เข้าพรรษา (26) ; สติแน่วๆ แต่ก็ยังหลุด

Ka-Poom
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

เข้าพรรษา (26) ; สติแน่วๆ แต่ก็ยังหลุด

เช้านี้พลังชีวิตค่อนข้างดี ตื่นขึ้นมานั่งสมาธิภาวนาจากนั้นก็ทำวัตรเช้า..ร่างกายก็กระฉับกระเฉง

ตัวรู้ภายในหรือเสียง inner-voice บอกถึงเรื่องการถอนพิษ...ในการสภาวะภูมิแพ้นั่นหมายถึงความบกพร่องในการทำงานของภูมิชีวิตส่งผลต่อสารชีวเคมีต่างๆ ในร่างกายเสียสมดุล ...

"การทานยาอย่างเดียวอาจไม่พอ" นี่เป็นความคิดที่ปรากฏในรุ่งเช้านี้ คล้ายเป็นเสียงภายในที่ผลุดขึ้นมายืนยันให้แน่ใจชัดเข้าไปอีกว่าในการเยียวยา ใช้ยา …ร่วมกับการแนวทางการปฏิบัติตนเอง ดั่งเช่นที่ข้าพเจ้า เลือกใช้แบบแผนตามแนวทางแพทย์วิถีธรรมหลักสมดุลร้อนเย็น … สมาธิภาวนาร่วมกับการเดินจงกลม

พอความคิดที่ผลุดหยุดเพียงเท่านี้...

กิจวัตรก็ดำเนินไปตามปกติ เตรียมอาหารไปวัดเพื่อถวายจังหัน ข้าพเจ้ามีความมุ่งมั่นมากในการฝึกฝนตนเองในเรื่องนี้และดำเนินต่อเนื่องมาได้ถึงปีที่ ๗ ที่วัดป่าหนองไคร้...ไม่รวมช่วงเวลาที่อยู่ขอนแก่นแล้วเดินทางไปวัดป่าบ้านตาด แต่ถ้ารวมกันแล้วก็ประมาณสิบปี ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขใดใดเกิดขึ้น ข้าพเจ้าก็จะพิจารณาใคร่ครวญและหาทางออกที่เหมาะสม ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น ดั่งเช่นในช่วงนี้ ในช่วงเวลาวันจันทร์และวันพฤหัสบดี งดไปเพราะตั้งใจไปทำงานหน้างานของตนเอง ข้าพเจ้าก็ไหว้วานแม่รีช่วยเป็นผู้นำอาหารถวายแด่พ่อแม่ครูบาอาจารย์แทน …

ทักษะการหมุนวนปรับเปลี่ยน … เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้มาจากการปฏิบัติภาวนาฝึกฝนตนเอง "ภาวนาได้พัฒนาเป็น" คือ คำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ข้าพเจ้ายึดถือมาเป็นกำลังใจเสมอ

วันนี้เมื่อนำอาหารไปถวายถึงวัด มีพ่อค้ำและแม่รีมาช่วยยกหม้ออาหาร ตลอดหกเจ็ดปีมานี่มีพ่อค้ำที่มีเมตตาและน้ำใจคอยช่วยยกหม้อสม่ำเสมอมิได้ขาด ไม่ได้ทำด้วยเสน่หา หรือประจบแต่เป็นน้ำแห่งจิตใจที่พ่อค้ำมีอยู่ แม้ช่วงหนึ่งจะมีคนพยายามใส่ความไม่ดีต่อพ่อค้ำ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ศรัทธาต่อการมาวัดของท่านหยุดลงได้ …

แม้บางวันไม่เจอพ่อค้ำ … ข้าพเจ้าก็จะยกหม้อขึ้นลานธรรมเอง ซึ่งในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่าสามหม้อขนาดกลาง เพราะจะมีอาหารที่แม่ทำด้วย ดังนั้นการทำบุญถวายอาหารจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ที่บ้านจึงไม่ได้นิมนต์เลี้ยงพระบ่อยนัก เพราะถือว่านี่เป็นกิจที่ทำอยู่เป็นเนืองนิจอยู่แล้ว

ถึงที่ทำงานเป็นเวลาที่ไม่สายประมาณแปดโมงกว่าถึงแปดโมงครึ่ง สมัยก่อนจะอยู่รอฟังเทศน์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ แต่มาได้คิดว่าเกิดการเบียดเบียนหน้าที่การงาน เลยงดกิจกรรมนี้จะทำเพียงแค่นำอาหารไปถวายและรับทานอาหารที่วัดเลยก่อนเข้าที่ทำงาน เวลาก็ได้ลงตัวพอเหมาะพอดี

การทำงานวันนี้จิตนิ่วแน่วๆ ดีมาก จดจ่ออยู่กับการงานที่ทำ และดูเหมือนได้หลายชิ้นงานด้วย

แต่มาหลุดสัจจะก็ตอนที่ทานอาหารอีกมื้อก่อนเที่ยงนั่นเอง เพราะความตั้งใจในพรรษานี้ คือ ทานมื้อเดียว …ด้วยเหตุผลที่ดีที่สร้างขึ้นทำให้เผลอสติทานครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่ในยี่ห้าวัน (ไม่ไหวเลย...ทั้งๆ ที่ไม่หิวแต่ก็หลุดใจทานไปเสียนี่)...

พอเลิกงาน...

กลับเข้าวัด สู่ทางเดินจงกลม แม้อากาศร้อนและยุงเยอะ แต่ดูเหมือนวันนี้ยุงเขาจะไม่มาวุ่นวายกัด ทำให้การเดินวันนี้จิดแน่วแน่ดีมาก ทำให้ได้รู้สึกตัวกับความพลั้งเผลอไปทานอาหารเป็นสองมื้อ … รู้ รับ เข้าใจ ..และเดินทางต่อไปทางภายใน

หลังออกจากทางจงกลม ได้มาเจอเด็กๆ สังกะลีที่วัด ภูมิ ทุ่ง บอย นั่งมองพัฒนาการชีวิตของพวกเขาและชื่นใจ จากที่เคยเห็นตัวเล็กๆ เป็นเด็ก ตอนนี้โตเป็นหนุ่ม และค่อนข้างนิ่ง ได้ความ ได้การงาน การถูกบ่มเพาะจากพระอาจารย์ทำให้การเติบโตของพวกเขาภายนอกดูเหมือนเป็นปกติ แต่สภาวะภายในนั่นนิ่งแตกต่างๆ จากเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน

คุยกับเด็กๆ สักพักก็กลับเข้าบ้านไปนอนเป็นเพื่อนแม่ อยู่กับแม่

แต่ก็ยังคงทำข้อปฏิบัติ …ทำวัตรเย็น และนั่งสมาธิภาวนา

25 สิงหาคม พ.ศ.2558

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชีวิตและวิถีแห่งธรรม(ชาติ)



ความเห็น (0)