เอี๊ยด...ด.....ด.....ด...........(เฮ้อ....รอด)

อ่านชื่อเรื่อง สงสัยไหมค่ะ ว่าวันนี้จะมาแบ่งปันประสบการณ์เรื่องอะไร ใครอยากทายบ้าง.............ไม่รอดีกว่าค่ะฮ่าๆๆ ประสบการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเย็น เป็นประเด็นร้อนของบ้านเรา อยากแบ่งปันเพราะอยากชวนกันให้เป็นถึงความเป็นธรรมดา ถึงจะฝึกฝนวิชา ฝึกสติมาบ้างก็ใช่ว่าจะจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดีมากทุกครั้งไป มันก็มีร้อน มีหลุดกันบ้างเนาะ

เมื่อเย็นวานไปรับลูกชายกับจากเรียน ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงการสอบกลางภาคเรียน สถานการณ์ในบ้านในเรื่องการความร้อนใจ อึดอัดกับการสอบนั้น อยู่ในเกณฑ์ปกติ คือไม่ร้อน ไม่เย็น มีจูงใจ ขักชวนให้อ่านทบทวน แต่ถ้าไม่อ่านก็แล้วแต่เขา เพราะปัญหาของเขา ไม่ใช่ปัญหาของเรา แม่ดาวคิดเช่นนี้ ปล่อยให้เขาเรียนรู้ผลการกระทำของเรา โดยมีเราอยู่ข้าง ๆ ซึ่งหากถามว่าเขาอ่านไหม ทบทวนแค่ไหน ก็ตอบเลยค่ะว่าแทบไม่อยากจะอ่าน แต่ก็ยอมอ่าน ยอมทบทวนบ้าง แบบต้องไฟลนก้น เรื่องการเรียนไม่ห่วงลูกมากนัก เพราะเท่าที่ทราบมาจากการคุยกับลูก ครู เพื่อนลูก และจากการดุเขาทำการบ้าน ก็คิดว่าเขาเข้าใจบทเรียน เพียงแต่บางอย่างก็ยากมาก เนื้อหาก็เยอะมากๆๆ ต้องอาศัยการทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ต้องท่องเยอะ ๆ วิชาเหล่านี้นี่แหละคือปัญหาของเขา เข้าใจแต่ไม่อยากจะทบทวน อยากเล่น ยิ่งช่วงนี้กำลังฮิตกับการเตะฟุตบอลกับเพื่อนแถวบ้านอีกด้วย

เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา นั้นคือความคิดเห็นส่วนตัวของแม่คนนี้ เมื่อวานขึ้นรถได้สักพักสลบ หลับแบบแม่งง แรก ๆ ก็ยังได้ยินเสียงเจื้อยแจ้ว เล่าเรื่องโน้น เรื่องนี้ หันไปอีกที หลับแบบหมดสภาพมาก ดูอาการท่าจะเหนื่อยมากนะวันนี้(แอบคิดในใจ) ขับจนถึงบ้านปลุกก็ยังไม่ตื่น เลยปล่อยให้นอนต่อ แม่ก็นั่งอ่านโน้นนี่รอไป ผ่านไปสักเกือบ 2 ชั่วโมงได้ ก็เลยตัดสินใจปลุก เป็นเรื่องงอแง โวยวาย อะไร ๆ ก็ไม่เอา หากเป็นวันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่วันนี้เจอแบบนี้แม่ดาวคงสบายมาก ด้วยเมื่อคืนก่อนนอนเที่ยงคืนได้ และต้องตี่นแต่เช้ามืดเตรียมอาหาร งานบ้าน และพิเศษคือรีดผ้าเยอะมากๆๆๆ แม่ก็เหนื่อยกายมากเช่นกันค่ะ ดังนั้นเมื่อลูกที่เหนื่อยมาก มาเจอกับแม่ที่เหนื่อยมาก ก็ไม่ยากที่จะคาดเดาใช่ไหมค่ะฮ่าๆๆๆ

มีการปะทะคารมกัน แต่ไม่เหมือนสมัยยังไม่ได้ฝึกตนนะคะ คือพอเดือดก็รู้ รู้ก็ลด สักพักเดือดอีก เดือดก็รู้ รู้ก็ลด วน ๆ ไปสักพัก ลูกก็ป่วนไม่เลิก พาลไปทุกสิ่งอย่าง นี่แหละคะ โลกภายนอก สะท้อนโลกภายใน เมื่อใดที่ใจภายในเราไม่สามารถสงบเย็นได้อย่างแท้จริง โลกภายนอกก็จะเดือดปุดๆๆ ระอุเช่นนี้ ตอนนั้นเริ่มรู้สึกตัวแล้วค่ะว่า หากอยุ่ในกสถานการณ์เช่นนี้ต่อไป ตัวเราต้องระเบิดแน่ ๆ ต้องตีฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้ฮ่าๆๆๆ รวบรวมสติ บอกกับลูกว่า

แม่ แม่ว่าตอนนี้เราทั้งคู่คงยังไม่พร้อมจะคุยกัน ลูกดูท่าทางเหนื่อยมาก และแม่เองวันนี้ก็เหนื่อยมากเหมือนกัน ต่างคนต่างอยู่สักพักนะครับ

นึกภาพแบบหม้อน้ำเดือด(อารมณ์)ที่ตั้งอยู่บนเตาที่กำลังร้อนปุด ๆ และมีฝาหม้อ(สติ)ปิดไว้อยู่ ฝาหม้อกำลังพะเยิบพะยาบแทบจะปิดไม่อยู่

ลูก มีศีลเหนื่อยมากกว่าแม่อีก.....ฯลฯ (สารพัดคำโวยวายมากมายพร่างพรู)

เอาซิ...บททดสอบยาก ๆ มาอีกแล้ว แยกตัวไปค่ะ เข้าไปอยุ่ที่ห้อง หายใจเข้าลึก ๆ ออกยาว ๆ หลาย ๆ รอบ แต่ไม่ล็อคห้องนะคะ คือไม่อยากให้เขารู้สึกว่า แม่ทนรับอารมณ์เขาไม่ได้ขนาดนั้น ขนาดที่ต้องแยกและล็อคห้อง จึงไม่ล็อค โชคดีที่เขาก็ให้เวลาแม่ได้อยู่กับลมหายใจตัวเองสักพัก ช่วงนั้นฝาหม้อไม่พะเยิบพะยาบแล้ว แต่น้ำในหม้อก็ยังร้อนอยู่ แต่ไม่ถึงกับเดือดแล้วนะคะ แต่หากเอามือไปจับตอนนี้ก็ร้อนจี๋อยู่ดี มือพอง ใจพองแน่ ๆ

สำหรับแม่ดาว “สติ” คือการรู้สึกตัวค่ะ เหมือนเวลาเราขับรถเรารู้และเห็นแล้วว่าข้างอันตรายมาก ต้องเหยียบเบรคนะ ไม่เหยียบเบรคนี่ชนเละเทะ ต่อมาเราต้องใช้ “ปัญญา” ค่ะจะเบรคยังไง หรือจะหักหลบไปซ้าย หรือขวาดี มีรถข้างหลังตามมาไหมอย่างไร อันนี้ต้องใช้ปัญญาใคร่ครวญในการแก้ปัญหานั้น จะอาศัยแค่เบรคนี่บางทีก็ไม่รอดว่าไหม

สติมาแล้วค่ะ...ต่อมาใช้ปัญญาใคร่ครวญ เริ่มจากเข้าใจตัวเองก่อน (ไม่หงุดหงิดกับตำหนิตัวเองว่า นี่ฉันฝึกสติ ศึกษาค้นคว้าวิชามามากมายทำไม๊ ทำไมยังจัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้) ใช้ความเข้าใจ ว่ามันเป็นธรรมาดา ก็ฉันเป็นมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่พระอรหันต์ นอนน้อย งานเยอะ ก็เหนื่อยมาก เจออารมณ์ลูกแบบนี้ เกิดอารมณ์แบบนี้ก็ธรรมดามนุษย์ เมื่อเข้าใจตัวเองและเมตตาตัวเองได้ จะเริ่มมีความเข้าใจและเมตตาลูกได้ค่ะ มองลูกว่า วันนี้ลุกคงจะเหนื่อยมากจริง ๆ ไหนจะสอบ ไหนจะเรียน เมื่อคืนก็นอนดึกกว่าทุกวัน เพราะมัวแต่จะขยันก่อนนอน แถมยังขยันตอนเช้ามาติวอีกนิดก่อนสอบอีก ก็ธรรมดาของลูกที่จะเป็นเช่นนี้ คิดจบสักพักลูกก็เปิดประตูเข้ามาทั้งน้ำตา โวยวาย ต่อ แต่ตอนนี้น้ำในหม้อเป็นอุณหภูมิปกติแล้ว ใกล้ได้ จับได้ กอดได้ สัมผัสได้ไม่ร้อน ไม่พองล่ะฮ่าๆๆๆๆ

แม่ แม่หาแม่ซิ......(ผายมือเชื้อเชิญลูกสู่อ้อมกอด)

ลูก (ทำหน้าบึ้งๆ น้ำตาก็ไหล แต่ก็ยินดีโผเข้าหาอ้อมกอดแม่) ทำไมต้องอาบน้ำก่อน ขอดูการ์ตูนย์ก่อนสัก 30 นาทีก็ไม่ได้ หนังสืออะไรก็เยอะแยะมากมาย เบื่อๆๆ สอบอะไรหนักหนาก็ไม่รู้ เรียนก็ยาก เหนื่อย ก็เหนื่อยฯลฯ

แม่ (กอดและฟังลูกพร่ำบ่นจนจบ) อืม...ลูกคงเหนื่อยและเครียดมากเลยเนาะ ไหนจะสอบของวันนี้ที่ต้องสอบ ไหนจะต้องมาเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ ไหนจะเรียนในคาบปกติอีก ขนาดวันนี้เป็นวันที่พิเศษที่สุดของสัปดาห์แล้วนะเนี้ย (วันนี้มีวิชาศิลปะเขาชอบเรียนกับครูวิชานี้มาก ได้ทำงานศิลปะ ได้ความสนุก ที่พูดเพราะอยากเชื้อเชิญให้เขาได้เห็นความสุขที่มีบ้าง)

ลูก ใช่ยังดีที่ได้เรียนวิชาศิลปะ (พูดไปก็ยังน้ำตาไหล) กลับมาแม่ยังบังคับให้อาบน้ำก่อนอีก

แม่ แม่ไม่ได้บังคับนะลูก แม่แค่บอกว่า อยากให้ลูกอาบน้ำก่อน แล้วดูการ์ตูนย์ แม่บอกเพราะหวังดี ก็ลูกแพ้เหงื่อตัวเอง ดูซิเกาจนแดง แผลถลอกแสบเป็นแผลไปหมดแล้วเนี้ย (ตามคอ ตามข้อพับแดง คันเป็นแผล อารมณ์ปกติ พูดด้วยความเข้าใจ เห็นใจและสงสารลูก)

ลูก ก็อยากดูการ์ตูนก่อนอาบน้ำ

แม่ แม่รัก แม่ห่วง ถึงบอกแบบนี้ แต่มันเป็นร่างกายของหนู หนูจะไม่รัก ไม่ดุแลตัวเอง แล้วแม่จะทำอะไรได้ แม่ทำได้คือ เสียใจและเป็นห่วง ตามใจลูกนะ

ลูก (เงียบไปสักพัก) อาบน้ำก่อนก็ได้

แม่ (กอดและหอม) ขอบคุณครับที่รักตัวเองและรักแม่

หากจากการอ่าน คุณคิดว่า เรา 2 คนใช้เวลาในการปรับใจปรับตัวกันนานแค่ไหนคะ หากตามความรู้สึกส่วนตัวแบบไม่ต้องดุเวลารู้สึกเวลามันผ่านไปช้ามาก นานมากเหลือเกิน แต่จริง ๆ แล้วพอเหลือบดูนาฬิกาเราใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที รวมตั้งแต่ทะเลาะกันที่จอดรถจนเดินขึ้นบ้าน(ชั้น4) เวลาแห่งความทุกข์มักรู้สึกผ่านไปช้าเสมอฮ่าๆๆๆ พอลูกอาบน้ำเสร็จก็เดินมาหาแม่

ลูก แม่ครับ ดูๆๆ ดูอะไรนี่ (แล้วก็ยืนฉีกยิ้ม โชวร์ลักยิ้ม เขาภูมิใจกับลักยิ้มตัวเองมาก ครูวิชาวิทยาศาสตร์บอกว่านี่เป็นยีนเด่น ฮ่าๆๆๆ)

แม่ (งงมายืนนิ่ง ๆ แล้วยิ้ม) อะไรล่ะครับลูก ไม่เห็นมีอะไรเลย

ลูก (ชี้ไปที่มุมปาก) นี่ไง ดูซิ มีศีลยิ้มแล้ว อารมณ์ดีแล้ว ยิ้มได้แล้ว

แม่ จริงด้วย...แม่นี่สงสัยต้องใส่แว่น ลูกยิ้มสดใส อารมณ์ดี ขนาดนี้มองไม่เห็นได้ (ปกติแม่ดาวจะใส่สายตาเวลาขับรถเท่านั้นค่ะ สายตาสั้น)

ลูก แต่งตัวเสร็จ ขอพักดูการ์ตูนก่อน 30 นาทีนะแม่ แล้วกินข้าว แล้วค่อยอ่านหนังสือกัน

แม่ ตามนั้นเลยครับ แม่ก็ขอนอนพัก 30 นาที ระหว่างลูกดูการ์ตูน และช่วยปลุกแม่ ทานข้าวด้วยกัน และขอล้างจานให้เสร็จ แล้วช่วยลูกทบทวนหนังสือสอบตกลงไหม

ลูก โอเคครับ ...แม่หลับได้เลยนะ เดี๋ยวครบเวลา 30 นาที เดี๋ยวมึศีลปลุกแม่เอง

กลับสู่โหมดปกติ แม่ลูกรักกัน ๆ หลังจากตื่นนอน ทานข้าวด้วยกัน ลูกก็เล่าให้ฟังว่าวันนี้เขาต้องเจออะไรมาบ้าง เช่น พักกลางวันก็ไม่ได้พักเล่นต้องเรียนเสริมคณิตที่ครูสอนไม่ทันในคาบเรียนปกติ ปัญหาเพื่อนกวนใจ ไหนจะเรื่องการสอบวันนี้ อีกทั้งมีการทดสอบแบบไม่คาดคิดของวิชาภาษาอังกฤษอีก 60 ข้อ ซึ่งยากมาก เขาทำแทบไม่ได้ มีหยิบกระดาษทดสอบมาให้ดูได้ 30 เต็ม 60 ซึ่งถามใจแม่ดาวนี่ประหลาดใจและดีใจนะคะ เขาทำได้ถึงครึ่งเนี้ยฮ่าๆๆ เพราะไม่ได้อ่านทบทวนเลย เยอะและยากสำหรับวัยเขา(ความคิดเห็นส่วนตัว) ยังชมเขาจากใจจริงเลยค่ะว่า ลูกทำได้ถึงครึ่งทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไม่ได้ทบทวนนี่แสดงว่าลูกก็เข้าใจบทเรียน ตั้งใจเรียนในห้องดี สำหรับแม่ๆ ดีใจมากนะ และพอมาใช้เวลาให้เขาค่อย ๆ คิดตอบ เขาก็ตอบได้อีกหลายข้อ เพียงแต่เวลามันมีจำกัดในการคิดและการตอบคำถามในชั่วโมงทดสอบนั้นเนาะ และหลายอย่างมันต้องท่อง ต้องจำ หากไม่ขยัน ไม่อ่าน ไม่ทบทวนได้ขนาดนี้ก็ดีมากแล้วค่ะ อาจเพราะไม่ใช่แม่ที่คาดหวังสูง อาจเพราะเอาใจตัวเองไปใส่ใจเขา เลยเข้าใจ หากขยันทบทวนมากขึ้นลูกก็ได้ทำค่ะ อาจเพราะแม่ดาวเชื่อใจว่า เขาทำได้ แค่เขายังไม่ได้ทำ และรอเขาได้ เมื่อไหร่ที่ใจเขาพร้อม เมื่อไหร่ที่เขาเห็นความสำคัญ พร้อมที่จะรับผิดชอบตัวเองด้วยใจตัวเขาเอง ก็เมื่อนั้น แต่จะถึงวันนั้นเมื่อไหร่ไม่รู้นะคะ รอต่อไปฮ่าๆๆๆ ไม่ลืมที่จะทำจิตและทำกิจไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่นั่งร้องเพลงรอ ก็ต้องคอยส่งเสริม คอยจูงใจไปเรื่อยๆ ทำกันต่อไปด้วยใจเป็นสุขเนาะ

อ่านจบแล้วได้ข้อคิดอะไรบ้างไหมค่ะ ตามดูใจตัวเองไปด้วยไหม รู้สึกอย่างไรขณะอ่าน และเมื่ออ่านจบรู้สึกเช่นไร ฝึกตามดูรู้กายใจกันไปด้วยนะคะ ชวนกันฝึกสติ ในส่วนของปัญญานั้นหาได้ไม่ยากเลยค่ะ มีมากมาย หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ คลิป บทความต่าง ๆ จากผู้เชียวชาญ ไม่ว่าจะเป็นFacebook หรือจะไปพิมพ์ค้นหาใน Google ก็มากมาย ปัญญานั้นหาง่าย ซื้อมีขาย แต่สติไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง สติมีอยู่แล้วทุกคน มากน้อยแล้วแต่เหตุปัจจัยที่ทำกันมา ของแม่ดาวนี้เริ่มต้นสติน้อยมาก ตอนนี้พอมีบ้าง พอเอาตัวรอดไปได้ ดังนั้นเขาจึงมักใช้คำว่า “สติปัญญา” มาพร้อมกัน เพราะมันขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปมันก็ให้ผลไม่สมบูรณ์ หรือไม่ดีพอเนาะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เลี้ยงลูกแบบแนวคิดบวก



ความเห็น (0)