GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

อยู่กับปู่ ตอนที่ 1: พบพระประหลาด

อยู่กับปู่โดย นารีรัตน์ นาคะเวช


หนังสือ "อยู่กับปู่" นี้ได้จัดพิมพ์มาหลายครั้งแล้ว เปลี่ยนปกมาก็หลายครั้ง บางเล่มก็ไม่มีจำหน่ายแล้ว (เพราะสมัยนั้นพิมพ์แจกจนหมด) ยกอย่างตัวอย่าง ปกอันที่ 2 ส่วน ปกอันที่ 3 ก็ยังมีจำหน่ายอยู่

หนังสือนี้มีอะไรดี ถึงมีตั้ง 3 ภาค ก็ต้องติดตามดู อ่านดูเองก็แล้วกัน ครับ จะได้ทราบถึงปฏิปทา และความเป็นหลวงปู่ ที่มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร

 

ตอนที่ 1: พบพระประหลาด


อยู่กับปู่


ขณะที่จับปากกาขึ้นมาเขียนเรื่องนี้ เหลือบดูนาฬิกาเป็นเวลา ๑๕.๔๕ น. ของวันพุธที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เราสองสามี ภรรยาเพิ่งกลับจาก "ถ้ำไก่หล่น" ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาเหตุที่ตัดสินใจเขียนบันทึกเรื่องราวที่ได้ประสบมา เพราะเห็นว่าสิ่งที่จะพูดถึงต่อไปนี้มีคุณค่าควรแก่การจดจำไปชั่วชีวิต ชั่วลูกชั่วหลาน คงน่าเสียดายมากถ้าเราจะปล่อยให้เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ ตายไปพร้อมกับตัวเรา แต่กว่าจะได้ลงมือบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เวลาก็ล่วงเลยมานานหลายเดือน

จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันจันทร์ที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ กลับจากโรงเรียนตอนเย็น พบว่าสามีมีท่าทางตื่นเต้นขณะพูดกับฉันทำนองว่า อาจารย์หญิงวิทยาลัยครูเพชรบุรี (ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นสถาบันราชภัฏ) ชื่อพี่บุญล้อม ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงาน มาชักชวน เขาให้ช่วยพาไป "ถ้ำไก่หล่น" ได้ข่าวว่ามีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาพำนักอยู่ รายละเอียดยังไม่ทราบ แต่ลูกศิษย์ของอาจารย์หญิง ซึ่งเป็นทหารค่ายธนรัชต์ ปราณบุรี บอกว่าสงสัยจะเป็น "หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร" ฉันหูผึ่ง ตาลุกขึ้นมาทันที เพราะเคยอ่านประวัติอันแสนลี้ลับพิสดารของหลวงปู่รูปนี้ในนิตยสารฉบับหนึ่งนานมาแล้ว คิดว่าเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมา ไม่เชื่อว่าจะมีจริง ถึงมีจริงก็ไม่เชื่อว่าใครจะได้พบท่านง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเราต้องพิสูจน์ ตกลงกันว่าให้เขาไปก่อน ถ้าเป็นจริงตามคำร่ำลือ ก็อยู่สนทนาซักถามธรรมะให้มากๆ ถ้าไม่จริงจงรีบกลับ จะให้ดีควรจับตามองว่ามีประสงค์อะไรกันแน่ ถึงได้ปล่อยข่าวแอบอ้างว่าเป็นหลวงปู่เทพ-โลกอุดร

สมัยก่อนเราเป็นคนไม่เข้าวัดทั้งๆ ที่จังหวัดเพชรบุรีมีวัดเรียงรายเต็มไปหมด แต่ไม่ประทับใจในวัด หรือพระสงฆ์เอาเสียเลย ไม่เห็นท่านทำอะไรนอกจากบิณฑบาตรับนิมนต์งานบุญ ฯลฯ ไม่เกี่ยวกับชีวิตเราสักเท่าไร ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า ถ้าจะสนใจพระก็สนใจเรื่องอภินิหาร เครื่องรางของขลังมากกว่าธรรมะ ต่อมาพอชีวิตประสบแต่เคราะห์กรรม จึงเริ่มหันหน้าเข้าหาวัด เคยไปบวชชีพราหมณ์ที่วัดใกล้บ้าน ซึ่งเลือกแล้วว่าพระสงฆ์วัดนี้มีข้อวัตรปฏิบัติเคร่งดี แถมฉันอาหารมังสวิรัติอีกต่างหาก ยังรู้สึกประทับใจ กับชีวิตคนวัดที่มีแต่ความสงบ เยือกเย็น แต่นานไปก็ถอยห่างจากวัดนั้น เพราะรู้สึกว่าแนวนี้ไม่ถูกกับจริตของเรา ยังมีอะไรๆ ให้เคลือบแคลงสงสัย ซึ่งหาคำตอบไม่ได้

จากนั้นก็ท่องเที่ยวไปทุกวัดที่ดังๆ ได้พบเกจิอาจารย์หลายรูปแบบที่มีแนวการสอนเฉพาะตน ประทับใจในบรรยากาศอันสวยงามของโบสถ์วิหาร และความร่มรื่นของมวลแมกไม้ที่ขึ้นเขียวครึ้ม แต่มาติดขัดตรงที่ว่า เราไม่สามารถจะเข้าถึงตัวเจ้าสำนักได้เลย มีหน่วยคุ้มกันพิเศษบ้าง บรรดาศิษย์ใกล้ชิดบ้างประกอบกัเป็นคนช่างระแวงสงสัย พอเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็เริ่มถอย เรียกว่า ไม่ปิ๊งในธรรมะ บอกกับตัวเองว่า นี่ไม่ใช่แนวที่เราชอบ พอมีพระบางรูปที่เคารพนับถือได้แก่ ท่านพุทธทาสภิกขุ สอนตรงแนวดี แต่ท่านก็อยู่ไกล อายุท่านก็มาก ไม่มีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิด ได้แต่หาหนังสืออ่าน

สาเหตุที่อาจารย์หญิงมาชวนสามีไปเป็นเพื่อนเพราะ หนึ่ง เขาเป็นผู้ชาย เข้าป่าเข้าดงจะอุ่นใจกว่าเพศเดียวกัน สอง เขามีรถปิคอัพ น่าจะสะดวกในการบุกป่ากว่ารถเก๋งคันงาม พูดถึงปิคอัพคันนี้ มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ปีก่อนโน้นจอดทิ้งไว้หน้าบ้าน พอเช้าขึ้นมาก็อันตรธารหายไปเสียแล้ว หนึ่งปีให้หลังได้คืนมาอย่างไม่คาดฝัน โดยตำรวจเมืองปราณบุรีโทรศัพท์มาแจ้งว่า พบรถของเราที่นั่น เราไม่ได้วิ่งเต้นแจ้งความบนบานศาลกล่าวอะไรเลย ส่วน รายละเอียดว่า รถคันนี้หายไปอย่างไร ไปอยู่กับใคร ก็อย่าไปสนใจ เลย เอาเป็นว่าพอได้คืนมาไม่กี่วัน อาจารย์หญิงเพื่อนสามีมาชวนไปหาพระที่ถ้ำไก่หล่น รถคันนี้ทำให้เราได้พบพระประหลาด และยังได้รับใช้ท่านอีกมากมายในเวลาต่อมา

ตอนแรกนัดกันว่าจะไปพรุ่งนี้ (วันอังคารที่ ๑๖ มีนาคม) สามีนึกอย่างไรไม่ทราบ ขอเลื่อนเป็นวันพุธ พอเช้าวันพุธ ฉัน ไปโรงเรียนตามปกติ ส่วนเขาไปถ้ำกับพี่บุญล้อม มีอาจารย์หญิง (พี่ดวงพร) ไปด้วยอีกคน รวมเป็นสามคน จนเย็นมากแล้วยังไม่กลับกันมาอีก ประมาณหนึ่งทุ่ม เขาจึงกลับมาด้วยท่าทางอิดโรย แต่แววตาสดใส บอกถึงความตื่นเต้นพอใจอะไรสักอย่าง ฉันรีบ ซักถามทันทีว่าเป็นอย่างไร เขาจุ๊ปาก ยกหัวแม่มือชูร่า แล้วเล่า รายละเอียดว่า

ถ้ำไก่หล่นไม่ใช่วัด ไม่ใช่สำนักสงฆ์ แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีพระธุดงค์แวะเวียนมารูปแล้วรูปเล่า ต้องปีนบันไดขึ้นไปสองร้อยกว่าขั้น ส่วนรถก็จอดทิ้งไว้ข้างล่าง เป็นลานกว้าง มีป่าเบญจพรรณ ล้อมรอบไปด้วยภูเขา ที่เหนื่อยเพราะปีนบันไดนี่เอง อายุก็มาก อ้วนก็อ้วน พอฉันถามว่า พระล่ะเป็นอย่างไร เขาบอกว่ายังหนุ่มอยู่เลย แต่ใครๆ เรียกว่า "หลวงปู่" พูดจาไม่ไพเราะ พูดมึงๆ กูๆ ฉันฟังแล้ว อี๊! ชักยังไงเสียแล้ว ฉันข้องใจตรงที่ว่าเป็นพระหนุ่ม แต่คนเรียกหลวงปู่ แถมพูดมึงกูอีก ฟังแล้วไม่เข้าท่า แล้วหน้าตาเป็นอย่างไร เขาก็อธิบายไม่ถูก ฉันถามใหม่ว่า อ้วนหรือผอม เขาบอกไม่อ้วนไม่ผอม แล้วสูงหรือเตี้ยล่ะ สูงๆ เตี้ยๆ ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก ถ้างั้นขาวหรือดำ ไม่ขาวไม่ดำนะบอกไม่ค่อย ถูกอีก (คนติงต๊อง แค่นี้ก็บอกไม่ถูก) เฮ้อ! เป็นอันว่าไม่ได้ความสักอย่าง หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร หน้าตาเป็นอย่างไรเขาไม่รู้จัก ฉันค้นหนังสือโลกทิพย์ฉบับเก่าๆ มาให้เขาดู เขาส่ายหน้าบอกไม่เหมือน ฉันนึกแล้วว่าต้องไม่ใช่ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก เขาบอก ว่าช่างเถอะเรื่องนั้น เขาสนใจธรรมะในตัวท่านมากกว่า ไม่เคยเห็น พระแบบนี้มาก่อน พูดจาไม่ไพเราะ แต่ภูมิปัญญาสูงมาก

ท่านเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ ความจริงท่านมีกำหนดกลับวันที่ ๒๑ มีนาคม คนที่อยู่บนถ้ำบอกว่า ไม่ทราบว่าทำไมหลวงปู่ถึงกลับ เร็วกว่ากำหนด ได้ยินท่านบอกเพียงว่า "ถ้ากูไม่กลับวันนี้ ก็ไม่พบไอ้พวกนี้ซิ มันร่ำๆ จะมาหากูตั้ง ๒ วันแล้วนี่! "

สามีแปลกใจว่าทำไมท่านจึงทราบว่า เขาร่ำๆ จะมาหา ๒ วัน แล้ว! พวกที่ไป อยู่สนทนาโต้ตอบกับท่านจนเย็นจึงลากลับ สามีเล่าว่า เขาอยากลองภูมิว่าจะแค่ไหน เลยแกล้งถามโน่นถามนี่ ชนิดจะต้อนให้เข้ามุม กะถลุงให้หมอบ ชอบนักเรื่องจับผิดพระ (ไม่ทราบบาปหรือเปล่า) แต่ภิกษุรูปนี้ตอบได้หมด เรียกว่าโต้วาทีกันอย่างเผ็ดร้อนบนยอดเขา เขาแกล้งพูดเอะอะยียวนใส่หลายครั้ง แต่ท่านก็ไม่สะดุ้งสะเทือนอะไร จนใกล้ค่ำ สามีตัดสินใจกลับก่อน วันหลังค่อยกลับไปหาเรื่องใหม่ เขาถ่ายทอดประโยคเท่าที่จำได้ดังนี้

"มึงมากันทำไม? มาขอธรรมะอะไรจากกู กูไม่มีธรรมะอะไร จะให้หรอก ธรรมะมันอยู่ที่ตัวมึงนั่นไง ใครๆ เขาว่ากูบ้า มึงไม่กลัวจะบ้าเหมือนกูเรอะ กูว่า กูบ้าแล้วนะ พวกมึงยังบ้ายิ่งกว่ากูอีก... "

พอสามีกราบท่านแล้วเอ่ยปากลา ท่านอุทานออกมาว่า

"น่าจะกลับตั้งนานแล้ว! "

สามีจึงบอกว่า วันหลังจะมาใหม่ ท่านทำตาโต แล้วพูดว่า

"หา! นี่มึงยังกล้าหน้าด้านมาอีกเรอะ"

ตลอดการสนทนา มีแต่คำพูดรุนแรง เสียดสี ผลักไส ไร้เยื่อใย แต่แปลกตรงที่ไม่มีใครโกรธ ได้แต่หัวเราะ เพราะฟังให้ดี ๆ ในถ้อยคำเหล่านั้นมีสาระแฝงอยู่ เรียกว่าบาดอารมณ์ แต่คมคาย ไม่ถูกใจแต่ถูกต้องในเชิงเหตุผล แต่ฉันไม่ใคร่เชื่อถืออะไรนัก เพราะเห็นมามาก ท่าดีๆ พอถึงทีก็เหลว คิดอย่างเดียวว่า "ของแท้ต้องทนทานต่อการพิสูจน์ หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"

วันต่อมาได้ข่าวว่าอาจารย์หญิงทั้งสอง พาเพื่อนหญิงไปหาท่านอีกคน คนนี้ความรู้สูง ปากกล้า เธอต่อปากต่อคำด้วยตลอดเวลา พอลงจากถ้ำวันนั้น เธอบอกว่าจะมาที่นี่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย คนที่ถ้ำบอกว่า หลวงปู่ใช้ถ้อยคำเผ็ดร้อนรุนแรงกับเธอ คิดว่าเธอจะขุ่นเคือง แต่เธอก็ไปอีกและยอมรับนับถือหลวงปู่ ปัจจุบันเธอเป็นกำลังสำคัญของวัดในเรื่องการประชาสัมพันธ์ เธอคืออาจารย์มณีรัตน์ (ติ๋ม)

พอถึงวันเสาร์ เราออกเดินทางแต่เช้า เพื่อให้ทันเลี้ยงเพล พาลูกชายคนเล็ก (เอด) ไปด้วย จากบ้านวิ่งรถไปหัวหิน ๖๐ กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปทางหนองพลับ ๓๐ กิโลเมตร ซ้ายมือจะมีป้ายบอกว่า "ถ้ำไก่หล่น" ซึ่งเป็นทางแคบ ถนนเป็นลูกรัง ผ่านบ้านคนประปราย มีไร่สับปะรดตลอดสองข้างทางประมาณ ๒ กิโลเมตรถึงตัวถ้ำ ลักษณะถ้ำไก่หล่นเป็นป่าเบญจพรรณ โอบล้อมด้วยภูเขา ขวามือเป็นลานไทร ลาดต่ำลงไปเป็นเขื่อน ซึ่งขณะนั้นใช้การไม่ได้ เพราะรั่วซึม กักน้ำไว้ไม่อยู่ เลยไปพอมองเห็นเป็นภูเขา ซ้ายมือคือภูเขาใหญ่อีกลูก ถ้ำไก่หล่นอยู่บนนั้น ตรงกลางเป็นถนน ถ้าเดินไปให้สุดจะถึงริมป่า ซ้ายมือเป็นบันไดขึ้นถ้ำ

ต่อมาเราได้ความรู้เพิ่มเติมว่า ยังมีทางที่จะมา "ถ้ำไก่หล่น" ใกล้และดีกว่านี้อีก คือ จากเพชรบุรีถึงโรงแรมรีเจนท์ชะอำ พอข้ามสะพานก็ถึงทางแยกบางควาย ขวามือมีป้ายบอกว่า ทางสายชะอำ-ปราณบุรี เลี้ยวเข้าทางนั้นไปอีก ๔ กิโลเมตร ถึงสุดบ้านอ่างหินจะพบทางกำลังก่อสร้าง ๔ เลน (ทางบายพาส หรือถนนเลียบเมืองนั่นเอง ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว) เลี้ยวซ้ายวิ่งไปอีก ๑๙ กิโลเมตร ถึงทางสี่แยกเลี้ยวขวาไปหนองพลับ หรือจะวิ่งอีกเส้นทางก็ได้ คือจากเพชรบุรีวิ่งไปท่ายาง ผ่านเขื่อนเพชร สารเห็ด เขาตอหม้อ ยางชุม โป่งเกตุ โป่งแย้ หนองกระทุ่ม ถึงปากทางถ้ำไก่หล่น เลี้ยวขวา ร่นระยะทางไปอีก ๑๐ กิโลเมตร แต่ระหว่างเขาตอหม้อถึงยาง-ชุม (๗ กิโลเมตร) ถนนไม่ค่อยดี เลือกเอาก็แล้วกันว่าจะไปทางไหน ปัจจุบันจากเพชรบุรีวิ่งตรงไปทางชะอำ ถึงหุบกะพง มีทางแยกขวา ป้ายบอกว่าปราณบุรี วิ่งเลี้ยวขวาไปเลย (ทางบายพาสนั่นเอง)....ทางนี้ดีที่สุด

เราเดินไปตามถนนลูกรังจนสุดแนวป่า ข้างหน้ามีห้องน้ำห้องส้วมเก่าๆ ๒ ห้อง ก่อนจะถึงห้องส้วม ซ้ายมือเป็นบันไดขึ้นถ้ำ ที่ตีนบันไดจะเห็นศาลาหลังคาสังกะสี สร้างขึ้นอย่างลวกๆ หลังเล็กๆ อยู่ข้างขวาของตีนบันได (ปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปแล้ว) เอ้า! ซ้าย หัน! ขึ้นบันไดได้ ๒๗๐ กว่าขั้น ตะไคร่น้ำเกาะตามบันไดเขียวอื๋อ แถมยังสร้างไม่ค่อยได้มาตรฐานนัก กว่าจะถึงข้างบนเหนื่อยหอบจนตัวโยน

พอขึ้นถึงบนเขา ซ้ายมือมีศาลาสร้างใหม่ หลังกะทัดรัดชื่อว่า "ศาลาประชาร่วมใจ" หลังคามุงด้วยหญ้าคา เสาสี่ต้นทำจากต้นไม้ ทาสีแดงแปร๊ด พื้นศาลาทำจากต้นมะพร้าว บนจั่วมีกาแลสีแดง รอบศาลาเป็นลูกกรงมีที่นั่งรอบ ๓ ด้าน (ยกเว้นทางเข้า) ใต้ถุนศาลามีห้องน้ำชาย-หญิง ๒ ห้อง ติดกับห้องน้ำเป็นห้องเก็บของ นอนได้ด้วยใครจะนอนก็ได้ แต่ตอนนั้นมีคุณปราณี สตรีวัยกลางคนอายุประมาณ ๕๐ กว่านอนอยู่ ส่วนใหญ่พวกผู้ชายจะนอนในถ้ำ

จากศาลา (เรายังยืนอยู่บนบันได) ข้างหน้าคือถ้ำ เดิมทีกุฏิพระตั้งขวางปากถ้ำ ตอนนี้ย้ายไปขวามือห่างพอประมาณ (ขวามือของผู้เขียน-ยังหันหน้าเข้าหาถ้ำ) ซ้ายมือห่างออกไปเป็นกุฏิพระเจ้าถิ่น คนเรียกกันว่า "สมภารอาทิตย์" หันมาพิจารณาถ้ำอีกครั้ง จากปากถ้ำ เป็นทางลาดลงไปสู่พื้นถ้ำเป็นอุโมงค์ใหญ่เหมือนท้องพระโรงมีหินงอก หินย้อยแบบถ้ำทั่วๆ ไป เบื้องหน้าเป็นผนังถ้ำ (เหมือนฉากลิเก) มีร้านไม้เตี้ยๆ ตัวใหญ่ ๒ ร้านตั้งพระพุทธรูปองค์น้อยใหญ่ปางต่างๆ และ เครื่องบูชาเต็มไปหมด โดดเด่นสะดุดตาที่สุดคือ พระพุทธรูปองค์ยืนประทับบนแท่นหลังร้าน (จำพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ มีเรื่องสำคัญเล่าตอนหลัง) ฉันเงยหน้าขึ้นดูเพดานถ้ำ ซึ่งอยู่สูงลิบลิ่ว จะมีช่องโหว่กลางเพดานเห็นใบไม้โบกไหวๆ อยู่ตรงช่อง คืนเดือนหงายจะเห็นดวงจันทร์ ดวงดาวส่องแสงงามตา กลางวันมีแสงอาทิตย์ส่องรำไร ช่องนี้แหละมีเรื่องเล่าขานกันว่า นายพรานมายิงไก่ป่าแถบนี้แล้วไก่หายไป แท้ที่จริงไก่ร่วงตกลงสู่พื้นถ้ำตรงนี้เอง จึงขนานนามถ้ำนี้ว่า "ถ้ำไก่หล่น"

ขวามือ (ของผู้เขียน-ยังหันหลังให้ปากถ้ำ) เป็นหลืบเหมือนโรงลิเก ภายในเป็นโพรงใหญ่ แต่เล็กกว่าของด้านนอกครึ่งหนึ่ง มีปล่องทะลุแบบเดียวกัน แต่มีรากไทรเลื้อยเกาะเกี่ยวลงมา มองเหมือนงู ข้างล่างเป็นเนินเตี้ยๆ รองรับ มีศาลเพียงตาหลังเล็กเก่าตั้งอยู่ (ตรงนี้จำไว้ด้วย เพราะสำคัญเช่นกัน)

ย้อนออกมาข้างนอก วันนี้มีคนมาทำบุญหนาตา เพราะเป็นวันหยุด มีคุณไก่ คุณวันเพ็ญ (หน้าตาสะสวย อายุราวๆ ๔๐ ปี) สองสามีภรรยา เจ้าของร้านทองในหัวหิน เป็นโยมอุปัฎฐากใกล้ชิด คุณปราณีเป็นพี่สาวคุณวันเพ็ญ ฉันคิดในใจว่าพระรูปนี้หนีไม่พ้นพวกศิษย์ใกล้ชิดล้อมหน้าล้อมหลังเช่นเคย ผู้คนบนถ้ำบอกว่า หลวงปู่ไม่อยู่ ท่านลงจากถ้ำข้ามฟากไปดูเขาทางเขื่อนโน้น เพื่อสำรวจพื้นที่ก่อนจะนำพระเณรมาธุดงค์ภาคฤดูร้อนนี้ ท่านบวชพระเณรทุกปี ปีละ ๑๐๐ กว่ารูป

มีคนเล่าว่า ท่านมีวัดของท่าน ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จอยู่ที่ถนนมาลัยแมน ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ขณะนั้นยังเป็นสำนักสงฆ์ มีชื่อว่า "ธรรมอิสระ" (ชื่อนี้ก็สำคัญ เช่นกันมีที่มาที่ไป ค่อยเล่าภายหลัง) ปัจจุบันได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการใช้ชื่อว่า "วัดอ้อน้อย" (ชื่อนี้มีเรื่องเล่าเหมือนกัน) ที่ถ้ำมีพระแก่ๆ มาอยู่ด้วยอีก ๑ รูป คือ "หลวงตาสุรพันธ์"

เมื่อครู่ฉันพูดถึงสมภารอาทิตย์ ขณะนั้นท่านกำลังเช็ดบาตรอยู่ ใต้กุฏิของท่าน มีคนนิมนต์ให้ท่านขึ้นมาฉันบนศาลา (ประชาร่วมใจ ใช้เป็นที่ฉันอาหาร-รับแขก) ท่านยิ้มแค่นๆ บอกว่า ฉันเรียบร้อยแล้ว มาทราบทีหลังว่า เดิมทีก็ถูกคอกับหลวงปู่องค์นี้ดี ถึงกับไปเชียร์ให้ชาวหนองพลับมากราบไหว้ แถมยังเที่ยวบอกใครๆว่า หลวงปู่องค์นี้คือหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร ฉันฟังเขาเล่าว่า พอหลวงปู่มาอยู่ได้ไม่นาน มีผลงานมากมาย พัฒนาถ้ำจนแปลกหูแปลกตา สมภารเลยทำใจไม่ได้ที่พระรูปนี้มาแซงหน้า

เสียงใครคนหนึ่งตะโกนโหวกเหวกบอก "หลวงปู่มาแล้ว" ชั่วอึดใจได้ยินเสียงพูดค่อนข้างดังจากพระภิกษุรูปที่ว่าท่านค่อย ๆ โผล่หน้าขึ้นมาจากบันไดทีละขั้น...ทีละขั้น มือขวาถือไม้เท้าทำจากไม้รวก คะเนอายุประมาณ ๓๐ กว่าๆ รูปร่างสันทัด ผิวเหลืองแบบชาวเอเซียทั่วไป ศีรษะโหนกโดยเฉพาะตรงหน้าผากเลยขึ้นไปถึงกระหม่อม นูนแบบหลังเต่า ใบหน้ายาว คางเป็นเหลี่ยม ขมับ กับแก้มตอบเล็กน้อย จมูกโด่งยาวพอประมาณ (แบบคนไทย ไม่เป็นสันโด่งอย่างฝรั่ง) ปากกว้างโค้งลงนิดๆ ฟันหน้าเรียงห่างๆ นุ่งสบงห่มอังสะสีซีด ที่สะดุดตาคือผ้าสีแดงคล้องคอ

ฉันนึกในใจว่าพระรูปนี้น่ะหรือไม่เห็นมีอะไรแปลกพิเศษเลย อายุก็ยังน้อย เป็นหลวงปู่ได้ยังไง หน้าเด็กเหมือนเณร หน้าตาท่าทางดูยโสและกวนๆ ยังไงไม่รู้ มิหนำซ้ำ เอาผ้าแดงแจ๋มาคล้องคออีก วันนั้นท่านเพิ่งโกนศีรษะ ต่อมาเมื่อผมยาวสังเกตว่า สีผมจะดำาา....ดำเหมือนขนกา มีฆราวาสชายตามหลัง ๒-๓ คน ญาติโยมนั่งรอบนศาลาซึ่งมีอาหารหวานคาวตระเตรียมไว้แล้ว นิมนต์ท่านให้ฉันเพล ท่านเดินไปหยิบจีวรมาห่มคลุม คุณวันเพ็ญบอก "ใครไม่รู้! เอาทุเรียนมาทำบุญ" เธอต้องรีบหยิบออก เพราะท่านแพ้กลิ่น ทุเรียน อ้อ! ไม่ชอบทุเรียน (ฉันนึกในใจ)

ท่านนั่งสวดพิจารณาอาหารบทสั้นๆ แล้วลงมือฉันอาหาร นานๆ ก็หันไปพูดคุยกับบรรดาสานุศิษย์ เสียงดังชัดถ้อยชัดคำแต่ช้า สังเกตว่าทำตัวสบายๆเรื่องที่พูดก็เกี่ยวกับการงานที่กำลังทำอยู่ ปนเปกับเรื่องขำขันของลูกศิษย์ มีดุด่าข้อบกพร่องของฆราวาสญาติโยมใกล้ชิดด้วยภาษาไทยแท้ๆ แต่ไม่มีใครโกรธ ได้แต่หัวเราะกันเป็นที่ครื้นเครง บรรยากาศไม่เหมือนวัดอื่นที่ไปมา จะเงียบสงบพระจะสำรวม เวลาฉันไม่พูดไม่จา แต่ที่นี่จะมีเสียงผู้คนโหวกโหวก และหัวเราะชนิดที่ไม่ติดเบรค เรียกว่าหัวเราะจนนกบินผ่านได้ยินเสียงแทบถลาตกลงพื้นก็ว่าได้

พอฉันเสร็จท่านก็ตะโกนเสียงหวานเชียวว่า "รับพรจ้า"

แน่ะ! พูดจ๊ะจ๋าก็เป็นด้วยเหรอ ผู้คนมารวมตัวที่ศาลาเพื่อรับพร ฉันคลานเข้าไปนั่งใกล้ๆ ท่าน หลังจากสังเกตอยู่ห่างๆ มานาน จะพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนชนิดที่เรียกว่าส่องกล้องกันละ เสียงสวดให้พรต่างจากตอนพูดจาเสียนี่กระไร เยือกเย็นอ่อนหวาน เนิบนาบ เบา แต่ชัดเจน พอสวดจบก็หันขวับมาทางฉัน แล้วถามชนิดตั้งตัวไม่ติด

"อีนี่มาทำไมวะ? "

ฉันสะดุ้งทั้งๆ ที่เสียงนั้นก็เบา และเนิบนาบ คงตกใจคำว่า "อีนี่" กับคำว่า"วะ" ฉันตอบอย่างอึกอักว่า "ตามแฟนมาค่ะ" (คิดคำตอบไม่ทันจึงพูดไปอย่างนั้น)

"ไหนผัวมึง?" (เน้นคำว่า ผัวและมึง) ฉันชี้มือไปที่สามีซึ่งนั่งอยู่รอบนอกหน้าศาลา ท่านมองตามแล้วผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ปากก็พูดพึมพำว่า

"แค่เนี้ยะ อุตส่าห์ตะกายขึ้นมา กูนึกว่าจะมีอะไร ที่แท้ก็ไม่มีอะไร"

แล้วท่านก็ตะโกนว่า "กินข้าวจ้า"

ฉันนึกอยู่ในใจว่า พระรูปนี้แปลกๆ แต่งตัวแปลกๆ (มีผ้าแดงคล้องคอ) พูดจาแปลกๆ ท่าทางแปลกๆ แปลกไปหมด ไม่เหมือนพระทั่วไป พูดไม่เพราะหูเลย แต่ชวนให้ฟังและคิด ถึงกระนั้นก็เถอะ เพิ่งพบกันวันเดียวยังตัดสินอะไรไม่ได้หรอก ท่านเดินออกจากศาลาไป ปล่อยให้พวกเรารับประทานอาหารตามลำพัง ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารอีสานเช่น ข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง ลาบ รสจัดจ้าน ตอนท่านเดินผ่านฉันไปก็ด่าไปว่า เผ็ดเกิน หวานเกิน เค็มเกิน จืดเกิน ไม่อร่อยสักอย่าง... ไอ้นี่น้ำปลาหกใส่ใช่ไหม ไอ้นั่นใส่พริกหมดต้นหรือยังทำกับข้าวอย่างนี้น่าให้ผัวทิ้ง ฯลฯ

สรุปแล้ว ไม่มีดีสักอย่าง ตอนนั้นฉันคิดว่า พระรูปนี้จู้จี้จัง พูดมากปากจัดอีกต่างหาก พอด่าว่าเสร็จก็จะสอนว่า เคล็ดลับในการทำอาหารให้อร่อยมีอะไรบ้าง อ้อ! มีความรู้เรื่องอาหารเหมือนกันนะ

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จสรรพ พวกผู้หญิงช่วยกันล้างจาน ผู้ชายไปทำงานต่อ (พัฒนาถ้ำ) ผู้คนทยอยกลับ เหลือคนบางตา ลูกชายคนเล็กซึ่งมาด้วย ขอตัวไปเดินเล่นในถ้ำตามประสาเด็กซุกซน เราสองตายายนั่งคอยอยู่ในศาลาเป็นนานสองนาน ไม่เห็นท่านออกมาอีกเลย จึงลุกไปถามลูกศิษย์ (สังเกตว่าแต่ละคนจะไม่อยู่นิ่ง ทำงานกันง่วน) ว่าท่านไปไหน แต่ละคนจะอึกอักสุดท้ายคุณปราณีคงสงสารเรา เธอบุ้ยใบ้ว่า "หลวงปู่อยู่ทางโน้นค่ะ" หมายถึงระหว่างกุฏิกับห้องน้ำจะมีทางเดินแคบๆ มีชะง่อนหิน ท่านหลบอยู่แถวๆ นั้นแหละ

เราไม่เข้าใจ ทำสีหน้างุนงงว่า ทำไมถึงไม่ออกมาต้อนรับฆราวาสญาติโยมแล้วสนทนาธรรม

คุณปราณีบอกว่า "ท่านไม่อยากให้ใครมารู้จัก ท่านหลบอย่างนี้ประจำ คุณอย่าบอกว่าฉันบอกนะ เดี๋ยวโดนเอ็ด"

แปลก! ฉันไม่เข้าใจว่า นั่นเป็นแบบฉบับของท่าน ต่อมาพอสนิทคุ้นเคยกัน ถึงได้รู้ว่าท่านจะหลบผู้คน ถ้าไม่หลบก็จะพูดจาแรงๆ ถ้าใครทนไม่ได้ก็อดพบของดี ส่วนใหญ่อดทนจนได้พบ และจะติดตามมาหาเป็นหนสอง...สาม... เรากำลังถูกทดสอบ สามีไม่ค่อยวิตกกังวล เพราะเขามาพบแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่ฉันรู้สึกอึดอัดจะชวนกลับท่าเดียว เขาบอกให้ใจเย็นๆ

เราเดินผ่านกุฏิ ผ่านโรงครัวที่ติดข้างกุฏิ ทางเดินแคบนิดเดียว น่ากลัวจะหล่นตกเขาจริงๆ ภาพที่เห็นคือ ท่านนั่งยองๆ อยู่บนชะง่อนหินใกล้ๆ ครัว ทำหน้าทำตาเฉยเมย ไม่รู้ไม่ชี้ เรารู้สึกเก้อๆ ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ชั่วครู่ก็ถอยออกมาปักหลักหน้าศาลาประชาร่วมใจอีกครั้ง

สักครู่ท่านเดินกลับมานั่งที่ศาลา ท่านนั่งบนที่นั่งซึ่งตียกขึ้นมารอบศาลา ตะแคงข้างให้เรา หันไปมองวิวทิวทัศน์รอบเชิงเขา ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้อีก สามีชวนให้เข้าไปนั่งในศาลาอีกครั้ง ฉันขยับตัวด้วยความอึดอัด หันมามองหน้าสามีทำสายตาถามว่าจะเอายังไง จะนั่งเป็นใบ้กันอยู่อย่างนี้อีกนานไหม ท่าทางท่านไม่ยินดียินร้าย ไม่รับแขกเอาเสียเลย

ทันใดนั้น ท่านก็ถามสามีว่า "ทำไมมึงถึงขยันพาคนโน้นคนนี้ มาหากูเรื่อยวะ? "

เขาตอบว่า "จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ใช่หรอกครับ นี่ลูกผม เมียผม คนในครอบ-ครัวของผมไม่ใช่คนอื่น ถ้านอกจากนี้ ผมคงไม่พามาหรอกครับ"

ท่านพูดถึงอาจารย์ผู้หญิงสามคนว่า เมื่อวานก็มาอีก พูดอะไรต่ออะไร สรุปแล้วงี่เง่ามาก ฉันแก้ตัวแทนว่า พวกเขาเป็นครูบาอาจารย์มีความรู้สูงนะ ท่านเบ้หน้าทำเสียงขึ้นจมูกดังเชอะ แล้วพูดว่า

"มีความรู้สูงแล้วตายไม่เป็นใช่มั้ย?" ว่าแล้วก็ร่ายยาว "คนสมัยนี้ เรียนอะไรกันไม่รู้ ยิ่งเรียนยิ่งโง่ การศึกษาเดี๋ยวนี้เป็นแบบหัวมังกุท้ายมังกร แบบหมาหางด้วน ยิ่งเรียนมากยิ่งพอกพูน กิเลส.... ไอ้พวกนักวิชาการ กูละเบื่อ...ช่างมัน! โง่มาก็โง่กลับไปเถิด"

ฉันถามท่านว่า ทำไมคนบางคนจึงไม่ชอบเรื่องธรรมะ อย่างเราพอหันหน้ามาทางนี้ รู้สึกเหมือนเพื่อนฝูงจะมองเราเป็นคน แปลกๆ ไป ท่านสวนขึ้นมาว่า

"ก็มึงมันแปลกและบ้าจริงๆ ด้วย ธรรมะไม่ใช่สิ่งที่เอาแต่พูด หรือเอาไว้ท่องจำ แต่เป็นสิ่งที่ต้องลงมือกระทำ มึงว่ามึงมีธรรมะ แต่ยังโมโหโทโสใจร้อนอยู่อย่างนี้มันจะใช่ที่ไหน" ฉันสะดุ้ง ท่านรู้ได้อย่างไรว่า ฉันเป็นคนขี้โมโห

"ตัวเองยังเปรอะเลอะเทอะไปด้วยขี้ แล้วยังจะมีหน้าไปบอกให้คนอื่นรักความสะอาด ตราบใดที่ตัวมึงยังเปื้อนสิ่งเน่าเหม็นเหล่านี้ ตราบนั้นก็อย่าหวังเลยว่า จะไปร้องแรกแหกกระเชอให้คนอื่นเขามาเชื่อ มาศรัทธาในตัวมึง คนมีธรรมะน่ะต้องสะอาด สว่าง สงบ ไม่ใช่ร้อนเป็นไฟอย่างมึง กูว่าเพื่อนมึงน่ะคิดถูกแล้ว มึงมันยิ่งกว่าบ้าอีกน่ะน้า"

แค่พบกันครั้งแรกก็โดนตีแสกหน้าด้วยไม้หน้าสามแล้วไหมล่ะ สะใจไหมเรา เสียงท่านอ่อนลง

"สำหรับหลวงปู่แล้ว มีหลักอยู่ว่า รื้อขยะเก่าทิ้ง ไม่เพิ่มขยะใหม่ ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส คำอธิบายคือ อย่าได้แสวงหาสิ่งที่เป็นศาสนานอกตัว เพราะการแสวงหาสิ่งต่างๆ นอกจากจะไม่เป็นการรื้อขยะเก่าแล้ว ยังเป็นการเพิ่มขยะใหม่ แถมของดีที่มีอยู่แล้ว ก็อาจจะหาไม่เจอ เพราะถูกขยะหรือการแสวงหาที่ไม่มีที่สิ้นสุดทั้งหลายปิดบังปกคลุมอยู่"

ประโยคเหล่านี้สมัยนั้นผู้เขียนฟังๆ อ่านๆ ไปอย่างนั้นเอง ไม่ตามติดคิดให้ลึกซึ้งแต่อย่างใด พอมานั่งอ่านทบทวนและเขียน "อยู่กับปู่" ฉบับปรับปรุง จึงวาบขึ้นมาในหัวทันทีว่า นี่เป็นคำพูดที่ สมเด็จพระบรมศาสดาได้ประกาศเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว

กล่าวคือรื้อขยะเก่าทิ้ง เปรียบได้กับการไม่ทำความชั่วทั้งปวง ไม่เพิ่มขยะใหม่ คือ การทำแต่ความดี ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส เท่ากับข้อ ๓ ทำจิตใจให้ผ่องใสนั่นเอง แล้วคำอธิบายของท่านยิ่งเท่ากับเป็นการเคาะกะโหลกของพวกเราที่ไม่เคยใส่ใจของดี ได้แก่ความเป็นพุทธแท้ในตัวเราเลย มัวแต่แสวงหาครูดี อาจารย์ดี แล้วเกาะติดครูบาอาจารย์จนเกิดข่าวอื้อฉาว เพราะไปทำให้ท่านเสียก็เยอะ หรือไม่ก็ตัวเองมัวแต่เสียเวลาชั่วชีวิตกับการค้นหาพระผู้วิเศษองค์นั้นองค์นี้ จนลืมปลุกครูผู้วิเศษที่มีอยู่ในหัวใจเราให้ตื่นขึ้นมา ประโยคเหล่านี้ไม่ใช่ของพูดเล่นๆ มันคือจิตวิญญาณของพุทธะ มันคือไขกระดูกของพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว! แต่ตอนนั้น ยังคิดอะไรไม่ได้ขนาดนี้ เพราะมัวแต่จะจ้องจับผิดพระ

ท่านสนทนาต่อ "คนที่คิดว่าตัวเองดีแล้วนั่นแหละยอดเลว จงดูน้ำเป็นตัวอย่าง มันเป็นตัวแทนของความเยือกเย็นใสสะอาด แต่แฝงไว้ด้วยพลังและอำนาจอันมากมายมหาศาล น้ำสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ทุกที่ ไม่มีที่ไหนที่น้ำเข้าไปไม่ได้ และมันเข้าไปอาศัยอย่างผู้มีชัยชนะด้วย น้ำอยู่ในขวดก็เป็นรูปขวด อยู่ในโอ่ง ในไหอยู่ได้กับภาชนะทุกรูปแบบ แต่มันก็ยังคงคุณสมบัติของความเป็นน้ำอยู่นั่นเอง"

พูดจบท่านก็ลุกไปดูพวกผู้ชายที่กำลังทำงานโยธาพัฒนาบริเวณรอบๆ ถ้ำเช่น ขุดดิน ขนหิน ปลูกต้นไม้ ฯลฯ สักครู่ฝนก็เทลงมาห่าใหญ่ พอฝนซา ท่านให้คุณปราณีนำมะม่วงจานใหญ่มาให้ผู้คนที่ศาลากินกัน สิ่งนี้สะดุดใจเรามากว่า พระรูปนี้ดูเหมือนดุ พูดจาไม่เพราะ แต่ลึกๆ แล้วใจดี จะเห็นได้จากที่ท่านใส่ใจการกินอยู่ของผู้คนบนถ้ำ ประโยคที่ได้ยินเสมอคือ (ทั้งๆ ที่เพิ่งมาเป็นวันแรก)

"มาหาใคร?...กินข้าวแล้วยัง? "

และพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่จะปรากฏเพียงครั้งสองครั้ง แต่เป็นอย่างนี้ตลอดเวลาที่รู้จักท่านจนถึงปัจจุบัน มีคนถาม (ตอนนั้น) ว่าทำไมถึงถามแต่เรื่องกินข้าว

ท่านบอกว่า "ก็กูหิว กูรู้ดีความหิวเป็นอย่างไร เลยไม่อยากให้คนอื่นหิวอย่างกู" พูดเปิดเผยดีเหมือนกัน

การพบปะสนทนากับท่านก็เช่นกัน เป็นเรื่องง่ายมาก (ฟังเขาคุยๆ กันในศาลา) ถ้ามาบ่อย จะรู้ว่าไม่เหมือนที่อื่น ถ้าอยากให้พบ จะพบได้ทันที ไม่มีพิธีรีตองอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าไม่อยากให้พบก็ยากอยู่ บางคนนั่งคุยกับท่านตั้งนาน ยังไม่รู้ว่านั่นคือหลวงปู่ เพราะความไม่มีมาดอะไร หน้าตาก็เรียบๆ แสนจะธรรมดาซ้ำยังหนุ่มแน่น ส่วนใหญ่จะเรียกท่านว่า หลวงพี่ แล้วถามหาหลวงปู่ไปไหน ท่านจะตอบอย่างพินอบพิเทา

"หลวงปู่ไม่อยู่ครับ ไปธุระ อยู่แต่หลวงพี่ครับ มีธุระอะไรหรือครับ"

หรือบางทีเขาถามว่าที่นี่มีพระกี่องค์ ท่านจะชี้ไปในถ้ำ แล้วตอบว่า

"มีเยอะแยะอยู่ในถ้ำโน่น จะเอาแบบไหนขนาดไหนล่ะ มีทั้งองค์เล็กองค์ใหญ่ ยืนก็มี นั่งก็มี"

คนถามทำสีหน้างุนงง พอนึกออกก็หัวเราะคิกๆ "ไม่ใช่อย่างนั้น หมายถึงพระที่มีชีวิต"

ท่านทำตาปะหลับปะเหลือก "อ้าว! กูจะไปรู้มึงเรอะ ก็มึงถามเป็นองค์นี่กูนึกว่าพระพุทธรูปน่ะซิ" นึกว่าจะดุเป็นอย่างเดียว มีอารมณ์ขันเหมือนกัน

เกี่ยวกับเรื่องที่มีคนมาหาท่านมากๆ ท่านจะเปรยว่า

"ความจริงกูก็สงสารพวกเขานะ ไม่ใช่ไม่สงสาร มากันไกลๆ อุตส่าห์ตะกายขึ้นมาแล้วกูไม่ให้พบ แต่คิดไปคิดมา กูสงสาร ตัวเองดีกว่า ก็กูไม่ไหว ขนาดกูไม่ต้อนรับ มันยังมาขนาดนี้ กูอยู่ที่ไหน สิ่งที่กูกลัวที่สุดคือคน คนหรือปุถุชนนี่ไว้ใจไม่ได้หรอก อีกอย่างที่กูมาบวชไม่ใช่ให้คนมาศรัทธา กูไม่ได้มีหน้าที่รับแขก แต่กูต้องการทำตัวเองให้ศรัทธาตัวเอง ทุกวันนี้กูยังเอาตัวเองไม่ค่อยจะรอดเลย จงทำตัวเองให้น่าศรัทธาเถิด อย่าเที่ยวไปวิ่งหาศรัทธาจากที่อื่นเลย จงอย่าเอาใจไปผูกกับคนอื่นเลย จงผูกใจไว้กับตัวเองเถิด สำหรับหลวงปู่แล้ว การที่เราทำดีจนสามารถกราบไหว้ตัวเองได้อย่างสนิทใจ นั่นแหละคือ สิ่งที่วิเศษสุดทีเดียว"

ใครๆ มักจะพูดว่า ให้สงสารและช่วยโปรดสัตว์ทีเถิด ท่านจะย้อนทันทีว่า

"มึงสงสารเขา แล้วใครสงสารกูล่ะ"

ท่านพูดเตือนเสมอว่า "กูไม่ใช่ดารานะ ไม่ต้องมีผู้จัดการมาจัดคิวให้คนโน้นคนนี้เข้าพบ ถ้าพวกมึงทำอย่างนั้น อะไรจะเกิดขึ้น เขาจะเกลียดมึง สร้างศัตรูเปล่าๆ ให้เขาเกลียดกูคนเดียวเถิด กูอยากให้พบก็พบ กูไม่อยากให้พบกูหลบเอง อีกอย่างกูไม่เคยคิด เลยว่าพวกมึงที่นั่งหน้าสลอนอยู่นี่ เป็นลูกศิษย์กูในขณะเดียวกัน กูไม่เคยคิดว่า พวกที่เพิ่งมาไม่ใช่ศิษย์! "

ฟังแล้วหายยืดไปอีกนาน

ตอนนี้ที่ศาลาเหลือเราสองตายายกับตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร หัวหิน ชื่อชัยพร เป็นคนชุมพร แต่มาสร้างหลักปักฐานอยู่ที่นี่ เขามีหน้าที่เอาน้ำมาที่ถ้ำ เพื่อให้พระเณรใช้ แสดงว่าผู้บังคับบัญชา ของค่ายนี้ต้องรู้จักและนับถือหลวงปู่ด้วย จึงส่งลูกน้องมารับใช้หลายคน (พ.ต.อ. โกสินทร์ บุญสร้าง นั่นเองได้รู้จักท่านในเวลาต่อมา รูปร่างสูงสันทัด ผิวขาว หน้าตาหล่อเหลา แบบพระ-เอกหนังจีน อัธยาศัยดีมาก ถ้าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นคนฝักใฝ่ธรรมะ อย่างนี้ทุกคนก็ดีนะซี บ้านเมืองคงร่มเย็นเป็นสุขกว่านี้เป็นแน่)

ชัยพรเล่าว่า ตอนแรกที่พบพระรูปนี้ เขาไม่สนใจเท่าไรนัก เพราะเขาพบพระธุดงค์ที่นี่บ่อยๆ นึกว่าเหมือนๆ กัน ใจยังคิดอีกว่า พระอะไร พูดคำใหญ่ คำโต นานๆไป เขาเริ่มรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่พระธรรมดาเสียแล้ว รู้ทุกเรื่อง แล้วรู้จริงทำได้จริงอย่างที่พูด พูดถึงอิทธิฤทธิ์น่ะรึ ของเด็กเล่น

วันหนึ่งเขาแวะดื่มเบียร์ที่ตลาด ๒ กระป๋อง พอมาถึงถ้ำ หัวยังไม่ทันจะโผล่พ้นบันไดเลย เสียงท่านตะโกนลงมาจากศาลาว่า

"เป็นยังไงไอ้ชัยพร ล่อเบียร์ ๒ กระป๋อง สบายไปเลยนะมึง"

เขาฟังแล้วแทบหงายหลังตกบันได ท่านรู้ได้อย่างไร?และอีกครั้งหนึ่งเขาพาภรรยาซึ่งท้องแก่มาถ้ำ ท่านก็ทักว่า "ลูกของมึงเป็นผู้ชาย" ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพว่า "พรเทพ"

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 59046
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

พอคลอดออกมาเป็นผู้ชายจริงๆ หน้าตาน่ารักน่าชัง (ตอนพระเณรมาธุดงค์เดือนเมษายน เขาพามาให้หลวงปู่ดู ท่านให้นิลหนึ่งเม็ด กับเงินอีก ๕ บาทแล้วยังทักอีกว่า "ลูกของมึงดื้อ") แต่เขายิ่งมาเอะใจ เมื่อตอนที่มีคนนำพระพุทธ-รูปองค์ใหญ่ปางลีลาสีดำมาถวาย หลายคนช่วยกันนำขึ้นมาบนถ้ำ ประดิษฐานเป็นพระประธาน ก่อนประดิษฐานท่านเขียนที่ฐานว่า

"ตัวกูผู้เทพอุดร พร้อมด้วยลูกหลาน.... " จากนั้นทุกคน ณ ทีนั้น เขียนชื่อตัวเองลงไป (พระพุทธรูปองค์นี้ต่อมาได้ทาสีปิดทอง ส่วนที่เป็นผิวเนื้อ และยอดพระเกศ จีวรทาสีกรัก งดงามมาก) ชัยพรปักใจว่าท่านคือ "หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร" ส่วนใหญ่ผู้คนจะคิดกันอย่างนั้น

ขณะนั้นฉันได้ยินเสียงท่านปลอบโยนใครคนหนึ่ง ซึ่งกำลังร้องไห้อยู่บนกุฏิ มองไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งซบหน้าบนตักของท่านพร้อมกับสะอึกสะอื้น เสียงท่านอบรมเทศนาให้สติ

"ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง พบปัญหาแค่นี้ยังทนไม่ได้ ต่อไปจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร หนทางข้างหน้ายังอีกยาวนาน เราควรขอบคุณเขาที่เขาทำกับเราอย่างนั้น เพราะนั่นแหละคือครูผู้วิเศษ สำหรับหลวงปู่แล้ว ถ้าให้เลือกอยู่ระหว่างมิตรกับศัตรู หลวงปู่ขอเลือกอยู่กับศัตรู เหตุผลก็เพราะว่า ถ้าเราอยู่กับมิตร เราจะขาดความระมัดระวัง หลงระเริงไปกับคำยกยอของเขา จนในที่สุดเราอาจจะเสียคน แต่ศัตรูจะทำให้เราคอยระวังตัว ไม่ทำในสิ่งที่ผิดๆ"

ฉันถามชัยพรว่า ใครหรือที่กำลังร้องไห้ และร้องทำไม เขาเล่าว่าชื่อ "เอก" บ้านอยู่หัวหิน แต่ไปเรียนที่กรุงเทพฯ เป็นลูกศิษย์ สมภารอาทิตย์ ต่อมาได้พบกับหลวงปู่ ประกอบกับสมภารไม่ค่อยได้อยู่ที่ถ้ำ เขาเลยหันมาคลุกคลีกับหลวงปู่ แต่เขาก็ไม่ลืมอาจารย์เก่า พอรู้ข่าวว่าสมภารกลับมาแล้วเมื่อคืนตอนเช้าอุตส่าห์ลงจากถ้ำ ไปซื้ออาหารมาถวาย สมภารไม่รับ เขาเสียใจมากถึงกับร้องไห้อย่างที่เห็นนี่แหละ

สรุปเมื่อพบกับท่านครั้งแรก

๑. เป็นพระหนุ่ม แต่จากการพูดคุยกันรู้สึกจะมีภูมิความรู้สูง ซึ่งจะต้องพิสูจน์ต่อไปว่า รู้จริงแค่ไหน
๒. เป็นใคร? มาจากไหน? อย่าได้ถาม เพราะไม่ตอบและใครๆ ก็ไม่รู้ จะต้องสืบหาให้ได้
๓. พูดจาไม่เพราะในถ้อยคำ แต่เสนาะล้ำลึกในถ้อยที
๔. รักเด็ก รักธรรมชาติ
๕. มีบุคลิกที่เป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเองมาก
๖. สุขภาพไม่ใคร่ดีนัก โรคประจำตัวได้แก โรคลำไส้ โรคไซนัสฯลฯ
๗. สิ่งที่เกลียด
ความสับสนสวุ่นวาย มากพิธี
การแตกความสามัคคี
ความโอ่อ่า หรูหรา ของพวกผู้ลากมากดี
การเสแสร้ง ชอบทำงานเอาหน้า
๘. สิ่งที่แพ้
ของกลิ่นแรง เช่น ทุเรียน สะตอ ชะอม ฯลฯ
อากาศชื้น ตัวไรในถ้ำ

มีคนพูดว่าท่านมาอยู่ถ้ำนี้ด้วยเหตุ ๓ ประการ

๑. เพื่อพักรักษาตัว หนีคนมาจากวัดโน้น เพราะทนไม่ไหว ถูกรบกวนมาก ทำงานก็หนักจนป่วยแทบแย่ (ลูกศิษย์เล่าให้ฟัง)

๒. เพื่อสร้างพระเครื่อง ๘๔,๐๐๐ องค์ ถวายในหลวง ท่านบอกว่าถ้ำนี้มีพลังเหมาะสำหรับสร้างวัตถุมงคล

๓. ต้องการพบคนเก่า คงหมายถึงบริวารที่ติดตามกันมาแต่อดีตชาติ เคยถามท่านว่าใช่ไหม (เมื่อคุ้นเคยกันมากขึ้น) ท่านทำเสียงอาเจียนใส่!

เหตุผล ๓ ข้อนี้ พี่เฉลิมชัย (ศิษย์อีกคน) เล่าให้ฟัง

เพื่อให้เรื่องที่จะเล่าต่อๆ ไปสนุกสนานยิ่งขึ้น ขอแนะนำตัวละครดังต่อไปนี้

"จ่าเวียง" บางทีก็เรียก "จ่าดำ" เป็นทหารจากค่ายธนรัชต์ ปราณบุรี ผิวดำ ล่ำสัน (แต่ตอนนี้ผอมลง) ผมหยิกตัดสั้นเกรียน ตาดุเข้มแบบคนปักษ์ใต้ มาจากนครศรีธรรมราช เป็นกำลังสำคัญเกี่ยวกับงานโยธาทุกชนิด ชาวถ้ำได้รับความสะดวกสบายในหลายๆ เรื่องก็เพราะเขานั่นแหละ จ่ามีความเคารพรักหลวงปู่อย่างสุดชีวิตจิตใจสมองแววตาเขาก็รู้ วันไหนเป็นวันหยุดเขาจะต้องมาค้างที่ถ้ำ เวลาพูดกับหลวงปู่เขาจะนั่งพับเพียบพนมมือแต้ "ปู่คร้าบ" ทุกคำภรรยาชื่อ "อู๊ด" อ้วน ใหญ่ ทำอาหารเก่ง

"พี่เดช" เป็นตำรวจพลร่มค่ายนเรศวรหัวหิน ร่างล่ำใหญ่ แต่ใจไม่ค่อยสู้ ตัดผมเกรียน หัวเป็นเขียงสับหมูเชียว ลักษณะชอบดันทุรัง ตลกหน้าตายชอบพูดงึมงำสำเนียงลาว ขวานผ่าซาก ชอบพูดยียวนกวนคนไปอย่างนั้นเอง ต่อหน้าหลวงปู่เขาจะซึมทีเดียว พอถามถึงคุณวิเศษของท่าน เขาได้แต่ส่ายหน้า "พูดบ่ ถืก" มีภรรยาชื่อ "อิ๋ว" เป็นคนอีสานเช่นกัน อิ๋วเป็นครู นิสัยเรียบร้อย ขยัน อารีอารอบ เธอพูดว่า "คนเราถ้ารักจะคบกันแล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าจะเป็นใคร มาจากไหน" ประโยคนี้ หลวงปู่ชอบใจมาก เพราะเป็นคำพูดที่มาจากหัวใจซื่อๆ ท่านนำมาพูดล้อเลียนเสมอๆ

"พี่เดิม" เป็นตำรวจพลร่มเช่นกัน หุ่นตรงข้ามกับพี่เดชคือผอม สูง แต่เป็นคนอีสานเหมือนกัน อยากจะเรียกพี่เดชกับพี่เดิมว่า "อ้วน ผอม จอมตลก" นึกถึงไอ้แก้ว ไอ้ขวัญ ตัวตลกหนังตลุง เป็นคู่หูคู่ฮาประจำถ้ำ พี่เดิมมีลักษณะคล้ายท่านมหา เปรียญ ๔ ประโยค อะไรทำนองนั้น แกชอบนั่งท่าพับเพียบนิ่งก้มหน้างุด แต่หูคอยผึ่งฟังเสียง ชำเลืองหางตามอง ตัวแข็ง ปากเม้มทำจมูกฟุดฟิด คิ้วขมวด มาดขรึม พูดเหน็บแนมคนเก่ง เจ้าหลักการ ถ้าใครอยากรู้ตำนานหลวงปู่บินแล้วละก็ พี่เดิมจะรู้ซึ้งยิ่งกว่าใครๆ ภรรยาพี่เดิมชื่อ"นิด" ตัวเล็ก ร้องเพลงเพราะทำงาน เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเทศบาลหัวหิน

"บุญชู" อยากจะเรียก "โกไลแอทผู้ทรงพลัง" แข็งแรงเป็นที่สุด ก็โซฟาตัวเบ้อเร่อ คุณวันเพ็ญซื้อถวาย แกแบกมาขึ้นมาคนเดียวให้หลวงปู่นอนพักในถ้ำ บุญชูบอกว่า "หลวงปู่เป็นที่สุด ของที่สุดของผม ผมรักท่านเหมือนพ่อคนที่สอง"

"พี่ประยูร คงประเสริฐ" ครูใหญ่โรงเรียนบ้านหนองซอ บ้านเกิดอยู่เพชรบุรี แต่มาอยู่หนองพลับ ได้ภรรยาเป็นคนที่นั่น พี่ยูร (เรียกสั้นๆ) ได้เป็นประธานชมรมธรรมะอิสระในเวลาต่อมา (พี่ยูรเขียนเรื่อง "ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ถ้ำไก่หล่น" ในเล่มนี้ด้วย) พี่ยูรพูดเสมอว่า "หลวงปู่เปรียบเสมือนปู่ย่าตายายของพวกเรา พอตกเย็นจะมีลูกหลานนั่งล้อมรอบฟังปู่เล่านิทาน ท่านจะเล่าเรื่องเก่าๆสมัยที่ท่านธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ" เรื่องที่ท่านเล่าบางเรื่องเก่าจนผู้ฟังงง ถ้าเอาร่างปัจจุบันเป็นเกณฑ์จะเป็นอย่างไร ป่วยการที่จะไปคิด ปวดศีรษะเปล่าๆ

พี่ยูรเล่าให้ฟังว่า เมื่อ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว เขากับภรรยา พาลูกชายชื่อ "แอ๊ด" อายุไม่กี่เดือนไปหาหลวงพ่อพุดซ้อนที่ถ้ำลับแล (ก่อนถึงถ้ำไก่หล่น) เพราะหนูน้อยชอบชัก จะให้หลวงพ่อเป่ากระหม่อม เขาเห็นหลวงปู่อยู่กับหลวงพ่อ แต่ไม่ได้สนใจอะไร จากนั้นไม่เคยพบท่านอีกเลย จวบจนลูกชายเขาโตเป็นหนุ่มอายุ ๒๐ กว่า มีลูกเมียแล้ว เพิ่งพบหลวงปู่เป็นครั้งที่ ๒ ร่างเดิมนี่แหละ ไม่แก่เลย

อีกเรื่อง พี่ยูรเล่าว่าคนรู้จักกันไปหาขี้ค้างคาวที่เขาตอหม้อ (อำเภอท่ายาง) แล้วตกลงไปในเหวได้รับบาดเจ็บจนสลบ พอฟื้นขึ้นมาก็ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ขยับไปไหนไม่ได้ นอนอยู่ท่ามกลางความมืดเป็นเวลาหลายวัน หิวข้าวหิวน้ำใจจะขาด จู่ๆ ก็มีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งมาช้อนศีรษะเอาน้ำให้ดื่ม แล้วบอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็มีคนมาช่วย" แล้วจากไป

เขานอนคอยจนมีญาติตามหาเขาจนพบจริงๆ พี่ยูรรู้เรื่องราวทั้งหมดจวบจนเหตุการณ์ผ่านไปนานนับหลายปี เขาได้พบหลวงปู่ ท่านเล่าเหตุการณ์ให้ฟังถึงสมัยมาธุดงค์ที่เขาตอหม้อ เป็นเหตุการณ์เดียวกัน! พี่ยูรตื่นเต้นมากนึกไม่ถึงว่าพระรูปนั้น คือหลวงปู่นั่นเอง

หลวงปู่เล่าว่า "กูได้ยินเสียงคนร้องครางโอยๆ เดินไปดู เจอไอ้หมอนั่นสมองมันเจ็บเอาการ...มันใช้กรรมด้วย"

พี่ยูรบอกหลวงปู่ว่า "ตอนนี้เขาเบลอๆ ครับ"

"ใช่ซิ หัวมันกระแทกพื้นขนาดนั้น... มึงอย่าไปบอกมันนะว่าเจอกู เดี๋ยวก็แห่กันมา กูขี้เกียจยุ่ง"

ภรรยาพี่ยูร ชื่อ "แพว" แต่หลวงปู่เรียก "อีแหมบ" ไม่ทราบแปลว่าอะไรแต่ให้อารมณ์ขันกับผู้ฟังได้ดี เธอมีนิสัยแสนงอน กระเง้ากระงอดเหมือนเด็กๆ เวลาไม่พอใจอะไร จะย่นเสียงแหงบๆ เธอทำให้คนหัวเราะมากที่สุด ไม่ใช่ว่าเธอจะตลกโปกฮาอะไรหรอก เป็นคนขี้อายด้วยซ้ำ แต่ชอบพูดอะไรโพล่งๆ ซื่อๆ สำเนียงเหน่อๆ และถูกหลวงปู่ล้อเลียนบ่อยๆ จึงกลายเป็นเรื่องตลกทุกที

นอกจากนี้มี "สุภาพ" หนุ่มปักษ์ใต้ เป็นตำรวจพลร่มกับ"จี๊ด" ครูสาวชาวหัวหิน "พี่เฉลิมชัย" ข้าราชการกระทรวงเกษตร ลาออกมาประกอบธุรกิจกับ "น้อย" แสนสวย

"จรรยา" คนปักษ์ใต้ ครูใหญ่บ้านหนองกระทุ่ม กับ "สุชาติ" ครูเหมือนกัน ฯลฯ (สุชาติเขียนเรื่อง "เพื่อนใหม่ชีวิตใหม่" ในเล่มนี้)

ประวัติถ้ำไก่หล่นก็เล่าไปแล้ว ถ้าจะเอาประวัติแบบหลวงปู่ คือ ถ้ำแห่งนี้เคยมีพระโพธิสัตว์มาอยู่แล้ว ๔ องค์ (แล้วก็องค์ที่ ๕ ล่ะ) ตีนถ้ำด้านหลังเป็นทะเลมาก่อน (ดูหลักฐานได้จากผนังถ้ำแถบนั้น มีซากฟอสซิล) ท่านเขียนบทโศลกขึ้นมาบทหนึ่งว่า

"สรรพสิ่งเริ่มประปราย ดารารายเปลี่ยนวิถี ทะเลลึกเนิ่นนานปี มาบัดนี้กลายเป็นสูง"

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ต้องตกอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงเป็นนิจ เป็นทุกข์ ทนสภาพเดิมได้ยาก ไม่มีตัวตนเกิดขึ้นในเบื้องต้นแปรปรวนในท่ามกลาง และสลายไปในที่สุด จากท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล ยังกลายเป็นภูเขาได้

จากการมาพบพระประหลาดตามข่าวลือเพียงวันเดียว ก็ได้พบและสะดุดตาสะดุดใจในข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดจนปฏิปทา ซึ่งผิดแผกแตกต่างไปจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง ชวนให้ติดตาม ใครๆ จะปักใจว่าท่านคือ "หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร" แต่แปลกที่ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เคยอ่านประวัติของพระครูเทพโลกอุดรมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อ่านแล้วก็แล้วกันไปไม่เคยคิดจะตามหาเพราะใจคิดเสมอว่านั่นเป็นเพียงเรื่องเล่า หาคนยืนยันไม่ได้ว่าตัวจริงมีหรือเปล่า แล้วพระในตำนานอายุเป็นร้อยเป็นพันจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับคนในยุควิทยาศาสตร์อย่างนี้ ถึงท่านจะไม่ใช่พระครูเทพโลกอุดร ก็ไม่ได้ทำให้ฉันสนใจในตัวท่านน้อยลง ตรงกันข้ามกลับให้ความสำคัญมากกว่าพระองค์ใดๆ ที่เคยไปกราบมา เพราะเห็นความมหัศจรรย์ในตัวท่านหลายอย่าง ซึ่งจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม ใจคิดอยู่เสมอว่าพระรูปนี้ยังมีอะไรๆลึกลับ ต้องติดตามดูกันต่อไป ถึงท่านจะพูดได้สาระน่าฟังก็จริง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นพระแท้ มีคุณธรรมแค่ไหน ต้องมีวันพูดผิดทำผิดบ้างแหละ จะจับผิดท่านให้จงได้

จากวันนั้นก็เที่ยวไปหาท่านมิได้ขาด จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นหลายๆเดือน ค่อยๆพบความแปลกใหม่ไม่มีใครเหมือน ยิ่งคอยจับผิดยิ่งพบกับความมหัศจรรย์สุดพรรณนาในตัวท่าน ซึ่งไม่เคยพบที่ใดมาก่อน และไม่เคยคิดเลยว่าชาตินี้จะได้พบพระแบบนี้ ราวกับหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่ง ความรู้ทุกสาขาวิชาพรั่งพรูจากปากท่าน ฟังแล้วมิรู้เบื่อ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์สฯลฯ

วิสัยทัศน์ของท่านกว้างไกลเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาพึงจะมี ขนาดดอกเตอร์กลายเป็นขี้เท่อเวลาสนทนากับท่าน เรื่องอิทธิฤทธิ์น่ะหรือเห็นจนเบื่อ สมัยอยู่ถ้ำ ลูกศิษย์ของท่านส่วนใหญ่เป็นคนเกเร แข็งกระด้าง เชื่ออะไรยาก ท่านจึงใช้ฤทธิ์ปราบ ได้ผลยอมสยบโดยมิมีข้อแม้ การแสดงธรรมไม่มีพิธีรีตอง แสดงได้ทุกเมื่อถ้ามีโอกาส สอนแล้วลงมือทำให้ดู

ถามท่านว่าจบชั้นอะไร ท่านตอบ "จบ ป. ๔"

ใครจะเชื่อ? ที่แปลกอีกเรื่องคือไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมาของท่านเลย ไม่ว่าจะเป็นที่เกิด ชื่อ อายุฯลฯ ยิ่งชวนให้สงสัยว่า จะมาไม้ไหนกันแน่....