​เกษียณราชการอย่างมีคุณค่าของคนวัยใกล้ฝั่ง วัยนั่งใกล้ห้วย

เกษียณราชการอย่างมีคุณค่าของคนวัยใกล้ฝั่ง วัยนั่งใกล้ห้วย

**** ผมเคยร่วมทำงานกับชมรมผู้สูงอายุ หรือชมรมข้าราชการบำนาญ เห็นภาพแล้วดูดี มีคุณค่า คลังมันสมอง จากตำแหน่งสูงสุด ยศนายพลเอก ผู้ว่าราชการจังหวัด รอง ผวจ.ตำรวจ นายอำเภอ ครู ทหาร ข้าราชการพลเรือน คุยกันถึงความหลัง “คนแก่” *** “มักจะชอบของขม ชมเด็กสาว เล่าความหลัง หนังตาเหี่ยว เยี่ยวรดหัวแม่เท้าตนเอง” ****วันที่ 30 กันยายน เวลา 24.00 น.คือการสิ้นสุดของการเป็นข้าราชการ.....จากฟ้า จากดาว สู่ดิน..คืนหัวโขน ยศฐาบันดาศักดิ์...เหลือไว้เพียงความทรงจำ...

*******ข้าราชการเกษียณทั้งหลาย... “อย่าคิดค้าขาย อย่าหมายเลือกตั้ง อย่างหวังเงินส่วย อย่าคิดรวยทางลัด เข้าวัดฟังธรรม เถอะครับ” .....หลายคนล้มเหลวเพราะการเมือง...เกษียณอายุราชการ มาลงเลือกตั้ง...ทำนองไม่เชื่อ “ใคร”...โบราณสอนไม่เชื่อ...ที่ว่า...อยากยากให้เป็นนาย อยากซำบายให้เป็นลูกน้อง อยากจองหองให้เฮียนกฎหมาย อยากฉิบหายให้เล่นการเมือง”...อยากรุ่งเรืองให้ถือศีลห้า...แต่บางคนไปฉิบหายเพราะเรื่องนี้...อยากยากให้เป็นนายคน อยากสาระวน ให้มีเมียน้อย อยากถูกป้อยให้ไปขี้ใส่สวนคนเขา หรือไปขี้ใส่หนทาง(ถนน)...ตอนเริ่มต้นรับราชการอยู่กินกับเมียบังเกิดเกล้า...พอตำแหน่งใหญ่โต...ไปอยู่กินกับเลขาหน้าห้องบ้าง..เพื่อนต่างวัยที่เรียกว่า “กิ๊ก”...สุดท้ายถึงวันมอดม้วยมรณังสังขารา....หาเจ้าภาพฌาปณกิจศพไม่ได้... พิธีกรงานศพ..อ่านประวัติผู้วายชนม์ อ่านไปอมยิ้มไป...คนดี 4 โมงเย็น..ก่อนทอดผ้ามหาบังสุกุล..เพราะมันขัดหรือมันฝืนต่อความรู้สึกจริงๆพับผ่าซิ****

********เริ่มต้นรับราชการพร้อมกัน การศึกษาเท่าหรือต่างกัน อายุมากน้อยต่างกัน แต่จุดจบไม่เหมือนกันเมื่อครบ 60 ปีบริบูรณ์ สุดท้ายคืนสู่สามัญชน เครื่องแบบข้าราชการ ที่ทุกท่านภาคภูมิใจ ถูกเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า ไม่มีวันที่จะได้สวมใส่อีกเลย นอกจากลูกหลานที่เห็นว่าท่านรักท่านชอบ “เขาจะสวมให้ท่านตอนที่ไม่มีลมหายใจ” ...ยศและลาภหาบไปไม่ได้แน่ เว้นเพียงแต่ต้นทุนบุญกุศล ทิ้งสมบัติทั้งหลายให้ปวงชน แม้แต่ร่างของตนเขายังเอาไปเผาไฟ..... ตอนเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า ใยมัวเมาโลภลาภทำบาปใหญ่ มามือเปล่าแล้วเจ้าเอาอะไร เจ้าจงไปมือเปล่าเหมือเจ้ามา....

***“สุดแสนเสียดายเมื่อตายใช้เงินยังไม่หมด สุดแสนรันทดใช้เงินหมดแต่ยังไม่ตาย” ต้องดูสังขารและวัยของตนเองด้วย จะรับบำเหน็จหรือบำนาญ บางคน 3 วันเสียชีวิต ลูกเมียได้แต่บ่นตามหลังว่า “เอาบำนาญไม่ดูสังขารตนเอง” บางคนเอาบำเหน็จ เงินก้อนโต ใช้เงินหมดตั้งแต่ปีแรก แต่มีอายุยืนแบบเฒ่าขี้โรคไปถึง 90-100 ปี ลูกหลานก็แช่งชักหักกระดูกอีกนั่นแล เป็นอดีตข้าราชการที่ไร้คุณภาพ เป็นภาระของสังคม.....

ท่านปิยะ โสนะชัย ข้าราชการบำนาญ เล่าให้ฟังว่า คืนความสุขให้ตนเอง เข้าวัดฟังธรรม อย่าเป็นคนรู้มาก ฟังให้มาก ปล่อยวาง เป็นปุถุชนคนหนึ่ง “คนหนุ่มสาวมองไปข้างหน้าด้วยความหวัง คนแก่คนชรามองกับคืนข้างหลังด้วยความเสียดาย” ก่อนเกษียณต้องเตรียมตัว เตรียมใจ เกษียณอายุราชการในบ้านพักหลวง ลำบากแน่ หากไม่เตรียมใจ วันแรกที่หมดอำนาจวาสนา บารมี มันคือความทุกข์ที่สุดในโลก ข้าทาสบริวารหายไปหมด.....

*****“ อย่าเอาเงินอนาคตมาใช้ให้มากนัก เงินกู้สหกรณ์ ธนาคาร เครื่องประดับ เครื่องอำนวยความสะดวก บัตรเคดิต มันคือทางวิบัติ สิ่งที่ควรปฏิบัติคือการถือศีลห้า โดยเฉพาะข้อสุดท้าย คือการดื่มสุรา เป็นที่มาของ การผิดศีลข้อ 1.การฆ่าสัตว์ 2.การลักทรัพย์ 3.การพูดเท็จ 4.การประพฤติผิดในกาม เพราะเหล้าเข้าปากความยากบ่มี เงินกะหลายกฎหมายกะฮู้ ข้าวอยู่เล้าเต็มล้นอั่งสาง ความกล้าหาญสูง แต่การครองสติมันต่ำ ผิดศีลข้อ 5 จึงเป็นที่มาของการทำผิดข้อ 1-4....

***********จงเตรียมตัว เตรียมความพร้อม ทั้งร่างกาย ข้าราชการที่จิตใจดีจิตใจงดงาม เมื่อวัยเกษียณลูกน้องเดินทางมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ “ข้าราชการ” ที่เป็นเจ้านายแบบบ้าอำนาจ ขาดสังคม ข่มผู้น้อย คอยจับผิด คิดแต่ประจบ คบแต่เศรษฐี เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น เจ้านายแบบนั้นลูกน้องไม่หันหน้าไปมอง พบที่ตลาดยังเดินชนจังๆกะให้ล้มใส่หม้อน้ำมันทอดปลาตั้งโก๋ด้วยซ้ำ “ข้าราชการที่มีธรรมในหัวใจจะมีคนรักจนวันตาย”

*********วชร.มะน๊องมะแน๊ง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เกษตรสิงขร101



ความเห็น (0)