หนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรม : กลองเพล (ว่าด้วยเสียงและพลวัตทางวัฒนธรรม)

การตีกลองเพลแต่ละครั้ง จะสื่อสารเรื่องราวบางประการควบคู่กันไปเสมอ เช่น ตีก่อนวันพระ ๑ วัน เพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าพรุ่งนี้เป็น “วันพระ” ตีในวันพระเพื่อให้ “พระเข้าโบสถ์” ตีกลางดึก เพื่อบ่งบอกสัญญาณเหตุการณ์ไม่ปกติ เพื่อนำไปสู่การรวมตัว รวมพล (ตีกองโฮม : ตีกลองโฮม) ตีในช่วงเข้าพรรษาเพื่อให้สัญญาณ “พระขึ้นเทศน์”

โครงการ กลองเพล : ประจำวัดกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ที่ดำเนินการโดย วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เป็นหนึ่งในภารกิจการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๘ (๑ คณะ ๑ ศิลปวัฒนธรรม) ที่ชวนพินิจอีกโครงการหนึ่ง มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คมกริช การินทร์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ประกอบด้วยวัตถุประสงค์การดำเนินงาน ๒ ประการ คือ

  • เก็บรวบรวมข้อมูลกองเพลที่ปรากฏในวัดกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • ศึกษาลักษณะทางกายภาพของกลอง ประวัติการสร้าง รวมถึงเรื่องเสียงและการตี



เรียนรู้คู่บริการ : ๒๐ วัด ๒๐ จังหวัด

โครงการดังกล่าวฯ สุ่มตัวอย่างจากวัดประจำจังหวัด (วัดกลาง) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดๆ ละ ๑ วัด รวมจำนวน ๒๐ วัด ใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ รวมถึงการบันทึกด้วยภาพนิ่ง เน้นกระบวนการ “เรียนรู้คู่บริการ” ร่วมกันระหว่างอาจารย์ นิสิต (ปริญญาตรี-ปริญญาโท) กับชุมชนที่ประกอบด้วย พระสงฆ์ สามเณรและมัคทายก





กลองเพล : เวลาและเสียงในวิถีชุมชน

ผลแห่งการเรียนรู้คู่บริการพบว่ากลองเพล จะมีห้วงเวลาการตีบอกสัญญาณหลัก ๔ ช่วงเวลา คือตีกลองเพล ตีกลองแลง ตีกลองดึก (กลองเดิก) และการตีบอกสัญญาณเฉพาะกิจ เช่น เหตุด่วน เหตุร้าย ซึ่งเรียกคล้ายคลึงกันคือ “กลองรวม” ดังนี้

  • กลองเพล (เวลา ๑๐.๕๕ น. หรือ ๑๑.๐๐ น.) ตีให้สัญญาณต่อญาติโยมว่าเป็นช่วงของการนำภัตตาหารมาถวายเพล
  • กลองแลง (เวลา ๑๖.๐๐ น.) เนื่องจากโบราณกาลไม่มีนาฬิกาบอกเวลา เสียงกลองแลงจึงทำหน้าที่ช่วยสื่อสารให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่า “ค่ำแล้ว”
  • กลองรวม (เวลา ๑๙.๐๐ น.) ตีบ่งบอกเวลาแห่งการรวมตัว (รวมพล) ของชาวบ้าน เพื่อประชุมจัดเตรียม “งานบุญ” ในเทศกาลต่างๆ หรือกระทั่งวาระแห่งการสูญเสียก็จะตีเพื่อให้ทุกคนมารวมตัวกัน โดยยึดเหตุการณ์เป็นหลัก เกิดตอนไหนก็จะตีเพื่อรวมพลกันตอนนั้น
  • กลองดึก (เวลา ๐๔.๐๐ น.) เป็นการตีเพื่อให้สัญญาณต่อพระและสามเณรให้ตื่นมาทำวัตรเช้า และปลุกเตือนให้ชาวบ้านตื่นมาหุงข้าวหุงปลาเพื่อเตรียมถวายพระ และดำเนินชีวิตตามครรลองของชีวิต



นอกจากนี้ยังพบว่าการตีกลองเพลแต่ละครั้ง จะสื่อสารเรื่องราวบางประการควบคู่กันไปเสมอ เช่น ตีก่อนวันพระ ๑ วัน เพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าพรุ่งนี้เป็น “วันพระ” ตีในวันพระเพื่อให้ “พระเข้าโบสถ์” ตีกลางดึก เพื่อบ่งบอกสัญญาณเหตุการณ์ไม่ปกติ เพื่อนำไปสู่การรวมตัว รวมพล (ตีกองโฮม : ตีกลองโฮม) ตีในช่วงเข้าพรรษาเพื่อให้สัญญาณ “พระขึ้นเทศน์”

ส่วนลักษณะทางกายภาพของกลองเพลที่ศึกษา พบว่าในภาพรวมแล้วจะมีขนาดความยาวประมาณ ๑๐๐-๒๕๐ เซนติเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด ๖๐-๑๒๐ เซนติเมตร มีเส้นรอบวงหน้ากลอง ๒๐๐-๓๕๐ เซนติเมตร และไม้ตีกลองมีความยาว ๓๐-๕๐ เซนติเมตร





กลองเพล : การคงอยู่ และเปลี่ยนแปลง

เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ากลองเพลในแต่ละวัด ส่วนใหญ่จะถูกติดตั้งไว้ใน “หอกลอง” เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บรักษา ขณะที่บางวัดก็ไม่มีหอกลอง แต่จะจัดเก็บไว้ตามศาลาวัด หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสม กระนั้นก็เป็นที่รู้กันดีว่าความเป็นหอกลองที่ยกระดับสูงจากพื้นดินธรรมดาๆ จะช่วยให้เสียงสัญญาณกลองดังกังวานไกล ในหลายชุมชนจึงมักมีหอกลองด้วยกันทั้งนั้น เช่นเดียวกับกลองเพลในแต่ละวัดก็จะมีบทบาทหน้าที่ที่คล้ายคลึงกันเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะการตีเพื่อบ่งบอกสัญญาณทางพุทธศาสนา ตลอดจนพิธีกรรม หรือจารีตในชุมชน

ในทำนองเดียวกันนี้ การศึกษาครั้งนี้พบว่าวัดบางวัดไม่ได้ “ตีกลองเพล” แล้ว สาเหตุมีทั้งที่กลองชำรุดแล้วไม่ได้ซ่อมแซม และอื่นๆ ซึ่งทางวัดจะใช้ “กริ่ง ระฆังและโหม่ง” ตีเป็นสัญญาณเสียงแทนกลองเพล สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงทางสายธารวัฒนธรรมที่ก่อเกิดแล้วยังคงอยู่คู่กับชุมชน หรือแม้แต่การแตกดับตามยุคสมัยอันเป็น “พลวัตทางวัฒนธรรม”

เช่นเดียวกับ “วิธีตีกลองเพล”ที่หมายถึงศิลปะอันเป็นท่วงท่า ลีลา จังหวะและทำนอง พบว่าในบรรดาวัดกลางจำนวน ๒๐ วัดมีเพียง ๓ วัดเท่านั้นที่ยังคงจดจำวิธีตีกลองเพลจากบรรพบุรุษแบบมีท่วงท่าลีลาและทำนอง ส่วนที่เหลือเป็นเพียงการตีเพื่อบอกสัญญาณทั่วไปเท่านั้น



กลองเพล : การเรียนรู้คู่บริการที่รอการเติมเต็ม

การเรียนรู้คู่บริการเนื่องในโครงการดังกล่าวฯ สื่อให้เห็นความพยายามที่เด่นชัดในการค้นคว้าองค์ความรู้ต่างๆ อย่างน่าชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ที่ว่าด้วยกลองและกลองเพลที่มีในประเทศไทยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสายธารวัฒนธรรมเดียวกันในโซนอาเซียน เป็นต้นว่า วัตถุดิบของการ “ทำกลอง” บทบาทหน้าที่ของกลองที่มีต่อประเพณีวัฒนธรรม และการบ้านการเมืองของแต่ละกลุ่มคน รวมถึงการรวบรวมองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ “วัด” ในพุทธกาลอย่างสั้นๆ ผูกโยงมายังความเป็นมาของการสร้างวัดในประเทศไทย เพื่อเป็นฐานความรู้ในการขับเคลื่อนกระบวนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมว่าด้วยกลองเพลทั้ง ๒๐ วัด



แต่ก็ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าภายใต้เงื่อนไขหลากประการ ยังไม่พบข้อมูลอื่นๆ อันเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจหลายประเด็น หากสามารถทำการศึกษา หรือนำข้อมูลที่ได้ขับเคลื่อนจริงในพื้นที่มาเขียนสะท้อน หรือย้อนกลับไปออกแบบเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ระหว่าง “มหาวิทยาลัยกับชุมชน” เชื่อว่าจะสามารถเติมเต็มให้กระบวนการเรียนรู้คู่บริการครั้งนี้ได้อย่างโดดเด่นและมีพลัง ทั้งยังจะเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาเรียนรู้ในมิติต่างๆ อย่างไม่รู้จบ เช่น

  • กระบวนการ หรือพิธีกรรมของการทำกลอง (สร้างกลอง)
  • ความเชื่อและองค์ความรู้ที่ยึดโยงกับวัตถุดิบที่นำมาใช้ ทั้งที่เป็นชนิดของไม้ ชนิดของหนังวัว-หนังควาย
  • ข้อมูลเชิงลึกว่าใครคือ “ช่าง” ที่ทำกลองใบนั้นๆ เป็นช่างในชุมชน หรือเป็นช่างฝีมือจากชุมชนอื่น หรือแม้แต่การไม่ได้จัดทำขึ้นเอง หากแต่เป็นการ “ซื้อ” หรือ “บูชา” มาจากแหล่งใด
  • ข้อมูลว่าด้วยลีลา จังหวะและท่วงทำนองของการตีกลองเพล ฯลฯ

เนื่องเพราะประเด็นที่ยกตัวอย่างข้างต้น เป็นเสมือนชุดความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน เมื่อถูกออกแบบเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างลึกซึ้งและเป็นระบบ ย่อมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการได้ช่วยชำระเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นๆ ผ่าน “กลองเพลง” ไปในตัว

ที่สุดแล้วย่อมกลายเป็นกระบวนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมที่แหลมคม และมีพลัง



หมายเหตุ : ภาพจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน..ยายธีขออนุญาติ..มาใช้ กลองเพล หน่อยนะเจ้าคะ..มีข่าวด่วน..และขอเรียนเชิญคุณแผ่นดิน..และนักศึกษาในความดูแลของท่าน..หากมีความสนใจจิตอาสาร่วม..สร้าง "ป่าอภัยทาน"..กรุณาติดต่อ คุณหมอแบงค์..หากมีเวลา ในวันที่ 6 กรกฎา ศกนี้..10.00 น..คุณหมอจะไปปล่อยนกเหยี่ยว ซิครา เจ้าค่ะ...(จากยายธี)