ประวัติศาสตร์กาญจนบุรี

ในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีของกาญจนบุรีได้เริ่มขึ้นมาจากเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปีพ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๘ ได้มีการแบ่งคู่สงครามออกเป็น ๒ ฝ่ายคือฝ่ายสัมพันธมิตรนำโดยประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา กับฝ่ายอักษะประกอบด้วยประเทศเยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น พื้นที่สงครามได้เกิดขึ้นทุกทวีปทั่วโลก โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศญี่ปุ่นจะบุกประเทศพม่าและอินเดียที่อยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ และต้องการเดินทัพผ่านประเทศไทยโดยมีจังหวัดกาญจนบุรีเป็นเส้นทางผ่าน เชลยศึกสงครามได้ถูกบังคับใช้แรงงานในการสร้างทางรถไฟเพื่อใช้เป็นเส้นทางสำหรับการลำเลียงเสบียงอาหารและไพร่พลไปยังประเทศพม่า ดร. เอช อาร์ แวน ฮิกเกอร์เรน หนึ่งในเชลยศึกชาวฮอลันดาที่มาทำงานโบราณคดีที่ประเทศอินโดนีเซียได้ถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟ ได้พบหลักฐานโบราณคดีเป็นเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์บริเวณที่เป็นสถานีรถไฟบ้านเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ภายหลังจากสงครามสงบ ดร.แวน ได้นำเครื่องมือหินที่พบไปให้ศาสตราจารย์ฮัลเลม เอช โมเวียส จูเนียร์ แห่ง มหาวิทยาลัยฮาวาด สหรัฐอเมริกา ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเครื่องมือหินชนิดเดียวกับที่พบที่ประเทศอินโดนีเซียและประเทศจีน

ในปีพ.ศ. ๒๕๐๔ โครงการความร่วมมือไทย - เดนมาร์ก โดยกรมศิลปากรได้ร่วมมือกับคณะสำรวจชาวเดนมาร์ก ทำการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า ถือว่าเป็นการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบครั้งแรกของประเทศไทย

จากนั้นจึงได้มีการศึกษาทางประวัติศาสตร์โบราณคดีในจังหวัดกาญจนบุรีอีกหลายครั้งเช่น

- พ.ศ. ๒๕๐๔ - ๒๕๐๗ สำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า พบเครื่องมือหิน หลุมฝังศพ ภาชนะดินเผาสามขา

- พ.ศ. ๒๕๐๔ ทำการสำรวจและขุดค้นที่ถ้ำพระ อ.ไทรโยค พบโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องมือหิน

- พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้ทำการสำรวจและศึกษาแหล่งภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ ที่ถ้ำรูป เขาเขียว ต.วังกระแจะ อ.ไทรโยค เป็นแหล่งภาพเขียนสีแหล่งแรกที่พบในประเทศไทย

- พ.ศ. ๒๕๑๓ สำรวจถ้ำตาด้วง ใกล้กับเขื่อนท่าทุ่งนา อ.ศรีสวัสดิ์ พบเครื่องมือหินกะเทาะและภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์

- พ.ศ. ๒๕๑๗ สำรวจบริเวณพื้นที่สร้างเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ พบร่องรอยของมนุษย์สมัยหินกลาง เป็นต้น

จากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีจังหวัดกาญจนบุรีพบว่ามีประวัติศาสตร์ดังนี้

กาญจนบุรีสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ยุคหินเก่า มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในสมัยนี้จัดเป็นสังคมล่าสัตว์ ยังไม่รู้จักการทำเกษตรกรรม การอยู่อาศัยแบบเร่ร่อน ไม่มีการตั้งถิ่นฐานแบบถาวร พักอาศัยตามถ้ำและเพิงผาใกล้กับแหล่งน้ำใหญ่ เช่นริมแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อย หลักฐานที่พบได้แก่ เครื่องมือหินกะเทาะที่พบจากแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า

ยุคหินกลาง มีอายุ ๑๐,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว เครื่องมือเครื่องใช้ที่พบจะมีความประณีตมากยิ่งขึ้น การอยู่อาศัยเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานกึ่งถาวรเนื่องจากมีการพบแหล่งฝังศพของคนในสมัยนี้โดยมีการฝังเครื่องมือเครื่องใช้เพื่ออุทิศให้กับผู้ตายด้วย ในยุคสมัยนี้เริ่มมีการพบหลักฐานว่ามีการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนอื่นใกล้เคียงเช่น มีการพบเครื่องมือหินกะเทาะที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องมือที่เรียกว่า โหบินห์เนียน ที่พบครั้งแรกในประเทศเวียดนาม ลักษณะของแหล่งอยู่อาศัยก็จะอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ ตามถ้ำหรือเพิงผาเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่พบหลักฐานว่ามีการทำเกษตรกรรมเพาะปลูกในสมัยนี้ แหล่งโบราณคดีในยุคหินกลางได้แก่ ถ้ำพระ อ.ไทรโยค ถ้ำทะลุ ต.บ้านเก่า เป็นต้น

ยุคหินใหม่ มีอายุราว ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่มีพัฒนาการอีกสมัยหนึ่ง เนื่องจากมีการพบหลักฐานของเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีความประณีตมากขึ้น เช่นเครื่องมือหินก็มีการขัดให้เรียบเพื่อใส่ด้ามทำให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ และในสมัยนี้ยังสามารถผลิตเครื่องปั้นดินเผาใช้ได้ถือว่าเป็นพัฒนาการที่สำคัญของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เนื่องจากการผลิตเครื่องปั้นดินเผาจะต้องใช้ไฟเผาที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่าคนในสมัยหินใหม่นี้รู้จักการใช้ไฟและสามารถควบคุมความร้อนของไฟได้แล้ว และนอกจากนี้ยังมีการพบศิลปะภาพเขียนสีในถ้ำแสดงให้เห็นถึงความเชื่อและพิธีกรรมของคนในสมัยหินใหม่ แหล่งโบราณคดีสมัยหินใหม่ที่สำคัญได้แก่ แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า แหล่งโบราณคดีในเขตอ.ไทรโยค และแหล่งโบราณคดีในเขตอ.ศรีสวัสดิ์ เป็นต้น

ยุคโลหะ มีอายุราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ลักษณะของสังคมในยุคโลหะเป็นพัฒนาการที่สืบเนื่องมาจากชุมชนในสมัยหินใหม่ มีการคิดค้นการทำเครื่องมือเครื่องใช้จากโลหะ และเป็นยุคสมัยที่ปรากฏอิทธิพลจากภายนอกเข้ามาจากการพบภาชนะสำริดและภาชนะดินเผาที่มีลวดลายต่างๆ เครื่องประดับสำริดเช่น ต่างหูสำริด กำไลสำริด และลูกปัดหินสีต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับอินเดียแต่ยังไม่มีการรับอิทธิพลทางศาสนาเข้ามา นอกจากนี้ที่ถ้ำองบะ อ.ศรีสวัสดิ์ ยังพบกลองมโหระทึกที่มีลักษณะคล้ายกับที่พบในวัฒนธรรมดองซอนของเวียดนามและนอกจากนี้ยังพบโลงไม้ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับโลงไม้ที่พบที่ถ้ำผีแมนจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย

กาญจนบุรีสมัยประวัติศาสตร์

ในสมัยประวัติศาสตร์จัดเป็นยุคสมัยที่เริ่มมีตัวอักษรใช้ในพื้นที่ และมีการรับเอาวัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามาเช่น การรับเอาวัฒนธรรมทางด้านศาสนามาจากอินเดีย การติดต่อค้าขายกับประเทศจีนและชาวยุโรป สามารถแบ่งสมัยประวัติศาสตร์ในจังหวัดกาญจนบุรีได้ดังนี้

สมัยทวารวดี มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ เป็นสมัยที่มีการรับเอาแนวคิดด้านพุทธศาสนามาจากอินเดีย และยังรับเอาวัฒนธรรมด้านภาษาและตัวอักษรมาจากอินเดียด้วย

ลักษณะทางสังคมของชุมชนในสมัยทวารวดีสันนิษฐานว่าจะมีความสืบเนื่องมาจากยุคโลหะมีการพัฒนาการทางชุมชนและเริ่มสร้างบ้านแปลงเมือง มีการขุดคูน้ำคันดินเพื่อใช้ในการเกษตรกรรมและป้องกันข้าศึก จากการพบเหรียญเงินที่มีจารึกว่า "ศรีทวารวดีศวรปุณยะ" ซึ่งแปลว่า "พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ" กระจายอยู่ตามเมืองโบราณบริเวณภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย สันนิษฐานว่าชุมชนในสมัยทวารวดีได้มีการนำระบบกษัตริย์จากอินเดียมาใช้และยังเป็นหลักฐานยืนยันว่าในสมัยทวารวดีนี้ได้มีการใช้ระบบเหรียญกษาปณ์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้ากันแล้วด้วย

แนวคิดในเรื่องศาสนาและความเชื่อ ชุมชนในสมัยทวารวดีนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทโดยรับเอาแนวคิดพุทธศาสนามาจากอินเดีย โดยเข้ามาพร้อมกับการค้า และการเข้ามาของศาสนานี้เองที่ทำให้มีการแพร่หลายในเรื่องตัวอักษรและภาษาเข้ามาพร้อมกันด้วย เนื่องจากคัมภีร์ในพุทธศาสนาจะใช้ภาษาบาลีในการเขียนและจะเขียนโดยใช้ตัวอักษรปัลลวะหรือตัวอักษรหลังปัลลวะซึ่งเป็นตัวอักษรอินเดียโบราณในการเขียน มีการก่อสร้างศาสนสถานในทางพุทธศาสนามีทั้งอาคารที่สันนิษฐานว่าใช้ในการประกอบพิธีกรรมและสถูปหรือเจดีย์ใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เช่นฐานอาคารที่เมืองโบราณพงตึก อ.ท่ามะกา ฐานเจดีย์ที่บ้านวังปะโท่ อ.สังขละบุรี เป็นต้น

การติดต่อกับชุมชนภายนอก พบว่าในสมัยทวารวดีมีการติดต่อกับกลุ่มคนจากภายนอกหลากหลายชาติ ได้แก่การติดต่อกับชาวอินเดียจากหลักฐานที่มีการรับเอาแนวคิดด้านศาสนาและการเมืองการปกครองมาจากอินเดีย นอกจากนี้ยังสันนิษฐานว่าชุมชนทวารวดีอาจจะมีการติดต่อกับชาวยุโรปด้วยจากหลักฐานที่มีการพบตะเกียงโรมันสำริดที่เมืองโบราณพงตึก

เมืองโบราณสมัยทวารวดีที่พบในจังหวัดกาญจนบุรีได้แก่ เมืองโบราณพงตึก

- เมืองโบราณดอนตาเพชร ตั้งอยู่ที่ บ้านดอนตาเพชร ต.พนมทวน อ.พนมทวน เป็นเมืองโบราณที่มีพัฒนาการมาจากชุมชนโบราณในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคโลหะ มีอายุราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมาได้มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติและรับเอาพุทธศาสนามาจากอินเดีย และมีการพบลูกปัดหินสีเช่นเดียวกับที่พบในอินเดีย และสันนิษฐานว่าเมืองโบราณดอนตาเพชรนี้จะเป็นศูนย์กลางยุคแรกเริ่มของดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้

- เมืองโบราณพงตึก ตั้งอยู่ที่บ้านพงตึก ต.พงตึก อ.ท่ามะกา เป็นชุมชนสมัยทวารดีมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ สันนิษฐานว่าเป็นเมืองที่มีพ่อค้าชาวอินเดียที่ต้องการจะเข้ามาทำการค้าขายและเผยแพร่ศาสนายังเมืองต่างๆ และได้ก่อตั้งเมืองพงตึกขึ้น ต่อมาเมืองพงตึกได้ถูกทิ้งร้างเนื่องจากการเปลี่ยนทิศทางเดินของน้ำและการเข้ามาของอิทธิพลขอมที่เข้ามายังเมืองโบราณเมืองสิงห์

สมัยอิทธิพลขอม หรือที่เรียกว่า "สมัยลพบุรี" เป็นช่วงที่อิทธิพลของอารยธรรมเขมรโบราณได้เผยแพร่เข้ามาในเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๘ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรมในเมืองโบราณดังกล่าวในเรื่องรูปแบบการสร้างบ้านแปลงเมือง คติในการนับถือศาสนา เป็นต้น

ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ กษัตริย์แห่งเมืองพระนครได้แผ่ขยายพระราชอำนาจมายังบริเวณที่เป็นภาคกลางของประเทศไทย โดยครอบคลุมถึงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีด้วย หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอารยธรรมเขมรโบราณคือปราสาทเมืองสิงห์ จากหลักฐานจารึกที่พบที่ปราสาทพระขรร ประเทศกัมพูชา ได้มีข้อความสรรเสริญพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และการแผ่อิทธิพลของอายรธรรมเขมรในสมัยนี้ ซึ่งพระองค์ได้ประดิษฐาน "ชัยพุทธมหานารถ"[1] เอาไว้ที่เมืองต่างๆ ๒๓ แห่ง ซึ่งชื่อเมืองทั้งหมด ๒๓ ชื่อนี้ นักวิชาการสันนิษฐานว่ามีอยู่ ๖ ชื่อเมืองเป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทยปัจจุบันได้แก่

- เมืองละโวทยะปุระ คือเมืองละโว้หรือเมืองโบราณในเขตลพบุรีปัจจุบัน

- เมืองสุวรรณปุระ คือเมืองสุพรรณบุรี

- เมืองศัมพูกะปัฏฏนะ ยังไม่ทราบชัดเจนว่าเป็นที่ใด แต่มีการพบจารึกบนพระพุทธรูปหินที่เจอในจังหวัดลพบุรีว่า "ศามพูก"

- เมืองชัยราชบุรี คือเมืองราชบุรี

- เมืองชัยวัชรบุรี คือเมืองเพชรบุรี

- เมืองศรีชัยสิงหบุรี คือเมืองสิงห์ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี

จะพบว่าเมืองทั้ง ๕ ยกเว้นเมืองศัมพูกะปัฏฏนะ จะพบสถาปัตยกรรมแบบศิลปะเขมรสมัยบายนทั้งสิ้นได้แก่

- ลพบุรีมีพระปรางค์สามยอด ปรางค์วัดมหาธาตุลพบุรี

- สุพรรณบุรีมีซากโบราณสถานที่ อ.สามชุก

- ราชบุรีมีพระปรางค์วัดมหาธาตุราชบุรี

- เพชรบุรีมีปราสาทวัดกำแพงแลง

- กาญจนบุรีมีปราสาทเมืองสิงห์

จากหลักฐานทั้งจารึกและโบราณสถานทำให้มีความเป็นไปได้ว่า เมืองสิงห์จะเป็นเมืองที่สร้างขึ้นในศิลปะเขมรแบบบายนและเป็นส่วนหนึ่งของการแผ่ขยายอำนาจของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เข้ามายังภาคกลางตอนล่างในเขตดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน

ปราสาทเมืองสิงห์ตั้งอยู่ที่ ต.สิงห์ อ.ไทรโยค มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในศิลปะเขมรแบบบายน ลักษณะเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนานิกายมหายาน สันนิษฐานว่าตำแหน่งที่ตั้งชุมชนเมืองสิงห์นี้มาจากการเป็นเมืองเปลี่ยนถ่ายเส้นทางคมนาคมจากทางบกมาเป็นทางน้ำ เนื่องจากสภาพเส้นทางน้ำจะมีลักษณะที่แคบและไม่สะดวกในการเดินทางโดยเรืออีกต่อไปและจะทำการเปลี่ยนถ่ายการเดินทางจากทางน้ำมาเป็นทางบก จึงมีการตั้งชุมชนในบริเวณนี้และต่อมาจึงได้เจริญขึ้นเป็นเมืองในที่สุด

กาญจนบุรีสมัยประวัติศาสตร์

เมืองกาญจนบุรี (เก่า) ที่ลาดหญ้า

เมืองกาญจนบุรีเดิมตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสา บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแควใหญ่ใกล้เขาชนไก่ ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด จากตำนานพงศาวดารเหนือ ระบุว่า พญากงสร้างเมืองกาญจนบุรีขึ้นในราว พ.ศ. 1350 `และราว พ.ศ. 1550 ขอมแผ่อำนาจมาถึงเมืองอู่ทอง กาญจนบุรีจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลขอม ดังปรากฏหลักฐานให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ปราสาทเมืองสิงห์ เป็นต้น หากกล่าวย้อนถึงกาญจนบุรีในสมัยสุโขทัย เมื่อสุโขทัยเป็นราชธานี เมืองกาญจนบุรีปรากฏชื่อในหลักฐานหรือในศิราจารึกน้อยมาก ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงเมืองใกล้เคียง ในขณะเดียวกันสันนิษฐานได้ว่า กาญจนบุรีในสมัยสุโขทัยอาจไม่มีบทบาททางด้านการทหาร การปกครอง และการติดต่อค้าขาย กาญจนบุรีในสมัยนี้คงเป็นเส้นทางผ่านเมืองกาญจนบุรีไปสู่หัวเมืองต่างๆ ทางตะวันตกเท่านั้น

กาญจนบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1921 - 2310) เมื่อมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (อู่ทอง) เมืองกาญจนบุรีเริ่มมีบทบาทมีความสำคัญเด่นชัดในด้านสงครามพม่ากับไทย มีการทำสงครามกับพม่าทั้งหมด 24 ครั้ง มี 17 ครั้งที่ทำการรบหรือใช้กาญจนบุรีเป็นเส้นทางผ่านทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา คราวสมัยสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพจากพม่า พระองค์ได้เดินทัพจากพม่าเข้าสู่เมืองกาญจนบุรี โดยคลื่นย้ายผู้คนหลายหมื่นคน ข้ามแม่น้ำกษัตริย์ มุ่งหน้าไปยังทางเหนือด่านพระเจดีย์สามองค์ ตรงบริเวณบ้านทิไล่ป้า ลงมายังกาญจนบุรีแล้วปรับขบวนใหม่นำไปยังกรุงศรีอยุธยา กรมป่าไม้จึงได้ประกาศให้เขตนี้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติโดยให้ชื่อว่า เขตอุทยานแห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งอุทยานแห่งนี้ได้รับเป็นป่ามรดกโลก ในคราวที่สมเด็จพระนเรศวรชนช้างกับพระมหาอุปราชาโดยพระมหาอุปราชได้ยกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ผ่านตำบลพนมทวนและทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ณ ดอนเจดีย์ จนกองทัพพม่าแตกพ่ายกลับไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เหตุการณ์ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 ในสมัยของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พม่าได้เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาผ่านด่านเจดีย์สามองค์เข้ามาตีกองทัพอยุธยาที่เมืองกาญจนบุรี จนแตกยับเยิน พม่าได้ยกทัพมาทางลำน้ำแม่กลอง มาตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลลูกแก ตำบลคอกละออม และที่บ้านดงรังหนองขาว คอยปล้นทรัพย์จับเชลยไปจนถึงเมืองราชบุรี และเข้าตีกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ปรากฏตำนานเรื่องขุนช้างขุนแผน โดยกล่าวว่า ภูมิลำเนาเดิมของขุนแผนอยู่ที่บ้านเขาชนไก่ ในตำบลลาดหญ้า อันเป็นที่ตั้งเมืองเก่ากาญจนบุรี (แต่ก่อนเมืองกาญจนบุรีคงขึ้นอยู่กับเมืองสุพรรณบุรี คือ เมืองอู่ทองเก่า) ต่อมาขุนแผนได้เป็นแม่ทัพทำสงครามมีความดีความชอบ ได้เลื่อนยศตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองกาญจนบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็นพระสุรินทร์ฤาชัย ซึ่งเป็นชื่อตำแหน่งเจ้าเมืองกาญจนบุรีในเวลาต่อมา

กาญจนบุรีในสมัยกรุงธนบุรี ในสมัยนี้เกิดสงครามกับพม่าถึง 10 ครั้ง กาญจนบุรีเป็นสมรภูมิอีกหลายครั้ง อาทิ สงครามบางแก้ว ซึ่งมีสมรภูมิรบบางส่วนที่บริเวณบ้านหนองขาวค่ายไทยที่บ้านหนองขาวระดมตีพม่าที่ล้อมค่ายหนองขาวแตกถอยหนีกลับไปสู่แดนพม่า

กาญจนบุรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติในปี พ.ศ. 2325 ทรงย้ายเมืองหลวงจากรุงธนบุรีมาสร้างที่กรุงเทพมหานคร และทำการสมโภชพระนคร เมื่อพระเจ้าปดุงทรงทราบว่าไทยกำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ ได้ยกทัพมารวมพลที่เมืองเมาะตะมะ แบ่งกำลังที่จะมาตีไทยออกเป็น เก้าทัพ ยกเข้ามาตี 5 เส้นทางด้วยกัน คือ

เส้นทางที่ 1 จากเมืองเชียงแสน (จังหวัดเชียงราย) มาสมทบกับกำลังจากเมืองเชียงใหม่

เส้นทางที่ 2 จากเมืองเมาะตะมะเข้ามาทางด่านแม่ละเมา เมืองตาก

เส้นทางที่ 3 จากเมืองเมาะตะมะเข้ามาทางด้านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี

เส้นทางที่ 4 จากเมืองทวายเข้ามาทางด้านบ้องตี้ เมืองกาญจนบุรี

เส้นทางที่ 5 จากเมืองมะริด ทางบอกเข้าทางกระบุรี ซึ่งขณะขึ้นอยู่กับเมืองชุมพร ทางทะเลยกกองทัพเรือเข้ายึดชายฝั่ง เช่น เมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง ที่หมายหลัก คือ เกาะถลาง (ภูเก็ต) ทางบกเข้ายึดนครศรีธรรมราชและสงขลา

กระบวนทัพมี 9 ทัพดังนี้

กองทัพที่ 1 ยกมาทางบกและทางเรือ เข้ามาทางเมืองมะริด เข้าตีปักษ์ใต้ตั้งแต่ชุมพรลงไปถึงเมืองสงขลาส่วนกองทัพเรือให้ตีหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกตั้งแต่เมืองตะกั่วป่าจนถึงเมืองถลาง

กองทัพที่ 2 เป็นทัพตั้งที่เมืองทวาย ยกเข้ามาทางด่านบ้องตี้เขตเมืองกาญจนบุรี มาตีหัวเมืองไทยฝ่ายตะวันตกตั้งแต่เมืองราชบุรี เพชรบุรี ลงไปบรรจบกับกองทัพที่ 1 ที่เมืองชุมพล

กองทัพที่ 3 ยกมาทางเมืองเชียงแสน ให้ลงมาตีเมืองนครลำปางและหัวเมืองตั้งแต่เมืองสวรคโลก สุโขทัยลงมาบรรจบกับกองทัพหลวงที่กรุงเทพมหานคร

กองทัพที่ 4 ตั้งทัพที่เมืองเมาะตะมะเป็นกองทัพหน้าที่จะยกลงมาตีกรุงเทพฯ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์เขตเมืองกาญจนบุรี

กองทัพที่ 5 ลงมาตั้งที่เมืองเมาะตะมะเป็นทัพหนุนที่ 4

กองทัพที่ 6 มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เป็นทัพหน้าที่ 1 ของกองทัพหลวงที่จะยกเข้าตีกรุงเทพฯ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เขตเมืองกาญจนบุรี

กองทัพที่ 7 มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เป็นทัพหน้าที่ 2 ของกองทัพหลวง

กองทัพที่ 8 กองทัพหลวงมีพระเจ้าปดุง พระมหากษัตริย์พม่าเป็นจอมทัพ ลงมาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ หมายจะมาตีเมืองไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เขตเมืองกาญจนบุรี่

กองทัพที่ 9 ยกเข้ามาทางด่านเม่ละเมา เข้าตีตั้งแต่เมืองตาก กำแพงเพชร ลงมาบรรจบกองทัพหลวงที่กรุงเทพฯ

ทั้ง 9 เก้าทัพกำหนดให้เข้าตีกรุงเทพฯ พร้อมกัน 5 ทางทุกทัพใหนเดือนอ้าย ปีมะเส็ง คือ มุ่งมาตีกรุงเทพฯ 5 ทัพ ตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ 2 ทัพ ตีหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก 2 ทัพ สำหรับการเตรียมทัพของฝ่ายไทย ได้กำหนดให้มีการเตรียมทัพออกเป็น 4 กองทัพ คือ

กองทัพที่ 1 กรมพระราชวังหลัง เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์เทเวศร์ เป็นแม่ทัพถือพลบวรมหาสุรสีหนาท เป็นจอมทัพ ไปสกัดทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ เขตเมืองกาญจนบุรี

กองทัพที่ 2 เป็นกองทัพที่ใหญ่ที่สุด ให้สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาท เป็นจอมทัพ ไปสกัดทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เขตเมืองกาญจนบุรี

กองทัพที่ 3 พระยาธรรมา (บุญรอด) กับพระยายมราช นำทัพไปตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี คอยสกัดทัพพม่าที่ยกมาทางหัวเมืองปักษ์ใต้หรือทางเมืองทวาย

กองทัพที่ 4 กองทัพหลวงโดยมีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นจอมทัพจัดเตรียมทัพไว้ที่กรุงเทพฯ เป็นกองหนุน ถ้ากำลังศึกหนักด่านไหนจะยกไปช่วยทันที

การรบในครั้งนี้เป็นชัยชนะที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของไทย การวางแฟนการสู้รบโดยเฉพาะกรมพระราชวังบวรฯ พระอนุชาธิราชจอมทัพที่ได้สู้กับพม่าด้วยพระปรีชาสามารถทั้งๆ ที่มีกำลังที่น้อยกว่าพม่ามากมาย ถ้าหากรักษาเมืองกาญจนบุรีไว้ไม่ได้ ปล่อยให้พม่ายกทัพมาถึงพระนคร เราคงรักษาพระนครไว้ไม่ได้ คงจะต้องถูกพม่าฆ่าฟันและเผาบ้านเผาเมืองเหมือนคราวเสียกรุงศรีอยุธยาและต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ซึ่งต่อมาไม่นานพม่าเองก็เสียเอกราชให้กับอังกฤษ

เมืองกาญจนบุรี (ใหม่) ที่ปากแพรก

เมืองกาญจนบุรีย้ายมาตั้งที่ปากแพรก ริมฝั่งตะวันออกของลำน้ำทั้ง 2 สาย คือ แควใหญ่และแควน้อย โดยครั้งแรกเพียงแต่ปักเสาระเนียดบนเชิงเทิน และต่อมาสร้างเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน พ.ศ. 2374 ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อป้องกันอังกฤษพม่ารามัญและเพื่อค้าขายกับเมืองราชบุรี บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของหลักเมืองกาญจนบุรีอีกด้วย ตามหลักฐานจารึกหลักที่ 142 และ 143 กำแพงเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 200 เมตร ยาว 440 เมตร มีป้อมมุมเมือง 4 ป้อม ทางกำแพงด้านยาวมีป้อม 2 ป้อม คือ ทางหน้าเมืองทำป้อมใหญ่ป้อมหนึ่ง ทางหลังเมืองทำป้อมเล็กป้อมหนึ่ง มีประตู 6 ประตู และประตูช่องกุฏิ 2 ประตู รวม 8 ประตู ภายในกำแพงเมืองไม่มีโบราณสถานแต่อย่างใด มีแต่ศาลหลักเมืองและสถานที่ราชการอยู่ภายในกำแพงเมือง มีวัดขนาบอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านทิศเหนือยมีวัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) ส่วนทางด้านใต้มีวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) ต่อมาได้อพยพควญวนที่นับถือศาสนาพุทธมาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ชาวญวนจังได้ก่อสร้างวัดขั้นชื่อวัด “คั้นถ่อตื้อ” ภายหลังรัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดถาวรวราราม”

เมืองด่าน “รามัญ 7 หัวเมือง” เมืองกาญจนบุรีเป็นเมืองหน้าด่านเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ต่อมาเมื่อย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่กรุงเทพฯ เมืองกาญจนบุรีจึงย้ายมาตั้งที่ปากแพรกหรือลิ้นช้าง นอกจากนี้เมืองกาญจนบุรีเป็นเมืองหน้าด่านแล้ว ในเมืองกาญจนบุรียังมีเมืองด่านเล็กๆ เป็นเมืองด่านชั้นนอกตั้งอยู่ตามรายทางเส้นทางเดินทัพพม่า ซึ่งเมืองต่างๆ เหล่านี้สันนิษฐานว่าเป็นเมืองด่านมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่คงมีไม่ครบทั้ง 7 เมือง

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์จึงมีการแต่งตั้งเจ้าเมืองขึ้นปกครองดูแล เรียกว่า “รามัญ 7 หัวเมือง” หรือเมืองมอญ 7 หัวเมือง เมืองด่านนี้ตั้งอยู่ในลำน้ำแควน้อย 6 เมือง และอยู่ในลำน้ำแควใหญ่ 1 เมือง เจ้าเมืองไม่ได้อยู่ที่เมืองด่านแต่อย่างใด เพียงตั้งกองด่านลาดตระเวนเท่านั้น เจ้าเมืองจะตั้งบ้านเรือนอยู่ที่โพธารามเมืองราชบุรีเมืองด่านทั้ง 7 มีดั้งนี้

เมืองด่าน ทั้งตั้งอยู่ในลำน้ำแควน้อย 6 เมือง

  • เมืองสิงห์ (สิงคลบุรี)
  • เมืองลุ่มสุ่ม
  • เมืองท่าตะกั่ว
  • เมืองไทรโยค
  • เมืองท่าขนุน
  • เมืองทองผาภูมิ (ท้องผาภูม)
  • เมืองท่ากระดาน

เมืองด่าน ที่ตั้งอยู่ในลำน้ำแควใหญ่ 1 เมือง

สำหรับเมืองกาญจนบุรีในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเสด็จประพาสเมืองกาญจนุบรี 5 ครั้ง จนมีความคุ้นเคยกับ

บรรยากาศในจังหวัดกาญจนบุรี และทรงบรรยายถึงความงามตามธรรมชาติในจังหวัดกาญจนบุรี คือ “เพลงเขมรไทรโยค” สำหรับเพลงเขมรไทรโยค นับเป็นบทเพลงอมตะในประวัติศาสตร์ไทยที่มีอายุยืนยาวมากกว่า 100 ปี และเป็นบทเพลงแรกที่มีเนื้อเพลงสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยว เนื้อเพลงได้บรรยายความงามตามธรรมชาติ ทำให้คนที่ได้ฟังเพลงนี้อาจอยากจะมาเที่ยวชม ขอยกตัวอย่างเนื้อร้องเพลงเขมรไทรโยคในปัจจุบัน

บรรยายความตามไท้เสด็จยาตร ยังไทรโยคประพาสพนาสณฑ์

น้องเอย เจ้าไม่เคยเห็น

ไม้ไล่หลายพันธุ์คละขึ้นปะปน ที่ชายชลเขาะชะโงกเป็นโตรกธาร

น้ำพุพุ่งซ่า ไหลฉ่าฉาดฉาน

เห็นตระการ มันไหลจ็อกจ็อกโครมโครม

มันดังจ็อกจ็อก จ็อกจ็อกโครมโครม

น้ำใสไหลจนดูหมู่มัศยา กี่เหล่าหลายว่ายมาก็เห็นโฉม

น้องเอย เจ้าไม่เคยเห็น

ยินปักษาซ้องเสียงเพียงประโคม เมื่อยามเย็นพยับโพยมร้องเรียกรัง

เสียงนกยูงทอง มันร้องโด่งดัง

หูเราฟัง มันดังกระโต๊งห่ง

มันดังก๊อกก๊อก ก๊อกก็อกกระโต๊งห่ง

กาญจนบุรีสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (สงครามมหาเอเชียบูรพา) เหตุการณ์เริ่มต้นจากที่ญี่ปุ่นเข้าโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาที่เพิร์ลฮาเบอร์แบบสายฟ้าแลบ ตอนเช้าตรู่ของวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 หลังจากถล่มเพิร์ลฮาเบอร์จนราบ ได้บุกเข้าโจมตีประเทศต่างๆ ในเอเชียบูรพา และได้ยกพลขึ้นบกทางตอนใต้ของไทยตั้งแต่สมุทรปราการ ชุมพล สงขลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี รุ่งขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2484 รัฐบาลไทยกับญี่ปุ่นตกลงหยุดรบกัน ญี่ปุ่นยื่นคำขาดต่อรัฐบาลไทยขอสร้างทางรถไฟผ่านไปยังประเทศพม่า เพื่อเป็นฐานทัพรุกเข้าไปในอินเดีย ซึ่งขณะนั้นอยู่ในการปกครองของอังกฤษ จอมพล ป พิบูลสงคราม นากยกรัฐมนตรีของไทย จำเป็นต้องตกลงและยินยอมตามข้อเสนอของกองทัพญี่ปุ่น และร่วมลงนามในข้อตกลงการสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างไทยและพม่า กาญจนบุรีจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สงครามครั้งนี้ เพราะญี่ปุ่นได้สำรวจเส้นทางรถไฟจากหนองปลาดุกจังหวัดราชบุรี เข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีมุ่งสู่เมืองถั่นบูซายัตประเทศพม่า ทหารญี่ปุ่นได้เกณฑ์เอาพวกทหารเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และฮอลแลนด์ บรรทุกรถไฟผ่านมาเลเซียเข้ามายังประเทศไทยที่สถานีหนองปลาดุก และส่วนหนึ่งต้องเดินเท้าไปสร้างทางรถไฟที่เมืองกาญจนบุรี ในป่าลึกอันตราย การสร้างทางรถไฟมีความยุ่งยากมาก เพราะสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาและป่าดงดิบ มีทั้งสัตว์ป่าและไข้มาลาเรียอยู่มากชีวิตความเป็นอยู่ของเชลยทรมานและต้องทำงานหนัก ประกอบกับการที่ทหารญี่ปุ่นบังคับให้เชลยศึกและคนงานทำงานตลอดทั้งวันทั้งคืน จึงทำให้ผู้คนต้องสูญเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากนับแสนคน จนได้ขนานนามทางรถไฟสายนี้ว่า “ทางรถไฟสายมรณะ” ญี่ปุ่นต้องการให้แล้วเสร็จภายใน 11 เดือน สำหรับการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว บริเวณบ้านท่ามะขาม เหนือเมืองกาญจนบุรีราว 2 กิโลเมตร เป็นอนุสรณ์สงครามอันยิ่งใหญ่ เดิมสร้างเป็นสะพานไม้เพื่อเร่งลำเลียงสิ่งของสัมภาระข้ามไปยังอีกฝั่ง ต่อได้สร้างเป็นสะพานคอนกรีตถือว่าเป็นงานยากยิ่งของการสร้างทางรถไฟสายนี้ ญี่ปุ่นได้ทุ่มกำลังแรงงานเชลยศึกอย่างมหาศาล เพื่อให้เสร็จทันก่อนสิ้นปี พ.ศ. 2486 เมื่อระดับน้ำลดลงปลายเดือนพฤศจิกายน ก็เริ่มสร้างสะพานคอนกรีตโดยใช้เวลา 7 เดือน คือ เสร็จสิ้นในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2486 มีความยาวประมาณ 300 เมตร กรรมกรเหล่านี้ต้องพบกับความยากลำบาก กรรมกรต้องสูญเสียชีวิตกว่าแสนคน ในจำนวนแรงงานที่ถูกเกณฑ์ 300,000 คน



[1] ปัจจุบันยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า ชัยพุทธมหานารถคืออะไร แต่ความเห็นนักวิชาการส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าจะเป็นพระพุทธรูปนาคปรกที่มักจะพบในปรางค์ประธานของปราสาทหินศิลปะเขมรในสมัยบายน เช่นที่ ปราสาทหินพิมาย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ประเทศไทย



ความเห็น (0)