กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน

กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน.docx

กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน

กฎหมาย เป็นระบบของกฎและแนวทางปฏิบัติซึ่งบังคับใช้ผ่านสถาบันทางสังคม เพื่อควบคุมพฤติกรรม ในทุกที่ที่เป็นไปได้กฎหมายก่อร่างการเมือง เศรษฐศาสตร์และสังคมในหลายวิถีทาง และใช้เป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในทางสังคม กฎหมายสัญญาวางระเบียบทุกอย่าง ตั้งแต่การซื้อตั๋วรถโดยสารประจำทางถึงการซื้อขายบนตลาดตราสารอนุพันธ์ กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินนิยามสิทธิและหนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโอน และกรรมสิทธิ์ของสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว และอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายทรัสต์ (Trust Law) ใช้กับสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อการลงทุนและความมั่นคงทางการเงิน ขณะที่กฎหมายละเมิด (Tort) อนุญาตให้เรียกร้องให้มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหากสิทธิหรือทรัพย์สินของ บุคคลได้รับความเสียหาย หากความเสียหายนั้นถูกประกาศว่า มิชอบด้วยกฎหมายในบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎหมายอาญาให้วิธี การซึ่งรัฐสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดกรอบสำหรับการบัญญัติกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการเลือกตั้งผู้แทนทางการเมือง กฎหมายปกครองใช้เพื่อทบทวนการวินิจฉัยของหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่กฎหมายระหว่างประเทศควบคุมกิจการระหว่างรัฐเอกราชในกิจกรรมตั้งแต่การค้าไปจนถึงระเบียบทางสิ่งแวดล้อมหรือการปฏิบัติทางทหาร นักปรัชญากรีก อริสโตเติล เขียนไว้เมื่อ 350 ปีก่อนคริสตกาลว่า "นิติธรรมดีกว่าการปกครองของปัจเจกบุคคลใดๆ"

ระบบกฎหมายกล่าวถึงสิทธิและความรับผิดชอบในหลายวิถีทาง ความแตกต่างทั่วไปสามารถตัดสินได้ระหว่างเขตอำนาจซีวิลลอว์ ซึ่งประมวลกฎหมายของตน และระบบคอมมอนลอว์ ที่ซึ่งผู้พิพากษาบัญญัติกฎหมายนั้นไม่ถูกรวบรวม ในบางประเทศ ศาสนาเป็นที่มาของกฎหมาย กฎหมายเป็นบ่อเกิดอันมีคุณค่าของการสอบสวนอย่างคงแก่เรียน ไปยังประวัติศาสตร์กฎหมาย ปรัชญา การวิเคราะห์เศรษฐกิจหรือสังคมวิทยา กฎหมายยังยกประเด็นที่สำคัญ

ได้อะไร...เมื่อไปทำ พ.ร.บ.มอเตอร์ไซค์

1. กฎหมายเอกชน

กฎหมายเอกชน (Private Law) คือกฎหมายที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน หรือเอกชนกับนิติบุคคล ทั้งนี้กฎหมายเอกชนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลกับบุคคล เช่น กฎหมายมรดก กฎหมายครอบครัว กฎหมายเกี่ยวกับสัญญา เป็นต้นหรือกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนด้วยกันเอง เช่น การแลกเปลี่ยนสินค้า ผลผลิตทางด้านต่างๆและบริการระหว่างเอกชนด้วยกันเอง เช่น การทำสัญญาในรูปแบบต่างๆ

เมื่อมีเอกชน ก็ต้องมีมหาชน เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชนแตกต่างกับกฎหมายมหาชนคือ กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานรัฐกับประชาชน หรือนิติบุคคล ซึ่งในฐานะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครองก็จำเป็นที่จะ ต้องออกกฎหมายมากำหนดความประพฤติของประชาชน ขอบเขตของนิติบุคลในประเทศเพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคม ด้วยความปกติสุข กฎหมายมหาชนแบ่งออกเป็นหลายประเภทครับ แต่ที่ส่งผลต่อประชาชนทุกคนก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น

1.1. ประเภทของกฎหมายเอกชน

กฎหมายเอกชนแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

  • 1.กฎหมายแพ่ง
  • เป็นกฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคล เช่น ความมีสภาพเป็นบุคคล ครอบครัว มรดก นิติกรรม เป็นต้น ซึ่งถ้ามีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของกันและกันแล้ว จะไม่กระทบคนส่วนใหญ่ ลักษณะการลงโทษจึงมีเพียงการชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น
  • 2.กฎหมายพาณิชย์
  • เป็นกฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลที่ประกอบการค้าและธุรกิจ เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วน การประกัน เป็นต้น ซึ่งมีผลกระทบกับคนส่วนใหญ่ ดังนั้นลักษณะของกฎหมายจึงต่างจากกฎหมายแพ่งคือจะมีบทลงโทษที่เพิ่มเติมมาก

3.กฎหมายพิจารณาความแพ่ง

เป็นกฎหมายว่าด้วยข้อบังคับที่ใช้ในการดำเนินคดีเมื่อเกิดคดีความทางแพ่ง

สำหรับประเทศไทยของเรา ได้รวมกฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ไว้เป็นฉบับเดียวกันครับ เรียกว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

1.2. สิทธิตามกฎหมายเอกชนสิทธิตามกฎหมายเอกชนหมายถึงความเป็นเจ้าของ ความมีอำนาจเหนือหรือความสามารถในการจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อวัตถุแห่งสิทธิ หรือเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับสิทธินั้นๆ อันได้แก่

1. สิทธิทางทรัพย์สิน

ก็คือสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินต่างๆ สิทธิทางทรัพย์สินสามารถยกขึ้นอ้างหรือใช้ต่อสู้กับบุคคลได้ทุกคน แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์ (ความเป็นเจ้าของซึ่งบุคคลมีอยู่เหนือทรัพย์สินของตน) สิทธิครอบครอง (สิทธิเหนือทรัพย์สินที่ตนเองครอบครองอยู่) และทรัพยสิทธิอื่น

  • 3.สิทธิที่ไม่ใช่ทางทรัพย์สิน
  • สิทธิที่ไม่ใช่ทางทรัพย์สิน เป็นสิทธิอย่างอื่นที่นอกเหนือจากสิทธิทางทรัพย์สิน สิทธิที่ไม่ใช่ทางทรัพย์สินนี้จะใช้ต่อสู้หรืออ้างได้กับบุคคลเฉพาะรายที่บุคคลมีความผูกพันด้วยกันเพื่อให้เป็นไปตามสิทธิที่มีอยู่เท่านั้น ได้แก่ สิทธิทางบุคคล (สิทธิของบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย) และสิทธิทางหนี้ (มีเจ้าหนี้ฝ่ายหนึ่งและมีลูกหนี้ฝ่ายหนึ่ง)

2. กฎหมายมหาชน

กฎหมายมหาชน (อังกฤษ: Public Law) หมายถึง กฎหมายซึ่งกำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือกับหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง ในสถานะที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีอำนาจเหนือกว่าเอกชน โดยกรณีที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีนิติสัมพันธ์ในระดับเดียวกับเอกชน นิติสัมพันธ์ดังกล่าวจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายเอกชน

ประเทศที่ใช้ศาลในระบบ Common Law จะไม่เห็นความสำคัญของแบ่งกฎหมายเอกชนแยกจากกฎหมายมหาชนเพราะศาล Common Law สามารถตัดสินได้ทุกคดี อย่างไรก็ตามในประเทศซึ่งยอมรับระบบกฎหมายมหาชน ก็ยังจำแนกประเภทของกฎหมายมหาชนกับกฎหมายเอกชนแตกต่างกันสาขากฎหมายที่นักกฎหมายส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันแล้วว่า เป็นกฎหมายมหาชนก็คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายปกครอง ที่หมายความรวมถึงกฎหมายการคลัง(Public Financial Law)ความหมายและประเภทของกฎหมายมหาชนคำว่ากฎหมายมหาชนเกิดจากแนวความคิดในการแบ่งแยกประเภทของกฎหมายออกเป็นกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชน โดยใช้บทบัญญัติหรือเนื้อหาของกฎหมายเป็นเกณฑ์ในการแบ่งแยก

2.1. ความหมายของกฎหมายมหาชนแนวความคิดในการแบ่งแยกประเภทของกฎหมายเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยโรมัน โดยนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น Ulpian (ค.ศ. 170-228) ได้กล่าวไว้ว่า การศึกษากฎหมายนั้นมีอยู่ 2 แขนง แขนงหนึ่งเป็นการศึกษาด้านกฎหมายเอกชน ส่วนอีกแขนงหนึ่งเป็นการศึกษาด้านกฎหมายมหาชน กฎหมายมหาชนเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพของรัฐ ในขณะที่กฎหมายเอกชนเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ของเอกชนหากมองในเรื่องผลประโยชน์แล้ว กฎหมายมหาชนจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนรวม ส่วนกฎหมายเอกชนจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตัว

ศาสตราจารย์ Maurice Duverger นักกฎหมายมหาชนที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส ได้อธิบายไว้ว่า ความคิดพื้นฐานของการแบ่งแยกกฎหมายออกเป็นกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชนเริ่มต้นจากการที่สังคมทุกสังคมจะต้องมีผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครอง และทุกกลุ่มของสังคมก็จะต้องมีกลุ่มคนทำหน้าที่เป็นผู้สั่งการ ผู้กำหนด หรือผู้บังคับบัญชาขณะเดียวกันก็จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งหรือหลายๆ กลุ่มเป็นผู้รับคำสั่ง รับข้อกำหนด หรืออยู่ภายใต้การบังคับบัญชา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการมีผู้นำและผู้ตาม มีผู้ใช้อำนาจและผู้ยอมรับอำนาจ มีผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครองดังนั้น เมื่อมีการแยกแยะระหว่างผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครองแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือการบัญญัติกฎหมายที่แตกต่างกันขึ้นมาบังคับใช้อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายมหาชนคือกฎข้อบังคับที่กำหนดสภาพของผู้ปกครอง อำนาจของผู้ปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครอง รวมตลอดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองด้วยกันเอง และระหว่างรัฐต่อรัฐ ในขณะที่กฎหมายเอกชนคือกฎข้อบังคับที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่ใต้การปกครองด้วยกันเอง

นักกฎหมายไทยศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ได้อธิบายไว้ว่า กฎหมายมหาชน ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับราษฎร ในฐานะที่เป็นฝ่ายปกครองราษฎร กล่าวคือ ในฐานะที่รัฐมีฐานะเหนือราษฎร ส่วนกฎหมายเอกชน ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกันในฐานะที่เท่าเทียมกันส่วนศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ชัยนาม ได้ให้ความหมายของกฎหมายมหาชนไว้ว่า กฎหมายมหาชนกำหนดฐานะของบุคคลในกฎหมายมหาชน และบัญญัติวางระเบียบในเรื่องความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวพันระหว่างบุคคลเหล่านี้ด้วยกัน หรือระหว่างบุคคลเหล่านี้กับเอกชน ส่วนกฎหมายเอกชนกำหนดฐานะของเอกชน และบัญญัติวางระเบียบในเรื่องความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวพันระหว่างเอกชนด้วยกัน เอกชนได้แก่บุคคลธรรมดาอย่างหนึ่ง และกลุ่มบุคคล ซึ่งมีฐานะเป็นเอกชนในทางกฎหมาย (นิติบุคคล) ซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้อย่างบุคคลธรรมดา เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัดในการจำแนกกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนออกจากกันนี้ ศาสตราจารย์ มอริช ดูแวร์เช (Maurice Duverger) ได้ให้ข้อพิจารณาถึงความแตกต่างของกฎหมายทั้งสองนี้อยู่ 3 ประการ คือ

1. ความแตกต่างในลักษณะของ "องค์กร" กล่าวคือ เป็นความแตกต่างที่มองถึงคุณสมบัติของบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่รัฐในฐานะผู้ปกครองเข้ามามีส่วนเกี่ยวพันไม่ว่าจะเป็นความเกี่ยวพันระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน ความเกี่ยวพันระหว่างตัวผู้ปกครองด้วยกันเอง หรือความเกี่ยวพันระหว่างตัวผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครอง ส่วนกฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายที่ใช้สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่ใต้การปกครองด้วยกันเองเท่านั้น ซึ่งผู้ปกครองไม่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย2. ความแตกต่างในลักษณะของ "เนื้อหา" กล่าวคือ เป็นความแตกต่างของเนื้อหาของกฎหมายแต่ละประเภทซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เป็นสำคัญ หมายความว่า กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน หรือที่เรียกกันว่า "ประโยชน์สาธารณะ" ส่วนกฎหมายเอกชน เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสมาชิกแต่ละคนในสังคม ซึ่งเรียกว่า "ผลประโยชน์ส่วนบุคคล"3. ความแตกต่างในลักษณะของ "รูปแบบ" กล่าวคือ เป็นความแตกต่างในเรื่องรูปแบบความสัมพันธ์ทางกฎหมาย หมายความว่า กฎหมายมหาชนจะมีลักษณะเป็นวิธีการบังคับฝ่ายเดียว บุคคลหนึ่งสามารถที่จะบังคับให้เกิดผลทางกฎหมายแก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้ โดยไม่ต้องได้รับการยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง ตัวอย่างเช่นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจที่จะเรียกเกณฑ์ทหารชายที่มีอายุครบตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจในการเรียกเก็บภาษีจากประชาชนตามกฎหมายเป็นต้น ในทางตรงกันข้าม กฎหมายเอกชนจะต้องถือหลักความตกลงยินยอมของคู่กรณีเป็นสำคัญ บุคคลหนึ่งไม่สามารถบังคับบุคคลอีกคนหนึ่งให้มีผลผูกพันตามกฎหมายได้ ถ้าฝ่ายนั้นไม่ยินยอม ตัวอย่างเช่น บุคคลหนึ่งจะเรียกเก็บเงินจากอีกบุคคลหนึ่งโดยที่เขาไม่ได้เป็นหนี้นั้นไม่ได้

2.2. ประเภทของกฎหมายมหาชน

ศาสตราจารย์ ดร.หยุดแสงอุทัย ได้แบ่งสาขาของกฎหมายมหาชนภายในไว้ดังนี้ 1. กฎหมายรัฐธรรมนูญ2. กฎหมายปกครอง3. กฎหมายอาญา4. กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลยุติธรรม5. กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา6. กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง

ส่วนศาสตราจารย์ ไพโรจน์ ชัยนาม ได้อธิบายว่ากฎหมายมหาชนแบ่งออกเป็น 1.กฎหมายมหาชนภายนอก หรือกฎหมายมหาชนระหว่างประเทศ หรือกฎหมายระหว่างประเทศ แผนกมหาชน เป็นกฎหมายซึ่งบัญญัติถึงความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวพันระหว่างรัฐต่อรัฐ นอกจากนี้ยังกำหนดฐานะของกลุ่มประเทศและขององค์การระหว่างประเทศด้วย

2.กฎหมายมหาชนภายในแบ่งออกเป็นก.กฎหมายรัฐธรรมนูญศึกษาถึงสถาบันทางรัฐธรรมนูญและทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันเหล่านี้กับบุคคลอื่นข.กฎหมายปกครองศึกษาถึงฐานะของสถาบันทางการปกครองหรือการบริหารความสัมพันธ์ของสถาบันนี้กับสถาบันทางการเมืองและกับเอกชนค.ตั้งแต่ก่อนมหาสงครามโลกครั้งที่สอง กฎหมายมหาชนของประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้ามาก เช่น ฝรั่งเศส ถือว่ากฎหมายว่าด้วยการเงินหรือการคลัง ซึ่งศึกษาถึงการคลังมหาชน จัดเข้าอยู่ในจำพวกกฎหมายมหาชนอย่างชัดแจ้ง และมีการสอนและบรรยายทั้งที่แยกออกต่างหากหรือรวมกับการสอนวิชากฎหมายมหาชนนอกจากสาขาของกฎหมายมหาชนภายในทั้ง 3 สาขา คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครองและกฎหมายการคลังแล้วยังมีบางสาขาที่ได้รับการรับรองโดยทั่วไปเช่นกัน ได้แก่ กฎหมายอาญา และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและความอาญา

3. กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน

กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนการแบ่งกฎหมายออกเป็นกฎหมายเอกชนกับกฎหมายมหาชนเป็นการแบ่งโดยยึดถือลักษณะของความสัมพันธ์เป็นหลักเกณฑ์กล่าวคือความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง เป็นเรื่องของกฎหมายเอกชนส่วนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชนเป็นกฎหมายมหาชนแต่อย่างไรก็ตามการแยกเป็นกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนมีเกณฑ์ที่ใช้แบ่งแยก ดังนี้1. เกณฑ์การแบ่งแยกประเภทกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนในการแบ่งประเภทของกฎหมายว่าเป็นกฎหมายเอกชนหรือมหาชนนั้นมีหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาอยู่ 4 หลักเกณฑ์ด้วยกัน ทั้งนี้ ในการพิจารณาจะต้องคำนึงทั้ง 4 หลัก เกณฑ์นี้ควบคู่กันไป ไม่อาจที่จะแยกคำนึงถึงหลักเกณฑ์ใดเพียงหลักเกณฑ์ได้ ดังต่อไปนี้ (1) เกณฑ์องค์กร คือ ยึดถือตัวบุคคลผู้ก่อนิติสัมพันธ์เป็นเกณฑ์

กฎหมายมหาชน ใช้บังคับกับนิติสัมพันธ์ที่ก่อขึ้นระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง

กฎหมายเอกชน ใช้บังคับกับนิติสัมพันธ์ที่ก่อขึ้นระหว่างเอกชนด้วยกันเท่านั้น

ดังนี้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายมหาชนนั้นกำหนดความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐ (ผู้ปกครอง)ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง (ผู้อยู่ใต้ปกครอง) คือ เป็นนิติสัมพันธ์ที่ผู้ก่อมีสถานะไม่เท่าเทียมกันหรือเป็นนิติสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับเรื่องการใช้อำนาจปกครองซึ่งทำขึ้นระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง ส่วนกฎหมายเอกชนนั้น เป็นเรื่องของผู้ก่อนิติสัมพันธ์ที่มีสถานะเหมือนกันและเท่าเทียมกัน

(2) เกณฑ์วัตถุประสงค์ คือ ยึดถือจุดประสงค์ของนิติสัมพันธ์ที่ผู้ก่อนิติสัมพันธ์ทั้ง 2 ฝ่ายทำขึ้นเป็นเกณฑ์

กฎหมายมหาชน ใช้บังคับกับนิติสัมพันธ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) คือ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนรวมนั่นเอง เช่น สัญญาสัมปทานที่รัฐทำกับเอกชนเพื่อจัดสาธารณูปโภคต่างๆ

กฎหมายเอกชน ใช้บังคับนิติสัมพันธ์ที่มุ่งถึงผลประโยชน์ของตน ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศของบุคคลนั้น ๆ เองเป็นหลัก

(3) เกณฑ์วิธีการ วิธีการที่ใช้ในการก่อนิติสัมพันธ์ของ 2 กรณีนี้ จะแตกต่างกัน โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ

กฎหมายมหาชนใช้สำหรับนิติสัมพันธ์ที่ไม่ต้องอาศัยความสมัครใจของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง (เอกชน) เลย รัฐสามารถออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตได้ และถ้ามีการฝ่าฝืน รัฐสามารถบังคับให้เอกชนปฏิบัติตามได้ทันทีโดยไม่ต้องไปฟ้องศาลทั้งนี้ เพราะเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะในฐานะผู้ปกครอง เช่น ตำรวจจราจรให้สัญญาณหยุดรถ ถ้ารถไม่หยุดเพราะไม่สมัครใจจะหยุด ตำรวจจราจรสามารถปรับคนขับรถได้

กฎหมายเอกชน ใช้กับนิติสัมพันธ์ที่ต้องอาศัยความสมัครใจของผู้ก่อนิติสัมพันธ์ทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากยึดถือหลักความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน เพราะเป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จึงต้องให้มีการทำสัญญากันอย่างเสรี หากฝ่ายใดขัดขืน ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล เพราะต่างฝ่ายต่างเสมอภาคกัน ต้องให้ศาลทำหน้าที่เป็นคนกลางเข้ามาตัดสิน

(4) เกณฑ์เนื้อหา

กฎหมายมหาชน เป็นกฎเกณฑ์ที่มีลักษณะทั่วไปไม่ระบุตัวบุคคล (กฎหมายตามภาวะวิสัย) คือ เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้ได้ทั่วไปกับบุคคลใดก็ได้ไม่เฉพาะเจาะจงและตกลงยกเว้นไม่ปฏิบัติตามไม่ได้ ถือว่าเป็นกฎหมายบังคับ

กฎหมายเอกชน ไม่ใช่กฎหมายบังคับ เอกชนสามารถตกลงผูกพันกันเป็นอย่างอื่น นอกจากกฎหมายเอกชนบัญญัติไว้ (แต่ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน) ถ้าหากเอกชนไม่ตกลงให้แตกต่างออกไปก็จะบังคับกันตามที่กฎหมายเอกชนบัญญัติไว้(เท่ากับว่ากฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายเสริมนั่นเอง) ดังนี้ เมื่อเอกชนยอมใช้กฎหมายเอกชนระหว่างกัน ทำให้กฎหมายเอกชนมีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์เฉพาะเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่อใช้กับบุคคลเฉพาะรายเท่านั้น (เป็นกฎหมายตามอัตวิสัย)เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นต้น

2.ความหมายของกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนจากการศึกษาลักษณะของกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนดังกล่าวข้างต้นจึงสรุปได้ว่า

กฎหมายเอกชน คือ กฎหมายที่กำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อกันในฐานะ "ผู้อยู่ใต้ปกครอง" ที่ต่างฝ่ายต่างก็เท่าเทียมกันกฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่กำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐและหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐด้วยกัน ในฐานะที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐเป็น "ผู้ปกครอง"

3.ข้อจำกัดของการแบ่งแยกประเภทของกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนโดยหลักแล้วในการพิจารณาว่าเรื่องใดเป็นกฎหมายเอกชน เรื่องใดเป็นกฎหมายมหาชน จะคำนึงถึงเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อดังกล่าวประกอบไปด้วยกัน แต่ก็ไม่อาจยึดถือเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อนี้ได้ในทุกกรณี กล่าวคือ ในความเป็นจริงอาจมีกรณีที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ไม่ได้ดำเนินการเรื่องประโยชน์สาธารณะ และเอกชนไม่ได้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งทำให้เกิดข้อยกเว้นในการยึดถือเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อดังกล่าวในการพิจารณา กล่าวคือ(1)ในแง่ของรัฐ ในแง่ของรัฐอาจไม่นำกฎหมายมหาชนมาใช้ในการดำเนินการของรัฐได้ในสองกรณี คือกรณีแรกรัฐหรือหน่วยงานของรัฐนั้นเลือกที่จะไม่ใช้กฎหมายมหาชนแต่เลือกที่จะใช้กฎหมายเอกชนแทนซึ่งเท่ากับว่าเป็นการที่รัฐได้สละสิทธิในฐานะผู้ปกครองยอมลดตัวลงมาเท่ากับเอกชนดังตัวอย่างเช่น เมื่อรัฐต้องการที่ดินไปสร้างโรงไฟฟ้า แทนที่รัฐจะใช้อำนาจในฐานะผู้ปกครองเวนคืนที่ดินของเอกชนรัฐกลับเลือกใช้การทำสัญญาซื้อที่ดินนั้นภายใต้กฎหมายเอกชนแทน แต่ในการเลือกใช้กฎหมายของรัฐนี้จะต้องเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ด้วย

กรณีที่สองในกรณีที่รัฐทำกิจกรรมในลักษณะที่เหมือนกับกิจกรรมของเอกชน คือ รัฐทำการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าหรือบริการเช่นเดียวกับเอกชน เช่น โรงงานยาสูบผลิตบุหรี่ขายแข่งกับเอกชน หรือองค์กรเภสัชกรรมผลิตอาหารขายแข่งกับเอกชน เป็นต้น กรณีนี้จึงจะต้องใช้กฎหมายเอกชนบังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือให้บริการกับเอกชนผู้ใช้บริการ เพื่อความเป็นธรรมแก่เอกชน(2)ในแง่ของเอกชน ในแง่ของเอกชนในปัจจุบันเอกชนและรัฐหันมาร่วมมือกันมากขึ้นมีหลายกรณีที่เอกชนเข้ามาเข้ามาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์สารธารณะจึงมีกฎหมายให้อำนาจและสิทธิพิเศษแก่เอกชนในการทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะบางอย่างได้ เช่น องค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งเป็นเอกชน มีหน้าที่ควบคุมวินัยของผู้ประกอบวิชาชีพของตนเพื่อไม่ให้เกิดการประกอบวิชาชีพไปในทางมิชอบอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน รัฐจึงได้มอบให้องค์กรวิชาชีพนั้น ๆ ใช้อำนาจฝ่ายเดียวในการออกหรือไม่ออกใบอนุญาตรับสมาชิก ทำการควบคุมมารยาทและวินัยของสมาชิก ตลอดจนถอดถอนใบอนุญาตได้ กรณีจึงเป็นข้อยกเว้นให้เอกชนอยู่ภายใต้กฎหมายหมาชนได้

อนึ่ง ในบางกรณีนิติสัมพันธ์ที่ทำขึ้นระหว่างเอกชนด้วยกันเอง ก็ไม่อาจนำหลักความมีเสรีภาพเต็มที่ในการทำสัญญามาใช้ได้เพราะรัฐได้เข้ามาแทรกแซงในการทำนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชน ทั้งนี้เพื่อเข้ามาคุ้มครองคู่สัญญาที่อ่อนแอกว่า เช่น ในสัญญาจ้างแรงงาน นายจ้างและลูกจ้างไม่อาจที่จะตกลงกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกันเช่นไรก็ได้ (ซึ่งอาจทำให้นายจ้างทำข้อสัญญาที่เอาเปรียบลูกจ้างได้) เพราะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานเข้ามากำหนดให้การทำสํญญาจ้างแรงงานต้องมีหลักเกณฑ์ตามี่กฎหมายกำหนดเช่นกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ กำหนดชั่วโมงทำงาน เป็นต้น ทำให้เอกชนไม่อาจที่จะตกลงเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของกฎหมายเช่นว่านี้ได้

ดังนั้น ในการที่จะแบ่งประเภทของกฎหมายว่าเป็นกฎหมายเอกชนหรือมหาชนนั้น นอกจากจะคำนึงถึงหลักเกณฑ์องค์กร วัตถุประสงค์ วิธีการ และเนื้อหาตามหลักเกฑ์ทั่วไปแล้ว ยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของการแบ่งแยกประเภทกฎหมายนี้ด้วย เพื่อให้สามารถใช้กฎหมายบังคับได้อย่างถูกต้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

4. ประโยชน์ของการแบ่งประเภทกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนการแบ่งกฎหมายออกเป็นกฎหมายเอกชนกับกฎหมายมหาชน ก็เพื่อประโยชน์ดังต่อไปนี้

1. ประโยชน์ในการนำคดีขึ้นสู่ศาล ถ้าเป็นคดีในกฎหมายเอกชน เช่น คดีแพ่ง คดีอาญา องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา คือ ศาลยุติธรรม ส่วนคดีในกฎหมายมหาชนจะขึ้นต่อศาลที่มีความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายมหาชนโดยเฉพาะ คือ ถ้าเป็นคดีปกครอง ก็จะขึ้นศาลปกครอง ถ้าเป็นคดีที่กล่าวอ้างว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ

2. ประโยชน์ในแง่เนื้อหาของกฎหมายกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน จะมีหลักของเนื้อหากฎหมายต่างกันออกไป เพราะตั้งอยู่บนวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น ในกฎหมายเอกชน ยึดถือหลัก "เมื่อไม่มีกฎหมายห้าม ทำได้" เนื่องจากกฎหมายเอกชนมีวัตถุประสงค์ที่อยู่ความมีเสรีภาพในการทำการตกลงทำนิติสัมพันธ์กันของบุคคล แต่ในกฎหมายมหาชนยึดถือหลัก "เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ทำไม่ได้" เนื่องจากกฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่ตั้งอยู่บนการใช้อำนาจฝ่ายเดียวของผู้ปกครอง ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงต้องใช้อย่างเคร่งครัด ไม่อาจยึดถือหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนาได้ การแบ่งแยกออกเป็นกฎหมายเอกชนกับกฎหมายมหาชน จึงทำให้สามารถใช้กฎหมายได้ถูกต้องแก่กรณี

3. ประโยชน์ในแง่กระบวนการพิจารณากฎหมายเอกชนจะมีหลักเกณฑ์ในการกฎหมายเอกชนจะมีหลักเกณฑ์ในการดำเนินพิจารณาที่ต่างออกไป เช่น มีพระราชบัญญัติวิธีการพิจารณาคดีปกครอง สำหรับศาลปกครอง และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นต้น

4. แยกสาขาย่อยในกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนเมื่อได้ทราบถึงความหมาย ลักษณะ ตลอดจนหลักเกณฑ์ของกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนแล้ว ต่อมาเราจะศึกษาถึงการแยกสาขาย่อยว่า ทั้งในกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนนั้นแยกย่อยออกเป็นกฎหมายใดอีกบ้าง1. การแยกสาขาย่อยในกฎหมายเอกชน กฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายที่กำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนในฐานะที่เท่าเทียมกัน สาขาย่อยของกฎหมายเอกชนจึงแยกได้ ดังนี้

(1) กฎหมายแพ่ง (Civil Law) คือ กฎหมายที่กำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ของบุคคลในฐานะเอกชนทั่วไป ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องสถานะของบุคคล (คือ บุคคล ครอบครัว) เรื่องทรัพย์สิน (คือ ทรัพย์มรดก) และเรื่องหนี้ (คือ บ่อเกิดแห่งหนี้และผลแห่งหนี้)

(2) กฎหมายพาณิชย์ (Commercial Law) คือ กฎหมายที่ใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเป็นปกติธุระ และครอบคลุมตั้งแต่การตั้งองค์กรทางธุรกิจ (ห้างหุ้นส่วน บริษัท) การจัดหาทุน การทำนิติกรรมทางพาณิชย์ เช่น ซื้อขาย เช่า รวมถึงกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การธนาคาร การค้าหลักทรัพย์ เป็นต้นในต่างประเทศมีการแบ่งแยกประมวลกฎหมายแงกับกฎหมายพาณิชย์ออกเป็นประมวลกฎหมายแพ่ง (Civil Code) และประมวลกฎหมายพาณิชย์ (Commercial Code) แยกจากกัน เช่น ในประเทศฝรั่งเศส แต่สำหรับไทยรวมไว้ในฉบับเดียวกัน คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (Civil And Commercial Code)

(3) กฎหมายการเกษตร คือ กฎหมายที่ว่าด้วยกิจกรรมทางการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินเพื่อการเกษตรเกี่ยวกับแหล่งน้ำ ชลประทาน ฯลฯ

(4) กฎหมายสังคม จะประกอบไปด้วย กฎหมายแรงงานและกฎหมายประกันสังคม(5) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คือ กฎหมายที่กำหนดเขตอำนาจศาลและการดำเนินกระบวนการพิจารณา ตลอดจนการบังคับในคดีแพ่ง(6) กฎหมายอาญา คือ กฎหมายที่กำหนดความผิดทางอาญาพื้นฐานสังคมที่เห็นว่าเป็นการกระทำที่ต้องลงโทษข้อสังเกต แม้กฎหมายอาญาจะเป็นกฎหมายที่มีรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมหาชน เพราะรัฐไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญากับเอกชน เพียงแต่อยู่ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมหาชน เพราะรัฐไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญากับเอกชน เพียงแต่อยู่ในฐานะเป็นคนกลางกล่าวคือรัฐเป็นคนกลางผู้กำกับการกระทำที่ทำขึ้นระหว่างเอกชนด้วยกันเองเท่านั้น

5.การแยกสาขาย่อยในกฎหมายมหาชน เมื่อกฎหมายมหาชนกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน จึงสามารถแยกประเภทของกฎหมายมหาชนได้ ดังนี้

(1) กฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายที่กำหนดการจัดอำนาจและองค์กรผู้ใช้อำนาจสูงสุดในรัฐ ซึ่งโดยปกติสาระของกฎหมายรัฐธรรมนูญจะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่ก็ยังอาจปรากฏอยู่ในกฎหมายอื่นด้วย เช่น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่าง ๆ เป็นต้น(2) กฎหมายปกครอง คือ กฎหมายที่กำหนดสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายปกครองของรัฐต่อกัน และรัฐต่อประชาชน (3) กฎหมายการคลังและการภาษีอากร คือ กฎหมายที่เกี่ยวกับการหารายได้เข้ารัฐและหน่วยงานของรัฐ (เช่น ภาษีอากร กู้ยืม ฯลฯ) การจัดการทรัพย์ที่เป็นเงินตราของรัฐ และการใช้จ่ายเงินของรัฐโดยงบประมาณแต่ละปี เป็นต้น

4.การแบ่งแยกกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน

การแบ่งแยกประเภทของกฎหมายอาจทำได้หลายวิธี ในกรณีที่นำเอาเนื้อหา ของกฎหมายมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งแยก เราก็จะได้กฎหมายสารบัญญัติ (Substantive Law) อันเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคล กับกฎหมายวิธีสบัญญัติ (Procedural Law) อันเป็นกฎหมายที่กำหนดวิธีการเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิและหน้าที่ของ บุคคล แต่กำหนดเป็นกรณีที่นำเอานิติสัมพันธ์ของกฎหมายมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งแยก เราก็จะได้กฎหมายเอกชน (Private Law) อันเป็นกฎหมายที่กำหนดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชน กับกฎหมายมหาชน (public law) อันเป็นกฎหมายที่กำหนดถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชนศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ได้ให้ความหมายของกฎหมายมหาชนเอาไว้ว่า หมายถึง กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับราษฎรในฐานะที่ เป็นฝ่ายปกครองราษฎร กล่าวคือในฐานะที่รัฐมีฐานะเหนือราษฎร ส่วนกฎหมายเอกชนหมายถึงกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วย กันในฐานะที่เท่าเทียมกัน

การแบ่งประเภทของกฎหมายออกเป็นกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชนนั้นก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ คือ

1. ประโยชน์ในการนำคดีขึ้นสู่ศาล ประเทศที่มีการแบ่งแยกระบบกฎหมายออกเป็นกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชนก็จะต้อง ทำการแยกศาลที่จะใช้ในการพิจารณาคดีตามประเภทของกฎหมาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ศาลแต่ละศาลมีความชำนาญในกฎหมายแต่ละประเภทอันจะทำให้เกิด ประโยชน์ต่อประชาชนในที่สุด

2.ประโยชน์ในแง่กฎหมายสารบัญญัติ ประเทศที่มีการแบ่งแยกระบบกฎหมายออกเป็นกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชน และมีการแบ่งแยกศาลออกเป็น 2 ระบบ หลักกฎหมายสารบัญญัติที่ใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดีก็จะแตกต่างกัน3.ประโยชน์ในแง่กฎหมายวิธีสบัญญัติ เช่นเดียวกับทั้ง 2 ข้อที่กล่าวไปแล้ว เมื่อมีศาล 2 ระบบที่ใช้กฎหมายแตกต่างกัน วิธีสบัญญัติของกฎหมายก็ต้องต่างกันด้วยในศาลแต่ละศาล โดยศาลแต่ละระบบจะมีวิธีพิจารณาคดีที่สอดคล้องกับระบบของตน4.ประโยชน์ในทางวิชาการ ประเทศที่มีการแบ่งแยกกฎหมายและศาลออกเป็น 2 ระบบ ก็จะมีการแยกศึกษากฎหมายมหาชนออกจากกฎหมายเอกชน รวมไปถึงการแบ่งนักกฎหมายออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ที่มีความแตกต่างกันคือ นักกฎหมายมหาชนและนักกฎหมายเอกชน

เมื่อมีการแบ่งประเภทของกฎหมายออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนแล้ว ภายในกฎหมายแต่ละประเภทก็ยังสามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีกหลายประเภท โดยในกฎหมายเอกชนนั้นอาจแบ่งได้เป็นกฎหมายแพ่ง กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายวิธีพิจารณาความ เป็นต้น ในขณะที่กฎหมายมหาชนนั้นก็สามารถแบ่งแยกออกไปได้อีกหลายประเภท เช่นกัน คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายการคลังและภาษีอากร เป็นต้น แต่เนื่องจากกฎหมายมหาชนเป็นกฎหมาย "ใหม่" ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน การแบ่งประเภทของกฎหมายมหาชนจึงยังไม่ "นิ่ง" เท่าที่ควร โดยนักกฎหมายสำคัญบางคนในฝรั่งเศสได้แบ่งกฎหมายมหาชนออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ กฎหมายมหาชนระหว่างประเทศกับกฎหมายมหาชนภายใน นักกฎหมายบางคนก็มีแนวคิดว่ากฎหมายอาญาก็เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมหาชน นักกฎหมายบางคนก็แบ่งประเภทของกฎหมายมหาชนออกเป็น กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครองและกฎหมายการคลัง ซึ่งนักกฎหมายแต่ละคนที่แบ่งประเภทย่อยของกฎหมายมหาชนไว้แตกต่างกันนั้นคง เป็นเพราะแต่ละคนใช้เกณฑ์ในการแบ่งที่ไม่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม สาขาที่นักกฎหมายส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นกฎหมายมหาชนก็คือกฎหมายรัฐ ธรรมนูญและกฎหมายปกครอง

การแบ่งประเภทของกฎหมายออกเป็นกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชนนั้นส่วนหนึ่งแล้ว มีเหตุผลสำคัญที่นำมาใช้สนับสนุนการแบ่งประเภทดังกล่าวคือ แนวคิดเกี่ยวกับ"ประโยชน์สาธารณะ" โดยในกฎหมายเอกชนนั้นถือว่าเอกชนต่างฝ่ายต่างมุ่งประโยชน์ส่วนตัวของตน กฎหมายจึงต้องถือว่าเอกชนเสมอภาคและเท่าเทียมกันตามกฎหมายนิติสัมพันธ์ที่จะ เกิดขึ้นจึงต้องอาศัยความสมัครใจเข้าก่อนิติสัมพันธ์ระหว่างกัน ในขณะที่กฎหมายมหาชนมีการคิดค้นรัฐขึ้นมาเป็นผู้ดูแลรักษาประโยชน์ส่วนรวม ของคนจำนวนมาก ในกรณีที่ประโยชน์ส่วนตัวของเอกชนแต่ละคนไม่สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวมของ คนหมู่มากในสังคมหรือที่เรียกว่า "ประโยชน์สาธารณะ" ก็จะต้องให้ประโยชน์สาธารณะมาก่อนหรืออยู่เหนือประโยชน์ส่วนตัวของเอกชนแต่ ละคน ซึ่งถ้าเอกชนแต่ละคนไม่สมัครใจหรือไม่ยินยอมที่จะสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ ก็จะต้องให้รัฐโดยองค์กรของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ดูแลรักษา ประโยชน์สาธารณะแทนและในนามของคนหมู่มากในสังคมได้ โดยให้องค์กรของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถใช้อำนาจหน้าที่บังคับเอกชน เพื่อประโยชน์สาธารณะได้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิชากฎหมาย



ความเห็น (0)