สนามเด็กเล่น

อยากให้ดูและอ่านลิงค์ข้างล่างบทความนี้นะคะ โดนใจ ตรงใจ แม่ดาวมากๆๆๆๆ และจบท้ายด้วยทำใจค่ะ ทำใจยอมรับนะคะ ไม่ใช่อารมณ์เซ็งเป็ด555 ขอใช้ภาษาวัยรุ่นสักหน่อย เอ...ตกรุ่นไปหรือยังนะคำนี้

เมื่อวานเย็นไปรับลูกที่โรงเรียน ปกติหากไม่ติดธุระอะไร หรือสภาพร่างกายเป็นปกติดี แม่ดาวก็มักจะวิ่งเล่นกับเด็ก ๆ เสมอ ๆ เด็ก ๆ ชอบมาก ๆ นะคะที่มีผู้ใหญ่มาวิ่งเล่นด้วย และตัวแม่ดาวเองก็ชอบมากเช่นกัน(ในบางครั้ง คือบางครั้งไม่พร้อม กายป่วย ก็ไม่ไหว)

ส่วนตัวแม่ดาว(ตั้งแต่เด็กและตอนนี้ก็ยังหัวใจเด็ก555) เป็นคนชอบการเล่นแบบเคลื่อนไหวร่างกาย มากกว่ากว่าการนั่งเล่นเกมส์ นั่งเล่นหมากเก็บ นั่งเล่นต่อจิ๊กซอว์อะไรพวกนี้ กิจกรรมที่เล่นกับลูกหากให้แม่ดาวคิดส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกมส์แนวเล่นเคลื่อนไหวร่างกายเสียมากว่า ซึ่งบางทีก็ต้องมานั่งเล่นตัวต่อกับลูก ซึ่งบอกเลยว่าเบื่อมาก555 พยายามฝืนใจล่ะ ใจไม่ค่อยจะไป ในกรณีนี้ก็จะบอกลูกตรง ๆ ว่า แม่ชอบเล่นกับลูกนะ แต่ชอบเล่นแบบไหนมากกว่า และในสิ่งที่แม่ไม่ชอบแม่ก็เล่นได้ แต่แม่อาจเล่นไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่นะ เพราะอะไรก็บอกไป ลูกเข้าใจรับได้ค่ะ เขาเรียนรู้ว่าหากอยากเล่นกับแม่สนุกๆ สุดเหวี่ยงควรเล่นอะไร หากแนวนั่งนิ่ง ๆ ตัวต่อ เลโก้ เขาก็จะเข้าหาพ่อเขามากกว่า หรือไม่ก็เล่นคนเดียวได้ (หมายถึงในปัจจุบันนะคะ เด็ก ๆ นี่ไม่ยอมเลยยังไงแม่ก็ต้องมาเล่นด้วย)

เข้าประเด็นที่อยากแบ่งปันกันดีกว่า "สนามเด็กเล่น" สำหรับแม่ดาวแล้ว

สนามเด็กเล่นสำหรับเด็ก ๆ ไม่ใช่มีไว้เพื่อเล่นสนุก ๆ ขำ ๆ ผ่อนคลายเท่านั้น

สนามเด็กเล่นสำหรับแม่ดาวในความคิดนั้น เป็นสนามฝึกฝนเรียนรู้ชีวิต เป็นพื้นที่การเรียนรู้ในการอยุ่ด้วยกันในสังคมด้วย

สนามเด็กเล่นยังเป็นที่ ๆ ให้เด็กได้ใช้ฐานกายออกทั้งกำลังกายและกำลังใจไปด้วยกัน

สนามเด็กเล่นเป็นที่สร้างและฝึกฝนคุณธรรมดี ๆ มากมาย เช่น ความมีน้ำใจ ความอดทน ฯลฯ

สนาม สนามเด็กเล่นเป็นพื้นที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันในครอบครัวและสังคม

สำหรับแม่ดาว "สนามเด็กเล่น" นั้นจึงมีสำคัญมาก ๆ ค่ะ

และย้อนกลับไปเหตุการณ์เมื่อวานเย็น ทำให้แม่ดาวต้องปวดใจกับเรื่องของสนามเด็กเล่นที่โรงเรียนอีกครั้ง ด้วยมีเหตุการณ์ที่แม่ดาวเล่นกับเด็ก ๆ แชร์บอล ในโรงยิมและมีเด็กน้อยคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ถือตะกร้ารับบอล โดนบอลที่เพื่อนโยนมากระแทกหน้า เลือดกำเดาไหล สิ่งหนึ่งที่แม่ดาวได้เห็นจากเด็ก ๆ คือ เด็ก ๆ เขามีน้ำใจต่อเพื่อนกันมาก ห่วงใย หยุดเล่น และขอไปตามเฝ้าดูหน้าห้องธุรการและเป็นห้องปฐมพยาบาล เด็กบางคนก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เดินหนีไป กับเด็กบางคนก็ชิว ๆ ไม่คิดอะไร เล่นต่อได้ สำหรับแม่ดาวแล้วเด็กกลุ่มหลังนี้ แม่ดาวไม่ได้มองว่าเขาไม่มีน้ำใจนะคะ รู้ไหมเพราะอะไร แม่ดาวไม่ด่วนตัดสินสรุปพิพากษา แต่เข้าไปชวนคุย จึงได้รู้ว่า "แบบนี้ธรรมดา เล่นบอลโดนบอลกระแทกหน้าเลือดไหลบ้างปกติ" เพราะอะไรรู้ไหมค่ะ นั่นเพราะเขาเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตัวเอง เขาเคยเล่นและประสบเหตุการณ์แบบนี้ เขาจึงมีวิธีการเล่นที่ต่างออกไปจากเด็กบางคน เรียกว่ารู้รับ รู้หลบ ปฏิกริยาตอบสนองของร่างกายเมื่อเจอลูกบอลมันจะเป็นอัตโนมัติไปเอง เกิดจากการเรียนรู้ฝึกฝนในการเล่นของเขา

เด็กบางคนแม้กระทั่งการรับลูกบอลธรรมดา ๆ ก็ไม่กล้ารับ พอปลุกใจให้ฮึด โยนเบา ๆ ให้ ก็พยายามจะรับแต่รับไม่ได้ ซึ่งทักษะการโยนรับบอล ฐานกายกับเด็ก 8 -9 ขวบนี้น่าจะทำได้หากโยนเบา ๆ ไม่มีใครแย่งด้วยนะคะ เขารู้สึกแย่กับตัวเอง ว่าตัวเองไม่มีความสามารถเหมือนเพื่อนคนอื่น ไม่อยากเล่น อยากเปลี่ยนเกมส์ ทายใจซิค่ะ ว่าแม่ดาวเปลี่ยนไหม ......คำตอบคือไม่ค่ะ แม่ดาวยืนยันตามเสียงข้างมากประชาธิปไตยเพื่อนส่วนใหญ่ยังคงสนุกกับการเล่นบอลแบบนี้ แต่บอกวิธีให้เขาสามารถเข้ามาสนุกกับเราได้ หรือเลือกว่าหากลูก(เพื่อนลูก)ไม่สนุกแล้ว ไม่เล่น ก็ไม่เป็นไร ชีวิตมีทางเลือกเสมอจริงไหมค่ะ

กับเด็กบางคนมีทักษะการรับดี แต่พอตอนส่งลูกบอลนี่ส่งไม่เป็น คือจะเขวี้ยงบอล เหวี่ยงบอล ไม่สามารถโยนโด่ง ๆ ได้ หรือโยนเข้าตะกร้าไม่ได้ เพราะโยน กะระยะไม่ถูก เหล่านี้เป็นเรื่องที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ แม่ดาวก็สอนโยนให้ดู และให้เขาลองทดลองโยนบ้าง ชมทุกครั้งที่โยนได้ถึงไม่เข้าตะกร้าก็ตาม

กับเด็กบางคนก็เด้งบอลลงพื้นไม่เป็น เหล่านี้แม่ดาวใช้วิธีสอนผ่านการเล่น คือ ไม่บังคับ ให้สมัครใจเล่น อยากเล่นด้วยกัน เล่นได้ สอนได้ สอนแบบขำ ๆ สอนผ่านการเล่น ถึงแม้เด็กบางคนจะน้อยใจ เอาตัวเองเปรียบเทียบกับคนอื่น แม่ดาวก็จะบอกเขาว่า ไม่ใช่เขาไม่เก่ง เพียงแต่แค่เขายังไม่เคยเล่น เพื่อนทำได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนเก่งกว่า ดีกว่าตัวเรา และให้เขาเห็นคุณค่าด้วยตัวเขาใจเขาเอง จากการที่เราให้เขาเล่น และชื่นชมตามจริง ชมที่ความพยายาม บอกเลยค่ะว่าแม่ดาวชมเขาแบบเปรียบเทียบ แต่เปรียบเทียบกับตัวเขาเอง เช่น "เห็นไหมรอบนี้เด้งบอลได้ตั้ง 3 ครั้ง รอบที่แล้วน้อง..ทำได้แค่ครั้งเดียว" หรือพอรอบที่ 4 กลับมาเด้งบอลได้รอบเดียวก็บอกว่า "ก็แบบนี้แหละชีวิตเนาะ ฝึกมาแล้วบางทีก็ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ธรรมดาลูก สู้ ๆ พยายามต่อไป และหากฝึกบ่อย ๆ อีกหน่อยน้อง....จะเห็นว่าการเด้งบอลนี่มันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป การเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ก็มักรู้สึกยากแบบนี้แหละ แม่ดาวเข้าใจ แม่ดาวเคยเป็นบ่อย ๆ"

เอ๊ะ...หลงประเด็นหรือเปล่า555 กลับมาค่ะ กลับมาที่หน้าห้องปฐมพยาบาล แม่ดาวและเด็ก ๆ บางคนนั่งรอเพื่อถามไถ่อาการเด็กน้อยที่โดนบอลจนเลือดกำดำไหล เมื่อออกมาก็ถามไถ่อาการ เด็กก็ยิ้มหน้าบาน "ไม่เป็นไรค่ะ" เด็ก ๆ ที่รอคอยก็ยิ้มตามด้วยความโล่งใจ สำหรับแม่ดาวนั้นเรื่องนี้ธรรมดามาก ๆ ค่ะ ไม่ได้ใจร้ายนะคะ แต่แม่ดาวโดนจนชินล่ะมั้ง ความรู้สึกเหมือนเด็กคนหนึ่งที่บอกไป แต่แม่ดาวก็ไม่ได้ใช้ใจของเราตัดสินใจแทนใจของเด็กที่โดนบอล โชคดีที่เด็กน้องคนนี้เป็นคนเข้มแข็งทางใจมาก(จากหลายครั้ง ๆ ที่เรามักเล่นด้วยกัน) ทุกคนยิ้มอย่างผ่อนคลาย และมีอะไรบางอย่างกำลังก่อพลังทะมึน อึน ๆ ร้อน ๆ มีเสียงจากคุณครูท่านหนึ่งที่อยู่ในห้องปฐมพยาบาล พูดว่า

ครู "คุณแม่คะ ที่โรงยิม ทางโรงเรียนเราไม่อนุญาตให้เด็กๆเล่นบอลในนั้นนะคะ"

แม่ "เพราะอะไรเหรอคะ โรงยิมเป็นที่่ ๆ สร้างขึ้นไว้ให้เล่นกีฬา ออกกำลังกาย แต่ห้ามไม่ให้เด็กเล่นบอลกันในนั้น"

ครู "เพราะเคยมีกรณี เด็กเล่นบอล แล้วไปโดนหลอดไฟในโรงยิมแตก แล้วไม่มีใครยอมรับผิด ตั้งแต่นั้นก็เลยห้ามเล่นบอลในนั้นค่ะ เพราะเกรงว่าหลอดไฟจะแตก และจะเกิดอันตรายแก่เด็กๆ "

แม่ "ค่ะ ต้องขอโทษนะคะ ไม่เคยทราบว่าโรงเรียนมีกฎแบบนี้ " และหันไปถามเด็ก ๆ "เด็ก ๆ รู้เรื่องกฎข้อนี้ไหมค่ะ"

เด็ก ๆ ทำหน้าตาตื่นแบบลังลัง "ก็เคยมีครูบอกเหมือนกันค่ะ" แม่ดาวไม่แปลกใจกับอาการของเด็ก ๆ นะคะ เพราะวันก่อนหน้านั้น มีครูสนามที่ยืนอยู่บอกเด็ก ๆ ว่า หากอยากเล่นบอล ให้ไปเล่นในโรงยิม ห้ามมาเล่นตรงสนามนี้ เพราะมีน้อง ๆ วิ่งเล่นเยอะ เดี๋ยวจะเกิดอันตราย

แม่ "ค่ะ...แสดงว่าเด็ก ๆ ก็รับทราบนะคะ แต่ไม่แน่ใจ ครั้งหน้าหากมีกฎโรงเรียนอะไรที่ไม่แน่ใจ ต้องบอกแม่ดาวด้วยนะคะ เพราะแม่ดาวบางครั้งก็ไม่รู้จริง" คุยกับเด็ก ๆ จากนั้นหันไปคุยกับคุณครู

แม่ "แล้วที่โรงยิมนี่ให้เล่นอะไรได้บ้างค่ะ"

ครู "วิ่งเล่นได้ ตีแบทได้ ตีปิงปองได้ค่ะ"

แม่ "อ้อค่ะ แล้วพวกตีแบทนี้ หากอยากเล่นสามารถเบิกอุปกรณ์จากทางโรงเรียนหรือว่าอย่างไรคะ"

ครู "ไม่มีให้เบิกค่ะ หากเด็กอยากเล่นก็ต้องพกมาจากบ้านเอง"

แม่ "แล้วในกรณีเด็กอยากเล่นแชร์บอลแบบนี้จะเล่นได้ที่ไหนคะ"

ครู "สนามด้านหน้าค่ะ ได้ที่เดียว"

แม่ "แต่สนามด้านหน้าเด็ก ๆ โตเตะบอลกันทั้เช้า ทั้งเย็นเลยนะคะ" คือเด็กโตเต็มสนาม และเตะอัดกันแรงมาก คือน่ากลัวสำหรับเด็กเล็กกว่าเช่นนี้

ครู "ใช่ค่ะ หากอยากเด็ก ๆ อยากเล่นสามารถไปขอพี่ ๆ แบ่งพื้นที่ได้ เราแบ่งสนามกันเล่นได้ค่ะ" (ซึ่งหากมองตามความเป็นจริง ไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลยค่ะ เด็ก ๆ โต ๆ เตะบอลกันแรงมาก และก็เล่นกันเต็มพื้นที่ อย่างว่าพื้นที่มีจำกัดเนาะ)

แม่ "ขอบคุณนะคะ" จบแบบมีคำถามในใจอีกมากมาย เพียงแต่คิดว่าพูดไปก็จะไปขัดใจครูเปล่า ๆ อีกทั้งอารมณ์ครูก็ดูไม่พร้อมจะเปิดใจ ดูกรุ่น ๆ 555 รอสงบเย็นแล้วค่อยคุยดีกว่า

จากนั้นก็ขอตัวกลับ และเดินตามหาผู้ปกครองของเด็กที่โดนบอล แต่หาไม่เจอ ต้องรับผิดชอบเนาะ เป็นหัวหน้าแก็งเด็ก555 และหาไม่เจอค่ะ ก็กลับบ้านและส่งไลน์ไปขอโทษแทน ต้องชื่นชมคุณแม่เด็กที่เข้าใจว่าคือนี่การเล่นด้วยกันและคืออุบัติเหตุ โล่งใจไปอีกเรื่อง บอกตรงๆ อยากอยู่อย่างสงบสุข แต่หลายครั้งที่แม่ดาวเปิดประเด็นก็เพื่อกระตุกให้ฉุกคิด อยากได้วิธีการ แนวทางแก้ไข ไม่ใช่แก้ใจ แก้ตัว อยากก้าวไปข้างหน้า ไม่อยากย้ำอยู่กับที่แล้วก็พร่ำบ่น

ระหว่างคุยกับครูนี้มีสตินะคะ ดูกาย ดุใจไปตลอด กายงี้ตึง หายใจไม่ปกติ อึดอัดขัดใจหลายเรื่องทีเดียว และคุยจบก็ปล่อยค่ะ ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องจบนะคะ แต่ปล่อยความอึดอัด ความเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อตั้งแต่ใบหน้า ร่างกาย เรื่องนี้แม่ดาวว่าคงต้องมีการเสนอเหตุผล ชี้แจง ตามความคิดของเราให้ทางโรงเรียนรับทราบ และมิใช่แม่ดาวจะเห็นใจตัวเองหรือเด็ก ๆ แค่นั้นนะคะ ด้วยความที่แม่ดาวก็เข้าใจทางโรงเรียนว่า เป็นโรงเรียนเอกชน ครูมักกังวลกับการปะทะกับผู้ปกครอง กังวลกับการเกิดอุบัติเหตุในโรงเรียน เพราะต่างคนต่างความคิด หากเป็นพ่อแม่บางรายอาจไม่ได้จบสวยงามแบบนี้ก็ได้นะคะว่าไหม

กลับมาคุยกับสามี ว่าจะส่งข้อความแสดงความคิดเห็นไปทางโรงเรียน ก็สรุปว่าอาจจะเป็นทั้งการแสดงความคิดเห็น และเสนอแนวทางแก้ไข หลักการเดิมค่ะ
"จุดตะเกียง ดีกว่าด่าความมืด" เพื่อให้ทางโรงเรียนรับทราบและพิจารณาอีกที และเคยทำมาแล้ว 2 ครั้งนะคะ ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในทางที่ดีขึ้น

มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่าแม่ดาว "กล้า บ้าบิ่น"555555 ถ้าเป็นเมื่อก่อนกับประโยคนี้แม่ดาวยอมรับโดยสดุดีเลยนะคะ แม่ดาวก็คิดว่าเมื่อก่อนแม่ดาวเป็นเช่นนี้จริง แต่ปัจจุบัน แม่ดาวมองตัวเองต่างไป แม่ดาวยังรักษาความกล้าไว้ แต่เรียนรู้ที่จะรักษาใจผู้อื่นด้วยเช่นกันเพราะต่างคนต่างความคิดต่างสถานะทางสังคม เราจึงต้องพยายายามเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย และกับเรื่องนี้ หากเป็นแม่ดาวคนเก่า พังค่ะ ราบเป็นหน้ากลอง ตะลุยไฟ บุกไป ไม่กลัวร้อน กลัวใด ๆ กล้าบ้าบิ่น ความคิดข้าคือถูกต้องเท่านั้น ไม่มีฟังความคิดเห็นใครหน้าไหน ที่ว่า "พัง" นี่ คือแก้ปัญหาก็ไม่ได้ผล ใจก็พังย่นยับทั้ง 2 ฝ่าย55555

สิ่งสำคัญในการฝึกฝนเปลี่ยนแปลงตนเองคือ การฝึกสติ และการเรียนรู้ธรรมะให้เข้าไปในใจ ฝึกบ่อย ๆ ฟังบ่อย ๆ เรียนรู้ไปบ่อย ๆ ค่อยๆ ซึมเข้าไป

เอาล่ะค่ะ...จบดีกว่า ใครอ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไร อย่างเสนอแนะอะไร ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันนะคะ ขอบคุณนะคะที่อ่านกันจนจบ55555http://pantip.com/topic/33543853

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เลี้ยงลูกแบบแนวคิดบวก



ความเห็น (5)

ฮา ฮา มีเรื่องคล้ายกันค่ะกับที่โรงเรียนของลูกเพื่อน เขาห้ามจับต้นไม้ใบไม้ค่ะเพราะเป็นต้นที่แพงและมีต้นเดียวค่ะ

เขียนเมื่อ 

ความคิดดิฉันคือ

- การเล่นเกิดอันตรายบ้างเล็กน้อยเป็นเรื่องปกติ ทั้งพ่อแม่และครูไม่ควรตื่นตกใจ แค่ดูแลเขาแล้วปล่อยไปเล่นต่อ

- โรงเรียนไม่ควรมีข้อจำกัดในการเล่น เมื่อถึงเวลาของพวกเขาก็ต้องให้เขาเล่นกันเต็มที่ โรงเรียนมีหน้าที่จัด "สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย" ให้เด็กๆ

- เว้นแต่การเล่นที่อาจทำให้เกิด "อันตรายร้ายแรง" เช่น ถือไม้มาต่อสู้กัน ก็ต้องมีกฎกติกา ที่ไม่ใช่ห้ามไปทุกเรื่อง

ผู้ใหญ่ต้องเปลี่นวิธีคิด เพราะเราไม่สามารถ "ห้าม" ทุกสิ่ง ต้องให้เขาเรียนรู้ มิฉนั้นเขาจะเปราะบางจน"เติบโต" ไม่ได้

คำว่า "เติบโต" ของดิฉันหมายความตั้งแต่ กาย ใจ ความฉลาดทั้งทางกาย จิตใจ และอารมณ์ การเล่นเป็นส่วนหนึ่งของการ "เติบโต"

เขียนเมื่อ 

เขียนความเห็นจบ เข้าไปอ่าน http://pantip.com/topic/33543853 ตามที่คุณแม่แนะนำ

สุดยอด !!! ขอบอกว่าตรงใจ และอยากให้คุณครู และคุณพ่อคุณแม่ทุกคนได้อ่าน คุณแม่ดีดีหาวิธีให้ทุกคนได้อ่านหน่อยสิคะ ประมาณว่า เขียนบันทึกชื่อ "เชิญอ่านความคิดดีๆ เรื่อง โรงเรียนอนุบาลที่เจ๋งที่สุด" แล้วลิ้งให้เพื่อน G2K เข้าไปอ่าน แนะนำอยู่ท้ายบันทึกคนก็ไม่รู้ว่ามันเจ๋งยังไง

ดิฉันชอบวิธีคิดนอกกรอบแบบนี้จริงๆ

เขียนเมื่อ 

อ้อ ลืมไปเลย ขอเชิญคุณแม่อ่านบันทึกดิฉัน https://www.gotoknow.org/posts/591267?3022960 แล้วต่อด้วยบันทึกคุณ Sr https://www.gotoknow.org/posts/588726?3022959 เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรัลูกหลานของเรา ใส่ความเห็นในบันทึกคุณ Sr ก็ได้นะคะ เพราะท่านเป็นผู้ริเริ่มความคิด

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับทุก ๆความคิดเห็นนะคะ กับเรื่องที่แบ่งปันไปนี้ รู้สึกเช่นกันค่ะ เป็นอะไรที่โดนใจ ตรงใจ แต่ก็ต้องรักษาใจเอาไว้ ไม่ให้ต้องรู้สึกปวดใจกับโรงเรียนในประเทศไทย5555 และ จุดตะเกียงกันต่อไปค่ะ ไม่ด่าความมืด ก็อยากให้ทุก ๆ ท่านที่มีแนวคิดคล้ายกัน ช่วยกันกระจายความคิดดี ๆ เช่นนี้สู่สังคม โดยส่วนตัวแล้วตัวเองก็พยายามกระจายความคิด ความรุ้ดี ๆ เกี่ยวกับเรื่องการเลี้ยงลูก โรงเรียน หรืออะไรที่เกี่ยวกับการพัฒนาชีวิตและสังคมอยู่แล้วค่ะ ส่วนมากเผยแพร่เยอะสุดคงเป็นทาง Facebook เพราะเจาะเข้าถึงกลุ่มได้ง่ายกว่า สื่อสารกันง่ายกว่า และหากมีโอกาสก็จะเผยแพร่สู่คนทั่วไปที่เขาอาจไม่ได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีแบบนี้ อารมณ์ว่าไปนั่งที่ไหน ใครคุยกันเรื่องเลี้ยงลูก มีโอกาสก็พยายามส่งต่อข้อมูลความรู้เท่าที่จะพอทำได้ค่ะ ในสังคมปัจจุบันโดยส่วนใหญ่ที่ตัวเองเจอมักมองว่าวิธีการเลี้ยงลูกแบบแนวคิดบวกนี่ ทำยาก หรือบางรายก็ต่อต้านเห็นต่างไปเลยก็มี เพราะด้วยตัวเองเป็นเพียงแม่บ้านธรรมดา ๆ ไม่ได้มีใบปริญญาที่สื่อให้เห็นว่าเป็นผู้มีวิชาความรู้เกี่ยวกับด้านนี้จริง ๆ เสียงเล็ก ๆ จึงไม่อาจทำให้สังคมกระเพื่อมได้ดั่งใจอยาก555 แต่ก็ขอยืนยันว่าจะทำต่อไปนะคะ ทำด้วยใจเป็นสุข ทำเท่าที่ทำได้ ทำแบบไม่คาดหวัง ทำให้ดีที่สุดแล้วปล่อย และขอบคุณสำหรับคำแนะนำเรื่องการเขียนบันทึกเฉพาะเจาะจงอีกครั้ง เรื่อง โรงเรียนอนุบาลที่ดีที่สุดใน 3 โลก รับทราบและพร้อมปฏิบัติตามค่า และหากมีเวลาจะรีบเข้าไปอ่านบันทึกที่แนะนำไว้นะคะ คร่าว ๆ เท่าที่กวาดตาดู คิดว่า พวกเราน่าจะมีหัวใจเดียวกันค่ะ "รักลูกและรักโลก" ตัวเองมักบอกกับคนอื่น ๆ บ่อย ๆ ลูกชายคนนี้ไม่ใช่ลูกของแม่ดาวคนเดียว แต่เขายังเป็นลูกของโลกด้วย ปรารถนาเลี้ยงลูกให้เขาเติบโตเป็นคนดีและมีประโยชน์ต่อตัวเขา ต่อครอบครัว ต่อสังคม ต่อประเทศ และต่อโลกด้วย และทำแบบไม่คาดหวังเช่นกันค่ะ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และปล่อย ไม่งั้นเครียดแย่555