่เสื้อสีเหลืองรอคอยกลับบ้าน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่พักอยู่ที่บ้านในจังหวัดสงขลา พ่อไม่มีทีท่าเจ็บปวดใดๆ กินได้นอนหลับปกติ ที่น่าสังเกตคือ กินข้าวมีแถม ๒ ชาม กลับมาอยู่ชุมพร ก็ไปหาหมอตามนัดทุกเดือน แต่พบอาการคือ แน่นหน้าอก สุดท้ายต้องเตรียมออกซิเจนไว้ที่บ้าน พ่อยังคงทำทุกอย่างด้วยตนเอง โดยไม่ให้ใครช่วยเหลือ ทั้งซักผ้า หุงข้าว ทำกับข้าว ยกเว้นยกถังอ๊อกซิเจน ผมเดินทางจากอยุธยาไปเยี่ยมพ่อทุกเดือน ล่าสุด วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ ผมก็เดินทางไปเยี่ยมตามปกติ เพราะหวังว่า การที่ลูกๆมาเยี่ยม น่าจะคือกำลังใจที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ ผมทราบว่า พ่อเริ่มกินข้าวไม่ได้ เพราะแน่นหน้าอก เช้าวันที่ ๓๑ ต.ค.พ่อกินมาม่า และกินได้ ผมเดินทางกลับอยุธยาในวันอาทิตย์ พร้อมกับบอกพ่อว่า อยากกินอะไรก็สั่งน้องชายซื้อมากินนะพ่อ ไม่ต้องเกรงใจลูกๆ อ๊อกซิเจนก็ไม่ต้องเกรงใจ ใช้ได้ตลอดเวลาไม่ต้องกลัวหมด เพราะพวกเราจะจัดการเอง ทุกวันนี้ผมไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แม้จะไม่มีเก็บแต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนใดๆ ในใจตอนนั้นรู้สึกว่า พ่อน่าจะไม่รอดแล้ว ผมกลับมาอยู่อยุธยาได้คืนเดียว ทราบว่า น้องชายพาพ่อไปโรงพยาบาล แต่ก็ไม่ได้เอ๊ะใจอะไร วันอังคารเช้า น้องชายโทรมาหลายสาย แต่ผมไม่ได้รับเพราะผมอยู่ในห้องเรียน นอกจากนั้นมีงานหลายอย่างที่ต้องจัดการ ช่วงบ่ายจึงโทรกลับไป ทราบว่า พวกลูกๆหลานๆ พากันไปหาพ่อที่อยู่โรงพยาบาล แต่ผมก็ไม่ได้เอะใจ เพราะคิดว่าเป็นการไปให้กำลังใจ ช่วงค่ำพี่สาวโทรมาบอกให้ทราบว่า "ไม่มาหน่อยหรือ" ผมก็ยังไม่ได้คิดอะไร แต่ตัดสินใจบอกออกไปว่า งั้นพรุ่งนี้จะไป (วันอังคารเช้า) เพราะไม่ถนัดขับรถตอนกลางคืน แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ จึงโทรไปบอกพี่สาวว่า เดี๋ยวขับรถไปเลย รอให้รถในเมืองซบเซาลงก่อน สี่ทุ่มจะออกจากอยุธยา

ผมขับรถมาเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งรีบอะไร เพราะถนนไม่ค่อยจะดีเท่าไร ประจวบกับการง่วงนอน เพราะนอนไม่หลับเมื่อคืนที่ผ่านมา และงานเต็มมือในกลางวัน เมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยก็พักล้างหน้าที่ปั๊ม ปตท. ขับรถมาถึงตัวเมืองชุมพรเวลา ๘ โมงเช้า ผมพยายามจะไปโรงพยาบาล แต่เข้าไปไม่ถูก มาออกที่แยกหนึ่ง จึงเลี้ยวซ้ายเข้าไปบ้านก่อน เมื่อเจ้าหลานชายตัวน้อยเห็นผม ก็พูดเสียงดังว่า "ปู่ตายแล้ว" ผมส่งเสียงดังขึ้นว่า "ฮ้ายยย อย่าพูดเป็นเล่น" แต่เขาก็พูดซ้ำอีก ผมก็พูดซ้ำอีก แต่รู้สึกเอะใจ เพราะที่บ้านไม่มีใคร นอกจากน้องสะใภ้และหลาน เมื่อทราบว่า แม่กับพี่สาวไปตลาด ทำให้คิดได้ว่า พ่อน่าจะไปแล้วจริงๆ มือผมเริ่มสั่นระริกโดยหาสาเหตุไม่ได้ ทั้งที่ระหว่างทางเชื่อมั่นโดยตลอดว่า พ่อยังอยู่ ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกับโทรถามน้อง ทราบว่า พี่ชายไปรอที่ (วัด) บางผราแล้ว ส่วนน้องชาย ๒คน กำลังจะไปรับศพของพ่อ ผมจึงแจ้งให้ทราบว่า ถ้าอย่างนั้นผมจะไปที่โรงพยาบาลด้วย

ผมรออยู่ที่โรงพยาบาลไม่นาน หลานๆ น้องชาย พี่สาวและพี่เขยก็มา เราเดินไปที่ห้องหนึ่งซึ่งมีเตียงพยาบาล บนเตียงมีศพของพ่อซึ่งคลุมด้วยผ้า ระหว่างนั้นรอหีบศพจากร้านที่พี่สาวติดต่อไว้ เมื่อหีบศพมาถึง ทางร้านมีบริการรถส่งให้ แต่น้องชายแจ้งความประสงค์จะขับรถบรรทุกพ่อไปที่วัดด้วยตนเอง ฝนยังคงตกพร่ำๆไม่ขาดสาย จากนั้น จึงเดินทางไปที่ (วัด) บางผรา ลูกๆ หลานๆ มารอและรดน้ำศพพร้อมกัน ก่อนที่จะปิดหีบศพและจัดตั้งไว้ในที่เหมาะสม

ผมทราบจากพี่สาวว่า พ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่เวลา สองทุ่มยี่สิบนาที ระหว่างนั้นผมยังอยู่อยุธยา แต่ไม่มีใครบอกว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว เพราะเกรงว่า ผมจะขับรถด้วยความประมาท ซึ่งเส้นทางระหว่างประจวบ-ชุมพรมีการทำถนนใหม่ตลอดทาง และในคืนนั้นฝนตกตลอดคืนเช่นกัน ทุกคนปิดปากเงียบสนิท ผมไม่ได้โกรธใดๆในเรื่องนี้ เพราะเข้าใจเจตนาดังกล่าว หากน้องของผมอยู่ต่างจังหวัด ผมก็ต้องทำอย่างที่ทุกคนทำกับผม ผมถามน้องชายว่า ทำไมไม่พาพ่อมา (วัด) บางผราตั้งแต่เมื่อคืน ทราบว่า ไม่สามารถจะพาพ่อออกมาได้ เพราะฝนตกหนักมากตลอดทั้งคืน

การบำเพ็ญกุศลศพดำเนินไปเรื่อยตั้งแต่คืนวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๘-บ่ายโมง (ฌาปนกิจ) ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ พฤศจิกายน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ท่ามกลางสายฝนพรำทุกวัน ถึงกับมีการกล่าวว่า "ตระกูลนี้ มากับน้ำ ก็ไปกับน้ำทุกคนเลย" (ย่าเป็นชาวน้ำ ลูกๆ ของย่าตาย จะมีฝนพรำตลอด)

การจัดพิธีเริ่มจาก พี่สาวจัดการซื้อหีบศพพร้อมดอกไม้หน้าศพจากร้าน...ในราคาเหมาหมื่นเจ็ด เมื่อมีการจัดตั้งศพ ด้านหลังเป็นผ้าม่านดำ ซึ่งดูโล่งๆห้วนๆ

ผมจึงปรึกษากับน้องชายว่า เราน่าจะทำอะไรสักอย่าง ที่ดูห้วนๆเกินไปนี้ จึงไปตัดต้นจากข้างบ้าน ที่เป็นเครืองหมายว่า ลาจาก (พี่ชายจบป.๔ ตีความสอดคล้องกับที่ผมคิดไว้) ยืมผ้าระบายจากเทศบาลท่ายาง ดำเนินการทำด้วยตนเอง (ผม น้องชาย หลานชาย และหลานเขย) ขึงเชือกจากเสาหนึ่งไปสู่เสาหนึ่งให้ตึง นำต้นจากตัดให้เท่าๆกัน มาทาบเชือกกั้นเป็นม่านใบจาก ผูกต้นจากกับเชือกด้วยลวดเบอร์ยี่สิบสอง สานใบจากให้เป็นระเบียบ ประดับด้วยผ้าระบายทำมือ คลี่ออกเป็นดอกไม้

ตัดทางมะพร้าวมาหุ้มเสาที่ขึ้นรา โดยมีพระหลานมาช่วยสานใบมะพร้าวให้เป็นระเบียบ ๒ รูป

มีการเสริมด้วยดอกไม้สด และตกแต่งเพิ่มจากลูกหลานอีกเช่นกัน แล้วทุกอย่างที่ออกมาจากความรู้สึกที่อยากทำให้ จึงออกมาเป็นงานดังกล่าวนี้

ทางด้านโรงครัว แม่บอกว่า เหมือนกับเปิดประตูทะเล เพราะพี่สาวและญาติๆ จะนำอาหารทะเลมาช่วยงาน อย่างไรก็ตาม งานทั้งหมดเป็นงานบ้านๆ ที่เกิดจากลูกหลานช่วยๆกัน เท่าที่กำลังของตนเองจะมี บ้านโน้นมีมะพร้าว ก็ไปตัดมะพร้าวนำหัวมะพร้าวมาแกง ลูกหลานคนนี้มีหยวกกล้วย ก็นำหยวกกล้วยมาแกง เป็นต้น

ช่วงกลางคืน หลังเสร็จสิ้นภาระกิจ ลูกหลานก็ไม่ได้ไปไหน นำหมอน ผ้าห่ม มานอนกันที่ (วัด) บางผรานี้เอง ชีวิตเปื้อนดิน นอนที่ไหนก็นอนได้


คืนสุดท้าย นิมนต์พระจากวัดศาลาลอย (วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย) มาสวดป่าช้าเก้า เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้ฟังความจริงของชีวิต ที่ไม่มีอะไรมากไปกว่า การประชุมรวมกันของสิ่งต่างๆกลายเป็นร่างกาย กว้างศอก ยาววา หนาคืบนี้

แล้ววันฌาปนกิจก็มาถึง ได้นิมนต์พระมาสวดมาติกาบังสุกุลจำนวน ๒ วัดคือวัดดอนรวบกับวัดหัวถนน รวมพระได้ ๒๕ รูป ก่อนส่งร่างไร้วิญญาณของพ่อสู่เมรุ

เสร็จสิ้นพิธี ลูกหลานร่วมกันเก็บกวาดให้ศาลาสะอาดเหมือนเดิม ทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ เหลือเพียงร่างที่กำลังถูกไฟเผาไหม้ วันรุ่งขึ้นเป็นการแปรธาตุ ก่อนที่จะนำขี้เถ้าของพ่อไปฝากไว้ที่ทะเล โดยน้องชายคนสุดท้อง ผม พี่สาว ๒ คน หลาน ๒ คน ขึ้นเรือหางยาวของพี่เขย ออกจากปากน้ำ ไปที่เกาะมัตโพน (ไม่มั่นใจว่าเขียนถูกหรือไม่) ลอยเถ้ากระดูกของพ่อที่นั้น ดอกไม้ที่ผสมกับเถ้ากระดูกแปรรูปออกมาเป็น 6-4-3 พี่สาวกลับมาซื้อหวยเถื่อน แต่ไม่ถูก แต่ไปตรงกับเลขท้ายสามตัวของสลากกินแบ่ง ซึ่งพี่สาวบอกว่า น่าเสียดายที่หาซื้อไม่ได้

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องหนึ่งที่พี่สาวเล่าให้ฟัง ขณะที่พ่อกำลังจะสิ้นใจ มีคนเห็นหญิงชายแก่นุ่งขาวยืนอยู่ที่เตียงที่พ่อนอน (พี่สาวและน้องๆเชื่อว่าเป็นย่าและปู่ที่เสียชีวิตไปแล้ว) สองคนจับมือพ่อไว้คนละข้าง ขณะที่พี่สาวเห็นพ่อพยายามฉุดดึง และจับเหล็กข้างเตียงไว้อย่างเหนียวแน่น สุดท้ายพ่อตะโกนว่า "เออ ไปก็ไป ถ้าจะให้ไป ก็ขอให้ไปที่ดีๆ" แล้วท่านก็ปล่อยมือจากเหล็ก นอนบนเตียง ไม่นานก็สิ้นลมบนเตียงที่โรงพยาบาลชุมพร .... ที่อยากบันทึกไว้สำหรับลูกหลานอีกอย่างหนึ่งคือ วันแรกที่เปิดหีบดูหน้าพ่อ ลูกๆทุกคนพูดเหมือนกันว่า พ่อยิ้ม

อำลาแล้ว พ่อแก้วเอ๋ย เมื่อถึงวัน ก็ลงเอยเหมือนๆกัน จงไปดี อยู่ดี มีสุขสันต์ กับคืนวันที่เปลี่ยนผันอย่างสุขใจ?

ขอให้พ่อจงไปสูสุคติในสัมปรายภพ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

ขอแสดงความเสียใจด้วย


ได้เรียนรู้จากเรื่องและความตายเลยครับ


ขอบคุณมากๆครับ

เขียนเมื่อ 

ขอร่วมไว้อาลัยกับคุณพ่อด้วยค่ะ ท่านพ้นทุกข์ไปสู่อีกภพภูมิแล้ว เราคนที่อยู่ต้องมีชีวิตต่อไปโดยใช้สิ่งที่ท่านทำมาเป็นบทเรียนนะคะ ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่อ่านเพลิดเพลิน ขอให้เป็นบุญกุศลส่งสำหรับคุณพ่อด้วยค่ะ

ขอให้คุณพ่อของอาจารย์ไปสูสุคติค่ะ

-ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ