​ลาก่อน..แต้วแล้วท้องดำ

nui
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ข่าวนกแต้วแล้วท้องดำสูญพันธุ์? เป็นข่าวเล็กๆ ที่แทบไม่มีคนสนใจ แต่สำหรับนักดูนกถือเป็นข่าวใหญ่ที่เราหวั่นเกรงมาตลอด ไม่อยากให้เป็นจริง แม้สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยยืนยันว่าไม่พบนกตัวนี้มา ๒ ปีแล้ว

นกแต้วแล้วท้องดำ (Gurney’s Pitta ) เป็นนกที่ได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุดในจำนวน ๓๐ ชนิดของโลก และเป็น ๑ ใน ๑๕ สัตว์ป่าสงวน ตามพรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ (ดูรายละเอียดเรื่องสัตว์ป่าสงวนที่นี่) ที่กำลังจะสูญพันธุ์ตามนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรไปอีกตัว

ประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของแต้วแร้วท้องดำ

ดร.ไนเจล คอลลาร์ (Nigel Collar) ที่ปรึกษา Birdlife International (องค์กรอนุรักษ์นกนานาชาติ มีภาคีสมาชิกกว่า ๑๐๐ ประเทศ สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในภาคีสมาชิก) กล่าวไว้ในรายงาน “นกที่ถูกคุกคาม” เมื่อปี ๒๕๔๔ ว่า “นกแต้วแล้วท้องดำเป็นนกที่มีประวัติศาสตร์น่าทึ่งที่สุดชนิดหนึ่งของโลก”

พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๑๘ ที่เมืองตะนาวศรี ประเทศพม่า นักสำรวจและเก็บตัวอย่างนกชื่อ W.Davidson เขาทำงานให้แก่ Allan Hume เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างสัตว์แห่งพิพิธภัณฑ์ในอังกฤษ เดวิดสันได้พบเห็นนก “ลำตัวป้อมๆ ลำตัวสีเหลือง อกและท้องสีดำ หัวสีฟ้า หางสีฟ้า” จากรูปทรงเขามั่นใจว่านกที่พบตัวนี้เป็นนกในวงศ์นกแต้วแล้ว (Pitta) ซึ่งเป็นกลุ่มนกที่ตัวกลมป้อม สีสันสดใส ชอบกระโดดหากินตามพื้นป่า และเขาคิดว่าเป็นนกชนิดใหม่ของโลก เขาส่งแต้วแล้วตัวผู้ตัวนั้นไปยังพิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษและถูกตั้งชื่อว่า Gurney’s Pitta หรือ Pitta Gurneyi เพื่อเป็นเกียรติแก่ John H. Gurney นักสะสมตัวอย่างสัตว์และนักเขียนชาวอังกฤษ

ในปีเดียวกันคนทั้งคู่ได้รายงานการพบแต้วแล้วท้องดำครั้งแรกในสยาม ที่เมืองระนอง ที่มีชายแดนติดกับเมืองบันกาซอง ประเทศพม่า

หลังจากนั้น มีรายงานจากนักเก็บตัวอย่างนกส่งพิพิธภัณฑ์ถึงการพบแต้วแล้วท้องดำจากหลายๆ จังหวัดในภาคใต้ ได้แก่ หลายๆ พื้นที่ในจังหวัดตรัง และที่ เกาะปลาบ สุราษฎร์ธานี

ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ หลังพบแต้วแล้วท้องดำตัวแรกของโลก ๔๐ ปี มีการพบรังนกแต้วแล้วท้องดำรังแรกของโลกโดยนาย C.Chunggat ที่คลองวังหิน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

ในรายงานของ ดร.ไนเจล คอลลาร์ บอกว่า หลังการพบแต้วแล้วท้องดำครั้งแรกในปีพ.ศ. ๒๔๑๘ มีการพบแต้วแล้วท้องดำจำนวนมากในหลายบริเวณ เริ่มจากประจวบคีรีขันธ์ ไปถึงเขาช่อง จังหวัดตรัง ในพม่าพบตั้งแต่ Victoria Point ทางใต้สุดขึ้นไปจนถึงเมืองเลงยา (Lenya) ซึ่งอยู่แนวเดียวกับประจวบคีรีขันธ์

ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ มีรายงานชื่อ On Siamese Birds ของ นายโรดอล์ฟ ไมเออร์ เดอ เชาเอนซี (Rodolphe Meyer de Schauensee) นักปักษีวิทยาชาวอเมริกัน ลงในวารสารวิทยาศาสตร์แห่งฟิลาเดลเฟีย ถือเป็นรายงานเป็นทางการของการพบแต้วแล้วท้องดำในธรรมชาติครั้งสุดท้ายของโลก

Herbert G. Deignan

ปี พ.ศ.๒๔๙๕ เป็นเวลา ๗๗ ปีหลังพบครั้งแรก นายเฮอร์เบิร์ต จี เด็กแนน (Herbert G. Deignan) อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนปรินซ์รอแยล (พ.ศ.๒๔๗๑-๒๔๗๕) ชาวอเมริกัน เก็บตัวอย่างแต้วแล้วท้องดำตัวเมียได้ ๑ ตัวที่ประจวบคีรีขันธ์ แต่ไม่ได้รายงานตีพิมพ์ในวารสาร

เป็นรายงานการพบแต้วแล้วท้องดำในธรรมชาติครั้งสุดท้าย และนักปักษีวิทยาก็ยังไม่มีความรู้เรื่องนกตัวนี้

ปี ๒๔๙๕ ตัวอย่างนกตัวหนึ่งไม่ระบุที่มาถูกส่งไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน อเมริกา (ที่เด็กแนน ทำงานอยู่)

หลังจากปี ๒๔๙๕ ไม่มีรายงานการพบนกอย่างเป็นทางการอีก แต่ในตลาดนกก็มีการซื้อขายไปเป็นนกเลี้ยงทั้งในประเทศไทย และส่งไปไกลถึงอังกฤษ อเมริกา แคนาดา เพราะสีสันสวยงาม ราคาแพง มีขายทั้งในกรุงเทพ และมีการสั่งซื้อโดยตรงจากพ่อค้านก ราคาตัวละ ๕๐ ดอลลาร์ จากปากคำนักเลี้ยงนกในกรงพอจะประเมินได้ว่าปีสุดท้ายที่พวกเขาซื้อนกแต้วแล้วท้องดำได้คือปี ๒๕๑๓

แม้ไม่มีนกขายในตลาด เพราะไม่มีนกให้จับแล้ว แต่มีตัวอย่างนกกว่าร้อยตัวอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะในอังกฤษมีแต้วแล้วท้องดำสตัฟฟ์มากถึง ๖๒ ตัว

ตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ นักปักษีวิทยายอมรับว่า ไม่มีการพบเห็นแต้วแล้วท้องดำในธรรมชาติแล้ว

ธันวาคม ๒๕๒๘ สถานีโทรทัศน์บีบีซีรายงานว่า มีความเป็นไปได้ที่นกแต้วแล้วท้องดำจะสูญพันธุ์ไปจากโลก

……………………….

ข่าวดีที่เมืองไทย : การพบแต้วแล้วท้องดำอีกครั้งที่กระบี่

วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๒๙หลังจากบีบีซีรายงานแค่ ๖ เดือน มีการพบแต้วแล้วท้องดำที่กระบี่ !! ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักดูนกและนักอนุรักษ์ทั่วโลก

Phillip D. Round

ฟิลลิป ดี ราวด์ (Phillip D. Round) นักปักษีวิทยาชาวอังกฤษ เขาเป็นผู้เขียนหนังสือ “A guide to the Birds of Thailandร่วมกับนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล หนังสือคู่มือดูนกเล่มแรกของเมืองไทยที่นักดูนกทุกคนต้องมี

ฟิลไม่เชื่อว่าแต้วแล้วท้องดำสูญพันธุ์ ช่วงที่เขาทำงานที่ศูนย์วิจัยสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยมหิดล เขาออกสำรวจนกในพื้นที่ป่าภาคใต้อย่างจริงจังนานสี่ปี เขาสืบหาข้อมูลจากตลาดค้าสัตว์ป่าจนได้ข้อมูลว่าคนที่ส่งนกแต้วแล้วท้องดำไปขายในกรุงเทพฯเป็นพ่อค้าชาวจีน อยู่ที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ในช่วงนั้นฟิลได้ร่วมกับ ดร. ไนเจล คอลลาร์ ตรวจสอบข้อมูลจากตัวอย่างนกแต้วแล้วท้องดำ ๑๐๓ ตัวในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก พบว่า ตัวอย่างนกเกือบทั้งหมดเก็บได้ในช่วง ๖๐ ปีแรก (พ.ศ.๒๔๑๘-๒๔๗๙) และมาจาก “ป่าตอนใต้ของประเทศไทยด้านที่ติดกับพม่า” ข้อมูลที่เป็นกุญแจไขปริศนาคือ “ตัวอย่างนกทุกตัวเก็บได้จากป่าที่ราบต่ำ”

คณะสำรวจได้มุ่งไปที่ป่าที่ราบต่ำทางภาคใต้ ซึ่งเหลือไม่มากเพราะถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่การเกษตรเกือบหมด เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม พบว่า ป่าเขานอจู้จี้ ในจังหวัดกระบี่ คือป่าที่ราบต่ำผืนใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ ใกล้เคียงกับข้อมูลที่ได้จากการสอบถามพ่อค้านกป่าในตลาดทุ่งสงว่า ยังมีการดักนกแต้วแล้วท้องดำออกมาขายอยู่ปีละสองสามตัว โดยมากจะดักได้จากบริเวณป่าตรงรอยต่อระหว่างกระบี่ นครศรีธรรมราช และตรัง

คุณอุทัย ตรีสุคนธ์

ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๒๙ ฟิลพร้อมด้วย อุทัย ตรีสุคนธ์ (นักวิจัยร่วมแห่งศูนย์วิจัยสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยมหิดล ในเวลานั้น) ได้ไปสำรวจที่ป่าบริเวณบ้านบางเตียว ใกล้เขานอจู้จี้ หลังจากเดินสำรวจด้วยความยากลำบากอยู่สี่วัน เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนักอยู่เป็นระยะ ช่วงพลบค่ำก่อนแสงจะหมด ฟิลก็ได้พบกับนกแต้วแล้วท้องดำตัวผู้ตัวแรก เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๒๙ นับเป็นรายงานแรกหลังจากที่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดมาเกือบ ๕๐ ปี

เช้าวันรุ่งขึ้น อุทัย ตรีสุคนธ์ เปิดเทปบันทึกเสียงร้องของนกแต้วแล้วท้องดำ ปรากฏว่ามีนกแต้วแล้วท้องดำร้องตอบกลับมา เขาจึงเดินตามเสียงไปเรื่อย ๆ จนพบกับรังนกแต้วแล้วท้องดำพร้อมไข่สามฟองโดยบังเอิญ นี่คือการค้นพบรังนกแต้วแล้วท้องดำครั้งที่ ๒ ของโลกในรอบกว่า ๑๐๐ ปี

สองสัปดาห์หลังจากนั้น คณะสำรวจได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของพ่อแม่นกที่ผลัดเปลี่ยนกันกกไข่ จนกระทั่งไข่ฟัก แล้วพ่อแม่นกก็ช่วยกันนำอาหารมาป้อนลูกน้อยสองตัวในรัง พวกเขาจึงอาศัยช่วงเวลานั้น ไปออกไปค้นหาว่ายังมีครอบครัวนกแต้วแล้วท้องดำตัวอื่น ๆ อยู่ในบริเวณใกล้เคียงอีกหรือไม่ แต่ก็ไม่พบ สามวันต่อมาเมื่อกลับมาดูที่รังอีกครั้ง ก็พบว่านกแต้วแล้วท้องดำครอบครัวนี้ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว พวกเขาไม่รู้ว่านกทั้งครอบครัวถูกล่าเอาไป หรือออกจากรังไปเองโดยธรรมชาติ

เมื่อคณะสำรวจเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ข่าวการค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำที่จังหวัดกระบี่ก็ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นข่าวใหญ่ทางหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นกแต้วแล้วท้องดำยังไม่สูญพันธุ์

แต่คำถามที่เกิดขึ้นตามมาในขณะนั้นก็คือ จะอนุรักษ์นกชนิดนี้เอาไว้ได้อย่างไร ??

อุทัยได้บันทึกสภาพปัญหาและงานหนักที่รออยู่ข้างหน้าไว้ว่า "แทบจะทุกตารางนิ้วในป่าผืนนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของคนตัดหวาย หาน้ำมันยาง ตัดไม้หอม หาหน่อไม้ กระทั่งการจับลูกนกไปขาย หรือนกแต้วแล้วท้องดำครอบครัวน้อยๆ ที่ค้นพบนี้จะเป็นครอบครัวสุดท้ายของโลก"

................................

ขอขอบคุณบทความดีๆ ที่เป็นที่มาของบันทึกนี้ :

เพชร มโนวิตร. “นกแต้วแล้วท้องดำ บนเส้นทางแห่งการสูญพันธุ์?” นิตยสารสารคดี. ฉบับที่ ๒๒๒ เดือนสิงหาคม ๒๕๔๖.

เป็นบทความที่ได้รับรางวัล “ลูกโลกสีเขียว” ประจำปี ๒๕๔๖ ประเภทงานเขียน

อ่านเต็มๆ ได้ที่นี่ http://www.sarakadee.com/feature/2003/08/bird.htm

------------------------

ข้อมูลเกี่ยวกับแต้วแล้วท้องดำ*

(* http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9580000016451)

วัชระ สงวนสมบัติ นักปักษีวิทยาแถวหน้าอีกคน จากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) บอกว่า เราจะเรียกนกแต้วแร้วท้องดำ หรือ แต้วแล้วท้องดำ ก็ได้ “ท้องดำ” ที่เป็นชื่อสามัญมาจากเส้นขนบริเวณส่วนอกตอนปลายและท้องของนกตัวผู้ซึ่งมีลักษณะเด่น(สมาคมอนุรักษ์นกฯ เรียกว่า “แต้วแร้ว..” )

วัชระ พรรณนาถึงนกตัวนี้ไว้ว่าให้เห็นภาพว่า

"นกแต้วแร้วท้องดำเป็นนกขนาดเล็ก ลำตัวสั้นป้อมยาวประมาณ 20 ซม. ตาสีดำโตใส ปากแหลมแต่สั้นเนื่องจากกินเมล็ดพืช แมลง และไส้เดือนเป็นอาหาร เป็นนกที่มีความสวยงาม มีสีสันจัดจ้านโดยเฉพาะตัวผู้ ที่จะมีทั้งขนสีดำ น้ำตาล เหลืองสด และน้ำเงินแซมอยู่เป็นสัดส่วน จึงไม่แปลกที่แต้วแร้วท้องดำจะเป็นขวัญใจของเหล่านักดูนก ที่ไม่ว่าใครหากได้เดินทางมาภาคใต้ของประเทศไทยก็ต้องมาแวะชมเผื่อจะได้พบกับเจ้าท้องดำนี้สักครั้ง"

นกทั้งตัวผู้ตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ต่างที่สีขนและขนาดตัว

นกตัวผู้ จะมีสีสดส่วนหัวมีสีดำ กระหม่อมและท้ายทอยมีฟ้าน้ำเงิน คอมีสีเหลืองสด และบริเวณอกตอนล่างไปจนถึงท้องมีสีดำสนิท ลำตัวอ้วนสั้น

นกตัวเมีย จะมีสีสดใสน้อยกว่า ส่วนหัวและหลังมีสีน้ำตาล ปลายหางมีสีฟ้า และไม่มีแถบสีดำบริเวณหน้าอก ที่อาจทำให้สับสนได้ว่าเป็นนกชนิดอื่นในวงศ์เดียวกัน

นกแต้วแร้วท้องดำมักสร้างรังอยู่บนต้นหวาย ต้นกะพ้อ และเถาวัลย์ ออกไข่เพียงคราวละ 3-4 ฟองเท่านั้น กินแมลง ไส้เดือน และสัตว์มีกระดูกสันหลังเล็กๆ เป็นอาหาร มีอายุประมาณ 10 ปี (เป็นการประมาณโดยนักปักษีวิทยา ยังไม่มีผู้ใดทำการวิจัยโดยละเอียด) และเป็นนกที่ต้องการพื้นที่ป่ามาก เพราะมักอยู่เป็นตัวเดี่ยวๆ มีอาณาเขตของตัวเอง เป็นนกประจำถิ่นไม่มีการอพยพ

ปัญหาของนกแต้วแล้วท้องดำ ปัญหาของโลก

ในช่วงปี ๒๕๕๖ สำรวจประชากรนกแต้วแร้วท้องดำได้ทั้งสิ้น ๑๓ คู่ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครพบนกแต้วแร้วท้องดำอีกเลย

วัชระ ได้ให้ความเห็นถึงสาเหตุของการสูญพันธุ์ของแต้วแล้วท้องดำอันมีบ้านหลังสุดท้ายบนผืนโลก ณ ผืนป่าที่ราบต่ำที่เขานอจู้จี้ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จังหวัดกระบี่

ประการแรก ด้วยธรรมชาติของนกที่อาศัยในพื้นที่ราบต่ำ และสูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน ๒๐๐ เมตรซึ่งเป็นพื้นที่ทำการเกษตร จึงมีการบุกรุกแผ้วถาง จนพวกเขาไม่มีพื้นที่อยู่อาศัย ตลอดเวลาของการสำรวจนก นักสำรวจพบเจอการบุกรุกป่าอยู่เสมอ

ประการที่สอง การท่องเที่ยวสระมรกตในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ซึ่งเป็นบ้านของแต้วแล้วท้องดำ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเกินไปจนทำให้เกิดความวุ่นวายเสียงดัง

สาเหตุการสูญพันธุ์ทั้งของพืชและสัตว์ทั้งหลายบนโลกใบนี้เป็นสาเหตุพื้นๆ ที่สุดอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ล้วนๆ กฎหมายใดๆ ก็ไม่สามารถคุ้มครองชีวิตเล็กๆ ของพวกเขาได้เพราะมนุษย์นั้นชอบเบียดเบียนและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

การสูญพันธุ์ของนกตัวเล็กๆ แสนสวยงาม ที่ไม่เคยเบียดเบียนมนุษย์ มีแต่ช่วยแต่งแต้มสีสวยให้แก่โลกและสร้างความสุขให้แก่มนุษย์ผู้หลงรักพวกเขา เป็นเพียงอีกกรณีหนึ่งที่เป็นผลมาจากการที่มนุษย์ทำร้ายโลกด้วยวิธีต่างๆ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

สักวันหนึ่ง อีกไม่นานมนุษย์คงได้บทเรียน.

.........................................

อ้างอิง

Boonsong Lekagul , Philip D. Round. A guide to the Birds of Thailand. Bangkok Thailand : Saha Karn Bhaet Co.Ltd., 1991.
http://www.sarakadee.com/feature/2003/08/bird.htm

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9580000016451

http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=183:2009-11-19-09-30-00&catid=48:2009-11-03-07-40-58&Itemid=71

http://www.bcst.or.th/?page_id=328

ขอบคุณภาพทุกภาพจาก Internet ที่ไม่สามารถระบุชื่อเจ้าของภาพได้

……………………….............


ขอบคุณคลิปนกแต้วแล้วท้องดำ ถ่ายโดย คุณคณิต คณีกุล 09/04/2004

.......................................

บันทึกส่งท้าย : ความผูกพันส่วนตัวกับแต้วแล้วท้องดำ

ปี ๒๕๔๓ ฉันกับน้องรักลูกชายไปทริปดูนกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ด้วยความตั้งใจที่จะได้เห็นแต้วแล้วท้องดำสักครั้ง แม้ความหวังจะริบหรี่วันแรกกลุ่มของเราไปเฝ้ายังจุดที่พวกเขาอยู่ (นกแต่ละตัวจะมีถิ่นอาศัยที่เป็น “บ้าน” ส่วนตัวที่แน่นอน นักดูนกจะรู้และบอกต่อแก่นักดูนกด้วยกัน) เราไม่มีโชคในวันแรก

วันต่อมาเราสามคน (ฉัน น้องรัก น้องเด๋ม – ดร.พรเกษม กันตามระ กัลยาณมิตรดูนกที่สนิทสนมเป็นพิเศษ) นัดแนะกันแยกจากกลุ่มเพื่อไปเฝ้าซุ่มดู เราสามคนหาพุ่มไม้ที่มิดชิดเพื่อพรางตัว ทิ้งระยะห่างจากพื้นที่อาศัยของเขาพอประมาณเพื่อไม่รบกวนนก นั่งนิ่งๆ เงียบๆ ไม่พูดจานานมาก ได้แต่สอดสายตาไปทั่ว หูเงี่ยฟังเสียงร้องของนกและหาที่มาของเสียง เงี่ยฟังเสียงใบไม้กิ่งไม้เผื่อเจ้าแต้วแล้วท้องดำมาเขี่ยหาอาหาร กล้องในมือเตรียมพร้อมยกขึ้นส่อง

คู่มือดูนกของน้องรัก บันทึกการเห็นแต้วแล้วท้องดำ

น้องรักเป็นนักดูนกที่ประสาทไวที่สุดและมักจะเห็นนกก่อนทุกคนในกลุ่ม แยกแยะนกได้เก่งและไว น้องรักส่องกล้องตรงไปที่พื้นไม่ไกลนักข้างหน้า ยิ้มตาโตอย่างตื่นเต้น พลางส่งสัญญาณมือชี้ให้ฉันกับน้องเด๋มส่องกล้องไปยังจุดนั้น....

สีเหลืองสดใสตามลำตัวและคอเด่นชัด สีฟ้ากลางกระหม่อมสว่างใสสวยมาก รูปทรงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากแต้วแล้วท้องดำนกหนุ่มแสนงามที่เฝ้ารอ ฉันกับน้องเด๋มไม่ได้เห็นหน้าชัดๆ แต่น้องรักได้เห็นเต็มตัว เขาลงมาที่พื้นเดี๋ยวเดียวก็บินออกไป เราคงทำผิดพลาดอะไรสักอย่างให้เขารู้ตัว เราสามคนยิ้มอย่างตื่นเต้นที่สุดนับแต่ดูนกกันมาหลายปี

คุ้มค่า สามชั่วโมงที่รอคอย...

ลาก่อน...ฉันหวังว่าสักวันจะมีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งว่าพบแต้วแล้วท้องดำ (ที่ไหนสักที) ในแผ่นดินไทย ทั้งที่รู้ว่าความหวังแทบจะไม่มี.

อังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๘

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกคนรักโลก



ความเห็น (23)

เขียนเมื่อ 

Another sad story. 50 years of warning ignored by those who could change lives, now lamenting --had we done... it wouldn't have happened... There was a loss of dung beatles in Isan due to adoption of tractors (instead of buffalos). And there are more 'lives' in similar situations -- losing habitat, hunting grounds, food sources, toxic chemicals, other pollution, climate change, ineffective conservation and protection,...

Other lives have been enriching our life, it is time we show gratitude --- in their life time!

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะคุณ sr

ปัญหาของโลกคือ มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักว่าตนเองต่างมีส่วนร่วมในการเบียดเบียนโลก เพราะผลลัพธ์นั้นไม่เห็นในระยะใกล้ จำเป็นต้องปลูกฝังให้แก่คนรุ่นต่อรุ่น ซึ่งดิฉันเห็นได้น้อยในบ้านเกิดเมืองนอนดิฉัน

ขอเล่าในบริบทที่ดิฉันมีประสบการณ์ตรง คือ การออกไปดูนกในธรรมชาติ ในอุทยานแห่งชาติ และในป่า การส่งเสียงดัง ดื่ม เล่นดนตรี ทิ้งขยะ ล้วนขับไล่นกและสัตว์ป่าให้กระเจิง เวลาพบเห็นสิ่งเหล่านี้ ดิฉันเศร้ามาก

กรณีแต้วแล้วท้องดำ มีความพยายามขอให้ทางราชการจำกัดเวลาการเที่ยวชมสระมรกต (อันในสถานท่องเที่ยวที่ใกล้กับถิ่นอาศัยของแต้วแล้วท้องดำ) เพื่อลดเสียงรบกวนนก ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้รับการตอบรับแค่ไหน

นักท่องเที่ยวไทยส่งเสียงดังมาก ซึ่งดิฉันนึกเหตุผลไม่ออกว่าพวกเขาไปท่องเที่ยวเพื่อหาอาหารบำรุงจิตใจกันได้อย่างไรในความอึกทึกนั้น

นักท่องเที่ยวให้ความร่วมมือน้อยในการเก็บขยะของตนเอง ใส่ถุงดำออกมาทิ้งข้างนอก ฯลฯ

ทุกวันนี้ดิฉันไม่มีความคิดที่จะกลับไปเที่ยวกระบี่อีกเลย เพราะกระบี่เคยเป็นเมืองที่ สวยงาม สุข สงบ มากในอดีต

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณน้อง ทิมดาบ ที่แวะมาอ่านค่ะ

สวยมากๆ ค่ะ น่าเสียดายมากเลย

เขียนเมื่อ 

สวยงามมากๆๆ นะคะ .... เสียดายถ้าสูญพันธ์ไป นะคะ


เขียนเมื่อ 

...เป็นเรื่องที่น่าเศร้า น่าเสียดายมากๆนะคะคุณnui...แต่ก็น่าแปลกใจมากๆกับการสูญพันธุ์จากไปอย่างไร้ร่องรอยของนกแต้วแล้วท้องดำที่มีความสวยงามติดอันดับโลก...ทั้งที่มีการศึกษาวิจัยกันเป็นเวลานาน...

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยกับคุณ..nui เป็นอย่างยิ่ง เจ้าค่ะ "ที่จะไม่กลับไปที่แห่งนั้นเลย"แค่เห็นภาพก็มีความสุขที่รู้ว่าอย่างน้อยเขายังมีชีวิตรอด..ในที่ๆของเขา..และส่วนมนุษย์ที่สร้างตนและยกตนให้เหนือสัตว์กลับใช้เครื่องมือที่สร้างขึ้นมาไล่ล่าแสดงความเป็นเจ้าของและซื้อขาย ชีวิต ทำลายแหล่งวิวัฒนาการที่มีมาเป็นล้านกัปหลายกัลย์..กับคำว่ายึดมั่นถือมั่น อย่างเดียว โลภโมโทสัน.กระสันเซ้กส์..อิอิ..มนุษย์ขี้เหม็นเคี่ยวเขข็นเทวดา..555

มีด้านหลังของความงด..

...งามมาฝาก เจ้าค่ะ...

ขอบคุณที่แบ่งปันภาพและเรื่องราวที่น่าสนใจค่ะ

เขียนเมื่อ 

นักดูนกน่าจะช่วยกันรณรงค์ให้มีการปิดป่าบริเวณที่นกอยูอาศัยในช่วงเวลาที่นกวางไข่และเลี้ยงลูก เน้นเป็นพิเศษสำหรับนกที่มีแนวโน้มสูญพันธุ์นะคะ ทำนองเดียวกับการปิดอ่าวหรือห้ามจับปลาในบางเดือนเพื่อให้ปลาได้วางไข่ทำให้มีปลาและสัตว์ทะเลให้จับต่อไป แต่เขาอาจไม่สนใจเท่าปลาเพราะปลาเป็นสัตว์เศรษฐกิจ จึงต้องหาเหตผลดี ๆ

เขียนเมื่อ 

โชคดีมากนะคะพี่ nui ลุ้น ๆ ให้มีการปิดป่า ธรรมชาติฟูมฟักตัวเอง สรรพชีวิตจะได้กลับคืนมา

เขียนเมื่อ 

พยายามคิดในแง่ดีค่ะ อ.จัน จันทวรรณ ถ้าเราโชคดีอาจได้เห็นเขาอีก เหมือนที่เคยคิดว่าสูญพันธุ์ไปก่อนปี ๒๕๒๙ แต่สถานการณ์ตอนนี้พื้นที่ที่เป็นบ้านเขาแทบจะไม่เหลือแล้ว คงจะได้แค่ฝัน

เขียนเมื่อ 

ความสวยนำภัยมาสู่ตัวเขาค่ะพี่ Dr. Ple

แต้วแล้วท้องดำนำนักดูนกจากทั่วโลกมาบ้านเรา เป็นความสุขที่เราได้พบเจอคนรักนก

เขียนเมื่อ 

น่าเศร้าจริงๆ ค่ะอาจารย์ Pojana Yeamnaiyana Ed.D.

จากที่อ่านความเห็นผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คน สาเหตุหลักๆ มาจากการบุกรุกป่าอย่างผิดกฎหมายโดยการเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่ แต้วแล้วท้องดำแต่ละตัวต้องการอาณาเขตส่วนตัวมาก เมื่อบ้านเขาถูกบุกรุกแล้วพวกเขาก็ต้องยอมแพ้

กับอีกเรื่องที่น่าตกใจ?? คือ ความผิดพลาดของนักวิจัยจากหน่วยงานราชการ?? เราก็ได้แค่อ่าน และปะติดปะต่อ

ดิฉันคงพยายามติดตามเรื่องนี้สักระยะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณนะคะคุณยาย ยายธี

เวลาเดินอยู่ในป่านะคะ ไม่เพียงแต่นกที่เราเห็นเขาผ่านกล้องอย่างใกล้ชิด พวกเขาสวยงาม น่ารัก สัตว์อื่นๆ ต้นไม้ ใบหญ้า สัตว์ตัวเล็กตัวน้อย สอนเราว่าทุกชีวิตมีความงดงาม และพึ่งพากันและกัน มนุษย์เป็นสัตว์โลกสายพันธุ์เดียวที่โหดร้าย

ดิฉันเคยอยู่ที่กระบี่ ๒-๓ ปีค่ะ สี่สิบกว่าปีก่อนโน้นกระบี่เป็นเมืองเล็กๆ ที่ธรรมชาติสวยงาม เงียบสงบ ครอบครัวเราเคยนั่งเรือประมงไปเกาะพีพี ที่ยังบริสุทธิ์ หาดทรายสวยสะอาด ได้เห็นฝูงหมูป่าออกมาวิ่งเล่นริมหาด ดิฉันเดินเลาะชายหาด น้ำทะเลใสแจ๋ว ปะการังสีสวยตลอดแนวหาดยาวสุดสายตา ยังไปนั่งจุ่มเท้าบนสะพานไม้ดูปลาเล็กปลาน้อย จำได้ติดตาไม่เคยลืมจนบัดนี้ ขากลับเรือเสียกลางทะเล จอดซ่อมเครื่องยนตร์ตั้งนาน คืนนั้นไม่มีลม ทะเลเรียบ ดิฉันนอนชมพระจันทร์เต็มดวงบนฟ้าใสแจ๋วแบบไม่ทุกข์ร้อนอะไรจนหลับไป ตื่นอีกทีเรือกลับถึงบ้านแล้ว เป็นความประทับใจที่ทำให้รักกระบี่มาก

ยี่สิบปีต่อมาดิฉันไปกระบี่อีกครั้ง รู้สึกช๊อค เพราะกระบี่กลายเป็นพัทยาไปแล้ว ยิ่งได้ไปเห็นเกาะพีพีอีกครั้งแล้วมันเจ็บปวดที่ธุรกิจท่องเที่ยวได้ทำลายธรรมชาติอย่างยับเยิน

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่ว่า ไม่อยากกลับไปที่นั่นอีก

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณพี่ใหญ่ นงนาท สนธิสุวรรณ นะคะที่แวะมาอ่าน ทำความรู้จักแต้วแล้วท้องดำ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะอาจารย์ GD

จริงๆ แล้วพวกเขาอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ และ แต้วแล้วท้องดำก็เป็นสัตว์ป่าสงวน ที่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว แต่กฎหมายก็เป็นแค่ตัวหนังสือในกระดาษ ไม่มีการบังคับใช้จริงๆ จังๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการบุกรุกป่าสงวนกันอย่างมากมายขนาดนี้

เวลานี้มีกลุ่มหลายๆ กลุ่ม ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้อยู่บ้าง ซึ่งก็สายไปแล้ว

เขียนเมื่อ 

ก็ได้แค่ลุ้นๆ กันนะคะน้อง ธิรัมภา พี่ก็อยากจะหวังอยู่นะ ตอนนี้เห็นเงียบอยู่ ไว้มีอะไรน่าสนใจพี่ค่อยมาเล่าในบันทึกนะคะ

เขียนเมื่อ 

สีสดมากเลยครับ

ตอนแรกๆคิดว่ายังมีหลายคู่ในป่าทางภาคใต้

น่าเสียดายนะครับ

  • สวยมากครับ สุดท้ายไม้พ้นเงื้อมมือมนุษย์..
  • ขอบคุณความรู้ครับพี่..
เขียนเมื่อ 

พี่เองก็เศร้าอยู่ค่ะน้อง ขจิต ฝอยทอง

กำลังเกาะติดความเห็นของนักปักษีวิทยา กับนักดูนกแถวหน้าทั้งหลาย เผื่อมีข้อมูลมาเขียนเล่าต่อค่ะ

สองปีมานี้ไม่มีใครพบ แม้แต่เสียงก็ไม่มีใครได้ยิน

เขียนเมื่อ 

มนุษย์ทำร้ายสิ่งแวดล้อมมากค่ะอาจารย์ ธนิตย์ สุวรรณเจริญ

ยิ่งอ่านมากๆ ยิ่งหนาวว่า ในอนาคตอันใกล้มนุษย์จะถูกธรรมชาติเอาคืน

อุณหภูมิแถบอินเดียไปจนถึงอาฟริกาที่สูงมากๆ ในปีนี้เป็นแค่สัญญานเริ่มต้น

ในหนังสือชื่อ "เมื่อโลกเอาคืน"(The Revenge of GAIA) ตอนหนึ่งพูดไว้ว่า

"แม้เราจะหยุดกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างความเสียหายต่อโลก...โลกก็ต้องใช้เวลากว่าหนึ่งพันปีจึงจะฟื้นกลับสู่สภาพเดิมได้" (หน้า ๓๕)

kontammadaa
IP: xxx.19.210.39
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ คะ

เขียนเมื่อ 

ด้วยความยินดีค่ะคุณ kontammadaa