เข้าพรรษา (43) ; เข้าวัดตัดใจ

Ka-Poom
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
บางครั้งการไปนอนที่วัด ก็คิดถึงบ้านคิดถึงแม่ แม้อายุสี่สิบกว่าแล้ว แต่เวลาที่คิดถึงแม่จิตดวงนี้ก็ยังคงเป็นเด็ก อีกนานกว่าจะเติบโต แต่ฝึกฝนตนเองมาได้ขนาดนี้ก็พอใจแล้ว ...สภาวะจิตอ้างว้างว้าเหว่ไม่มี มีแต่ความเต็มอิ่มที่มากขึ้นเพิ่มขึ้นตามเวลา

วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๘

...

เช้าวันนี้ไม่ได้เตรียมอาหารไปวัด แม่ถามว่า "ทำไม"...ยิ้มและตอบแม่ว่า "ตื่นสาย..."

รู้สึกตัวตื่นตีห้ากว่าแล้ว และใคร่ครวญในตนเอง อยากทานข้าวที่บ้านด้วย

พักหลังทานข้าวเช้าที่บ้านบ่อยขึ้น แต่ถ้าวันไหนไปวัดไปถวายจังหันด้วย ก็จะหิ้วปิ่นโตไปทานที่วัดด้วยก่อนไปทำงาน

การทำงานวันนี้...สบายๆ เป็นวันศุกร์ที่กิจกรรมส่วนใหญ่ก็จะเป็นเคลียร์งานเดิมและเตรียมงานใหม่สำหรับสัปดาห์หน้า

ที่ทำงานเรามักจะมีกิจกรรมกุ๊กกิ๊กแบบเป็นความสุขเล็กๆ ร่วมกันเสมอ ...เช่น ในเวลาทานข้าว

และพี่ๆ น้องๆ ร่วมงานก็มักจะปรับเวลาทานข้าวกลางวันเร็วขึ้น ก่อนเที่ยงเพื่อให้ข้าพเจ้าไม่บกพร่องในศีลปฏิบัติ

จากที่ตั้งใจทานมื้อเดียว ก็ได้เสียความตั้งใจไปหลายครั้ง ด้วยใจอ่อน ทั้งๆ ที่บางครั้งไม่หิวแต่ก็อยากมีกิจกรรมเล็กๆ ร่วม หรือบางครั้งก็หิวก็จะเป็นตัวตั้งตัวตีชวนคนอื่นทาน... แต่ไม่ว่าอะไรก็ตาม "ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นดีเสมอ...ได้เรียนรู้ใจตนเองผ่านการกระทำ"

แต่ถ้าวันไหนนอนที่วัด...การทานมื้อเดียวทำได้อย่างง่ายชัดเจนและมั่นคง

แต่ชีวิตที่เป็นดั่งเหยียบเรือสองแคมนี้ ...บางครั้งข้าพเจ้าก็มักยืดหยุ่นที่ไม่ทำให้ตรงเองดูเครียดมากเกินไปแต่ก็ต้องไม่ผิดศีล

"ชีวิตเป็นดั่งงานศิลปะที่เราสรรค์สร้างได้ภายใต้ครรลองแห่งมรรค"

ถ้าในทางปฏิบัติ ก็อาจหมายถึงกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในดวงจิตที่ทำให้หมุนวนอยู่นั่นเอง ที่สุดก็อาจเป็นเพียงข้ออ้างที่เราให้เหตุผลตนเอง...

ตกตอนเย็น...

เตรียมตัวเข้าวัด ...แม่ไปเดินออกกำลังกายกับพี่ใยเพื่อนบ้าน ไปสักพักก็กลับ ข้าพเจ้าก็ยังคงได้กราบลาแม่ก่อนเข้าวัด

"ฝึกตัดอาลัย"...

บางครั้งการไปนอนที่วัด ก็คิดถึงบ้านคิดถึงแม่ แม้อายุสี่สิบกว่าแล้ว แต่เวลาที่คิดถึงแม่จิตดวงนี้ก็ยังคงเป็นเด็ก อีกนานกว่าจะเติบโต แต่ฝึกฝนตนเองมาได้ขนาดนี้ก็พอใจแล้ว ...สภาวะจิตอ้างว้างว้าเหว่ไม่มี มีแต่ความเต็มอิ่มที่มากขึ้นเพิ่มขึ้นตามเวลา

เมื่อถึงคราวที่เหมาะ ...ก็คงเต็มภูมิเต็มรู้ในดวงจิต

หน้าที่เมื่อไปถึงที่วัด สิ่งแรกที่ทำคือ ...การกางมุ้งที่กุฏิ

เป็นการกางมุ้งแบบที่ใช้สมัยก่อน (หรือสมัยนี้ก็ยังมีใช้แบบมีหูสี่หูแขวนตะปู) ก่อนหน้าข้าพเจ้ากางกลดนอน แต่เมื่อบ่อยครั้งที่แมลงและสัตว์เล็กๆ เข้าไปได้ ก็เลยเปลี่ยนเป็นมุ้งที่เย็บพื้นแบบแมลงและสัตว์เข้าไม่ได้ แต่ข้อเสียคือ ทำให้หลับเพลินตื่นยาก การนอนกางกลดทำให้มีสติตลอดการนอน ไม่ใช่นอนแบบหลับใหล...

แต่ก็คงต้องฝึกตนเองให้ได้ว่า ...ไม่ว่าจะนอนเช่นไร ก็ให้มีความตื่นตัวรู้ในตนเอง

การเข้าวัดก็เป็นความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านอีกหลังหนึ่งที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นใจและปลอดภัย แม้ทางกายภาพจะเต็มไปด้วยป่าและความมืด แต่ในความรู้สึกกลับไม่เปลี่ยวเวิ้งว้างตาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชีวิตและวิถีแห่งธรรม(ชาติ)



ความเห็น (0)