ทำบุญข้าวสาก

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2558 ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีทำบุญข้าวสาก หรือสลากภัตต์ หรือบุญเดือนสิบ กับ ชมรมชาวอีสานล้านช้าง ณ คณะ 14 วัดชนะสงครามวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นประเพณีของชาวอีสาน ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ได้จัดพิธีดังกล่าวมาทุกปี เพื่อสืบสานประเพณ๊ให้คงอยู่คู่กับเมืองไทยตลอดไป


ในพิธีมิกจกรรม ทำบุญ ฟังเทศนา และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ โดยญาติจัดทำภัตตาหารผูกปิ่นโต คนละ 1 ชุด นำมาถวายพระสงฆ์ เมื่อมาถึงแล้ว จะมีการติดป้ายหมายเลข พร้อมเงินทำบุญ เพื่อใหเพระสงฆ์จับสลาก


ก่อนจะมีการถวายภัตตาหาร มีการไหว้พระ รับศีล มีเทศนา 1 กัณฑฺ์โดยท่านเจ้าอาวาสวัดลานนาบุญ เป็นองค์แสดง ต่อจากนั้นพระสงฆ์ได้สวดถวายพรพระ กล่าวคำถวายสลากภัตร และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ หลังจากนั้นญาติโยมนำสลากภัตต์ไปวาง เพืออุทิศให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ให้กับเปรต และวิญญาณทั่วไป


ชาวอีสานพากันนำสลากไปวาง แลอุทิศให้กับบรรพชน เปรต และวิญญาณทั่วไป

สำหรับประวัติความเป็นมาของการทำบุญข้าวสาก มีดังนี้

...ในสมัยหนึ่งพุทธองค์ได้เสด็จไปกรุงพาราณสี ในคราวนี้นบุรุษเข็ญใจ พาภรรยาประกอบอาชีพตัดฟืนขายเป็นนิตย์เสมอมาเขาเป็นคนเลื่อมใสพระพุทธศาสนายิ่งนัก วันหนึ่งเขาได้ปรึกษากับภรรยาว่า "เรายากจนในปัจจุบันนี้เพราะไม่เคยทำบุญ-ให้ทาน รักษาศีลแต่ละบรรพกาลเลย ดังนั้นจึงควรที่เราจักได้ทำบุญกุศล อันจักเป็นที่พึ่งของตนในสัมปรายภพ-ชาติหน้า"

ภรรยาได้ฟังดังนี้แล้ว ก็พลอยเห็นดีด้วย จึงในวันหนึ่งเขาทั้งสองได้พากันเข้าป่าเก็บผักหักฟืนมาขายได้ทรัพย์แล้วได้นำไปจ่ายเป็นค่าหม้อข้าว 1 ใบ หม้อแกง 1 ใบ อ้อย 4 ลำ กล้วย 4 ลูก นำมาจัดแจงลงในสำรับเรียบร้อยแล้วนำออกไปยังวัด เพื่อถวายเป็นสลากภัตตทานพร้อมอุบาสกอุบาสิกาเหล่าอื่น สามีภรรยาจับสลากถูกพระภิกษุรูปหนึ่งแล้วมีใจยินดี จึงน้อมภัตตาหารของตนเข้าไปถวายเสร็จแล้วได้หลั่งน้ำทักษิโณทกให้ตกลงเหนือแผ่นปฐพีแล้วตั้งความปรารถนา

"ด้วยผลทานทั้งนี้ข้าพเจ้าเกิดในปรภพใดๆ ขึ้นชื่อว่าความยากจนเข็นใจไร้ทรัพย์เหมือนดังในชาตินี้ โปรดอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าทั้งสองเลย ขอให้ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติและมีฤทธิ์เดชมาก ในปรภพภายภาคหน้าโน้นเถิด" ดังนี้

..ครั้นสองสามีภรรยานั้นอยู่พอสมควรแก่อายุขัยแล้วก็ดับชีพวายชนม์ไปตามสภาพของสังขาร ด้วยอานิสงฆ์แห่งทานสลากภัต จึงได้ไปเกิดเป็นเทพบุตร เทพธิดาในดาวดึงส์สวรรค์ เสวยสมบัติทิพย์อยู่ในวิมานทองอันผุดผ่องโสภาตระการยิ่งนัก พร้อมพรั่งไป ด้วยแสนสุรางค์นางเทพอัปสรห้อมล้อมเป็นบริวาร มีนามบรรหารว่า "สลากภัตตเทพบุตรเทพธิดา"

..ครั้นจุติเลื่อนจากสวรรค์แล้วก็ได้ลงมาเกิดเป็นกษัตริย์ในเมืองพาราณสี มีพระนามว่าพระเจ้าสัทธาดิส เสวยราชสมบัติอยู่ 84,000 ปี ครั้นเบื่อหน่ายจึงเสด็จออกบรรพชา ครั้นสูญสิ้นชีวาลงแล้วก็ได้ไปเกิดในพรหมโลก และต่อมาก็ได้มาอุบัติเป็นพระตถาคตของเรานั่นเอง

นี่คืออานิสงฆ์แห่งการถวายสลากภัตต์ นับว่ายิ่งใหญ่ไพศาลยิ่งนัก สามารถอำนวยสุขสวัสดิ์แก่ผู้บำเพ็ญทั้งชาติมนุษย์และสวรรค์ ในที่สุดถึงความเป็นพระพุทธเจ้าได้(จาก...http://www.phibun.com)


แม่ครัวร่วมด้วยช่วยกันทำภัตตาหารถวายแด่พระภิกษุและสามเณร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วัฒนธรรมท้องถิ่น



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

วันนี้คุณมะเดื่อก็ไปทำบุญวันสารทไทยมาจ้ะ

ภาคกลางเรียกว่า สารทไทย แต่ว่า ในแต่ละ

ภาคก็คงเรียกแตกต่างกันไปนะจ๊ะ