​ความสอดคล้องอย่างเป็นเนื้อเดียวระหว่างสาระส่วนหนึ่งในหนังสือ “การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)” กับการสอนเจตคติในการสอนทักษะชีวิตแบบมีส่วนร่วม

nui
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ได้ดาวน์โหลดหนังสือชื่อ การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)” ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ออกมาและอ่านทันที ด้วยความตื่นเต้นเมื่ออ่านไปได้แค่ ๒ บท พบว่า สาระสำคัญช่างตรงกับสาระสำคัญในเรื่อง การสอนเจตคติในการสอนทักษะชีวิตแบบมีส่วนร่วม อย่างแทบจะเป็นเนื้อเดียว

เล่าสั้นๆ ว่า นานมาแล้ว เกือบ ๓๐ ปีก่อนแรกที่เรื่องทักษะชีวิตเข้ามาในประเทศไทย นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ จากกรมสุขภาพจิต ได้มาชักชวนกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขในฐานะที่ดูแลเรื่องสุขภาพเด็กวัยเรียนให้ทำเรื่องนี้ด้วยกัน

ขอยกความดีให้คุณหมอยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศาสนติ์ ว่าเป็นผู้บุกเบิกเรื่องนี้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

เราได้รับความกรุณาจาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี กรุณา มาเป็นวิทยากร ในการประชุมสำคัญๆ ในเรื่องทักษะชีวิตให้กระทรวงสาธารณสุขหลายครั้ง

มีการพัฒนาในหลายๆ เรื่องจนเป็นรูปเป็นร่าง เกิดเป็นหลักการสอนทักษะชีวิตในเนื้อหาต่างๆ เนื้อหาแรกคือ เอดส์และเพศศึกษา และอื่นๆ ตามมาอีกมาก มีคู่มือ การพัฒนาวิทยากร ครู และนำไปใส่ในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ จนทุกวันนี้มีคำว่าเพศศึกษา และ ทักษะชีวิตปรากฏอยู่ในนั้น

ฉันอยู่ในทีมพัฒนาเรื่องนี้ จนงานสำเร็จ ทั้งการพัฒนาหลักสูตร การเป็นวิทยากร กระทั่งวางมือไปแล้ว แต่ความทรงจำยังคงอยู่

เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ อดใจไม่ไหว จึงเขียนบันทึกชื่อยาวๆ นี้ขึ้น

ขออ้างถึงเนื้อหาในหนังสือ (ตัวอักษรสีฟ้า) และระบุหน้าไว้ด้วยเผื่อท่านจะเข้าไปอ่าน (แนะนำให้อ่านอย่างยิ่งค่ะ) และตามด้วยความคิดเห็นจากความทรงจำเรื่องการสอนทักษะชีวิตค่ะ

Download หนังสือจากบันทึกนี้

...........................

จากหนังสือ “การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (หน้า ๑๐)

ปัจจัยหลัก (Core Element) ของ TL มี ๓ ประการ คือ

  • ประสบการณ์ของปัจเจกบุคคล
  • การสะท้อนคิดอย่างจริงจัง
  • สุนทรียสนทนา

…………………..

องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ที่เราใช้ในการสอนทักษะชีวิต มี ๔ องค์ประกอบคือ

  • ประสบการณ์ (Experience) ที่เน้นประสบการณ์เดิมของผู้เรียน (รวมทั้งประสบการการเรียนรู้ใดๆ ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้)
  • การสะท้อนความคิดและอภิปราย (Reflection & Discussion) คือ การแลกเปลี่ยนความคิดกันในกลุ่มเล็กๆ โดยแต่ละคนมีประสบการณ์เดิมมาแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม เพื่อขยายขอบเขตการเรียนรู้
  • ความคิดรวมยอด (Conceptualization) เป็นการสรุปความคิดรวบยอดโดยกลุ่ม หลังจากมีการสะท้อนความคิดกันมาระยะหนึ่งแล้ว เกิดเป็นความรู้ใหม่ของกลุ่ม
  • การประยุกต์แนวคิด (Application / Experiment) การนำความคิดรวบยอดของกลุ่มไปใช้งานจริง / ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง / ไปทดลองใช้

องค์ประกอบทั้ง ๔ ตัวนั้นมุมวนไปมาได้ตลอดเวลา ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง เป็นการเรียนรู้ที่ “ไม่รู้จบ” ที่ฉันชอบที่จะเรียกว่า “วงจรการเรียนรู้”

เห็นได้ว่า ปัจจัยหลักของ TL มี ๒ องค์ประกอบแรก ที่เหมือนกับ องค์ประกอบ ๑ และ ๒ ของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และ สุนทรียสนทนา ก็เทียบเคียงได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Conceptaulization

...........................

จากหนังสือ “การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง บทที่ ๑ พลังทั้งหกของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า (หน้า ๑๕)

“การสอนให้เกิด Transformative Learning ก็คือการอำนวยการเรียนรู้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียน”

และ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ได้มีความเห็นต่างออกไป โดยท่านได้เขียนไว้ดังนี้

“ผมมองว่า Transformative Learning ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งโลกทัศน์ (Affective Attributes) ความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Attributes) และ พฤติกรรม (Psychomotor Attributes) คือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างครบถ้วนในทุกด้าน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งเนื้อทั้งตัว (Holistic Change)”

“การศึกษาที่แท้ต้องนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงทั้งเนื้อทั้งตัว” (หน้า ๑๕)

................................

หลักการสำคัญของการสอนทักษะชีวิตโดยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ที่เปลี่ยนทั้ง ๓ มิติของการเรียนรู้ โดยเฉพาะการสอนทักษะชีวิต ในเรื่องเพศศึกษา ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ กับการสอนเพื่อ “สร้างและเปลี่ยน เจตคติ” เพราะการสอนเจตคติ (Affective Domain) นำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรม (Psychomotor Domain) เรื่องเพศศึกษามีส่วนที่เป็น ความรู้ (Cognitive Domain) น้อยมาก และความรู้จะไม่ถูกนำมาใช้ หากไม่มีการ สร้างหรือเปลี่ยน Affective Domain เสียก่อน

ในโปรแกรมการเรียนรู้ทักษะชีวิต มีหลักการสอนที่แยกชัดในการสอนความรู้ (Knowledge) เจตคติ (Attitude) และ ทักษะ (Skill)

การสอนเจตคติ แบ่งเป็น ๒ ขั้นตอน คือ

  • ขั้นสร้างความรู้สึก
  • ขั้นจัดระบบความคิดความเชื่อ

ในขั้นสร้างความรู้สึก เราใช้สิ่งที่เรียกว่า “สื่อสร้างความรู้สึก” เช่น เรื่องเล่า (ที่เป็นเรื่องที่สะเทือนใจ กระทบอารมณ์ความรู้สึกผู้เรียนอย่างมาก - เป็นเรื่องจริงยิ่งดี) เพื่อ กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกต่างๆ ในผู้เรียนให้พร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไปคือ “จัดระบบความคิดความเชื่อ”

ขั้น “จัดระบบความคิดความเชื่อ” เราใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม เพื่อให้เกิดข้อสรุปโดยกลุ่มเอง โดยผู้สอนไม่ต้องชี้นำ แทรกแซงใดๆ

ในการลงไปสอนจริงๆ เราพบว่า ผู้เรียนกระตือรือร้นมากที่จะมีส่วนร่วม และ ข้อสรุปของกลุ่มมักเป็นข้อสรุป “ในทางบวก” ที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้

..........................

จากหนังสือ “การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (หน้า ๒๐)

การสะท้อนคิดมี ๓ แบบ

  • Content Reflection สะท้อนคิดสิ่งที่เรารับรู้ รู้สึก คิด และทำ คือ กาตอบคำถาม What
  • Process Reflection สะท้อนคิดว่าเรารับรู้ รู้สึก คิด และทำอย่างไร คือ การตอบคำถาม How
  • Premise Reflection สะท้อนคิดว่าทำไมเราจึงรับรู้ รู้สึก คิด และทำ คือ การตอบคำถาม Why

……………………….

การสะท้อนคิด ๓ แบบนี้ ปรากฏอยู่ในหลักการตั้งประเด็นอภิปรายในการสอนทักษะชีวิตแบบมีส่วนร่วม ตัวอย่างการสอนเรื่อง “ความแตกต่างระหว่างชายหญิงในเรื่องเพศ มีคำถามสำคัญคือ

  • เพศชาย เพศหญิงมีความคิดความรู้สึกในเรื่องเพศแตกต่างกันในเรื่องอะไรบ้าง (What)
  • ความคิดความรู้สึกที่แตกต่างกันทำให้เกิดปัญหาได้อย่างไร (How)
  • ทำไมจึงเกิดปัญหาเช่นนั้นขึ้นได้ (Why) และท่านคิดว่า เราจะมีแนวทางป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร (How)

ประเด็นอภิปรายกลุ่มในการสอนทักษะชีวิต เราจะเน้นที่ How มากกว่า What และ Why

เพราะ คำตอบของ How ช่วยให้ผู้เรียน มองเห็นหนทางที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตของพวกเขามากกว่า What และ Why ค่ะ.

..........................

บันทึกก่อนจบ

หากความเห็นใดๆ จากบันทึกนี้ได้ล่วงเกินท่านผู้เป็นครูแห่งครูอย่าง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ผู้รู้น้อยอย่างดิฉันกราบของอภัยท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

อาทิตย์ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วงจรการเรียนรู้



ความเห็น (14)

เขียนเมื่อ 

I would say 'What, where, why, when and how' connect all pieces together better. We tell a complte story when we have our audience fulfilled with WWWWH of the story.

To say 'how' or any one of them is more useful than others may be just our preference/bias. Is our brain more useful than our mouth or stomach or feet...? doesn't our body functions as one whole system and become disable when one organ is missing?

เขียนเมื่อ 

ต้องศึกษา แล้งลองใช้กับนักเรียนดูครับ

เขียนเมื่อ 

ต้องหามาอ่าน ทั้ง ๒ เรื่อง นะคะ น่าสนใจมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณนะคะคุณ sr

ในกระบวนคิด คงต้องต้ังคำถาม และตอบคำถามทั้ง WWWWH ครบถ้วนแหละค่ะ คำเป็นแค่สิ่งที่ช่วยให้เราไม่หลุดไปจากการคิดให้รอบด้านเท่านั้นเอง

ดิฉันต้องการสื่อว่า How ช่วยให้เรามองเห็นวิธีปฏิบัติได้ชัดเขึ้นเท่านั้นค่ะ มิได้ติดอยู่ที่หนึ่งที่ใดค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่กรุณาให้ข้อคิดดีๆ เสมอมา

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณอาจารย์ อาจารย์ต้น

ดิฉันคิดว่าเรามีความรู้ทางเทคนิคทางการสอนมิใช่น้อยนะคะ ขาดแค่การเอาลงไปทดลองสอน ประเมิน และปรับ จนลงตัวเท่านั้น ดิฉันเรียกว่า การหมุนวงจรการเรียนรู้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณนะคะน้องหมอ ธิรัมภา ที่เจียดเวลาอันมีค่ามาอ่าน

Download มาอ่านได้เลยค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณที่แวะมาอ่านและมอบดอกไม้ค่ะ

ลุงวอ วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--

คุณ ศรีกรม

ชัดเจนค่ะ....ขอบคุณค่ะ


-สวัสดีครับพี่หมอ


-ตามมาเยี่ยมและให้กำลังใจครับ


-"คำตอบของ How ช่วยให้ผู้เรียน มองเห็นหนทางที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตของพวกเขามากกว่า What และ Why ค่ะ...... "


-ขอบคุณครับ






เขียนเมื่อ 

เห้นหนังสือแล้วชอบมาก


อาจารย์หมอวิจารณืเขียนไว้ใน gotoknow หลายที่


พอเอามารวมกัน


อ่านง่ายขึ้นครับ


เขียนเมื่อ 

ปล ลืมบอกไปว่ามะนาวพี่เริ่มขอบใบเหลือง




หาปุ๋ยขี้วัวหรือขี้ไก่ หรือปุ๋ยธรรมชาติใส่นะครับ


รู้สึกว่ามีหนอนหรืออะไรกินใบด้วย


เขียนเมื่อ 

ขอบคุณพี่ใหญ่ค่ะที่ให้กำลังใจ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณน้องเพชร แต่ต้องระวัง การยึดคิดกับคำโดยไม่คำนึงถึงบริบทนะคะ

เขียนเมื่อ 

เชียร์ให้รีบอ่านเลยค่ะ มีอะไรให้คิดและเอาไปใช้ได้เยอะจริงๆ ค่ะ


พี่อ่านไปค่อนเล่มแล้ว อ่านช้าเพราะต้องคิดตามไปด้วยว่าจะเอาไปใช้ได้อย่างไรบ้างในบริบทของเรา