"ความฝันที่(เคย)ทำหล่น"



ฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบท้องฟ้า และชอบเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง มาเปรียบกับท้องฟ้าเสมอ"

"สีของท้องฟ้า" ในแต่ละวัน แต่ละนาที แต่ละวินาทีไม่เหมือนกันหรอก วันนี้ฉันกำลังจะเปรียบมันกับ"ความฝัน" ความฝันของฉันตอนนี้ เป็นท้องฟ้าที่บางวันก็เป็นสีที่ฟ้าอมเหลืองในตอนเช้าๆ ท้องฟ้าบางวันเป็นสีเหลืองอ่อน ๆ บางวันก็เทาหม่น ๆ ดูอึมครึมเหมือนพายุจะมา หลายช่วงเวลาที่หลากหลายความรู้สึกในแต่ละวัน นั่นแหละ ความฝันก็เช่นกัน :)


ท้องฟ้าสีหม่น คือคือสีของความฝันของฉันขณะนี้ ฉันเหมือนจะรู้ว่าตัวเองจะต้องทำอย่างไร อนาคตจะจะเป็นอะไร ฉันรู้วิธีที่จะไปถึงมัน แต่ตอนนี้ กลับ ไม่ได้เอาความรู้สึกของเราเองไปจับอยู่ที่มัน 'ความฝัน' คือไม่ได้สนใจมองท้องฟ้าทุกวันนั่นเอง

ความฝัน คือ ความสุขที่เราคิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต คือคำจำกัดความของเรา ลองคิดดูสิว่า ทุกครั้งที่เราฝันอยากจะทำ อยากจะเป็น ความรู้สึกขณะนั้นมันคือสิ่งที่เราจะทำ ให้ มันเกิดขึ้นในอนาคต ความฝันไม่ได้มีแค่หนึ่ง ตั้งแต่เด็กจนโต ฉันฝันมากกว่า 10 เรื่องแน่นอน เมื่อฝันแล้ว ต่อจากนั้นคือการเลือก เลือกว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นตามที่ฝันไว้ หรือ เลือกที่จะเก็บมันไว้เพียงแค่ความฝัน หลายคนอาจจะบอกว่า ก็ต้องทำให้ฝันเป็นจริงน่ะสิ แต่ลองคิดให้ดี กับบางเรื่อง เราเก็บมันไว้แค่ฝัน เราอาจมีความสุขกว่า ...

ชื่อของฉันคือความฝัน (Dream) เป็นชื่อที่พ่อตั้งให้เป็นชื่อเล่น ฉันไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร iฉันเคยถาม แต่พ่อก็บอกว่าพ่อชอบคำนี้ ฉันรู้เพียงแค่ความหมาย ว่าDream แปลว่าความฝัน แต่พอโตขึ้นมาจนอายุเท่านี้ ก็เริ่มรู้ว่าทุกวันนี้ฉันเข้าใกล้คำตอบนั้นน่าจะเกือบครึ่งทางได้แล้ว เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะปัจจุบันไงล่ะ สิ่งที่ทำอยู่เป็นคำตอบได้ว่าฉันเข้าใกล้ความฝันแค่ไหน ก่อนจะมาถึงปัจจุบันนี้ มาเล่าความฝันเก่า แต่เก๋าจนมาถึงทุกวันนี้กันก่อน

- ตอนเด็กๆประมาณ ป.2 ทุกคนคงจะคุ้นกับคำถามที่ว่า ... โตขึ้นมาหนูอยากเป็นอะไร ? ฉันเองก็ตอบไปโดยไม่ได้คิดหรอก แต่จำได้ว่าทุกครั้งตอนเหมือนกันเสมอ คือ "หนูอยากเป็นครูเหมือนพ่อ" นี่คือคำตอบตอน ป.2เห็นจะได้(ถ้าจำไม่ผิด) และฉันก็ตอบเช่นนี้กับยายชอบถามฉันเหมือนกัน ...

- ป.3เป็นช่วงที่ยุคคณิตศาสตร์ของฉันรุ่งเรืองมากและตอบคำถามเดิมได้ชัดเจน ขึ้นว่า "โตขึ้นหนูอยากเป็นครูสอนคณิตเหมือนพ่อ" เริ่มมีแรงบันดาลใจเกิดขึ้น นั่นก็คือ พ่อของฉัน นั่นเอง

- ป.4เป็นจุดเพี้ยน จุดเพี้ยนในที่นี้คือเกือบเหมือนความฝันเดิมแต่แค่เพี้ยนไปนิดหน่อยแต่ก็ยัง คงคีเวิร์สคำว่าครู คำเดิมนะ เพราะมีแรงบันดาลใจคนที่สองรองจากพ่อ คือครูสอนภาษาอังกฤษ จนทำให้เด็กที่(โคตร) โง่ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นตัวแทนไปแข่งขันหลายอย่างให้ ร.ร. และส่งผลทำให้คำตอบเพี้ยนไปเป็น 'โตขึ้นหนูอยากเป็นครูภาษาอังกฤษค่ะ'

**คำตอบทุกครั้ง แฝงไปด้วย แรงบันดาลใจหลักคือพ่อ เพราะฉันสนิทกับพ่อและอยากสอนได้เหมือนที่พ่อสอนเด็ก ๆ :)


ยิ่งเติบใหญ่ เรายิ่งถูกแต่งแต้มไปด้วยประสบการณ์และความคิดที้ซับซ้อนขึ้น จึกทำให้ความเป็นเด็ก'เลือนลางไป' แต่ไม่ใช่หายไป สิ่งหนึ่งที่แต่งแต้มฉันและทำให้ฝันของฉันแปรปรวน ราวกับอากาศก่อนที่จะเกิดพายุนั้น คือ 'ความสุขหลอก ๆ '


ความสุขหลอก ๆ ในที่นี้ คือความสุขที่ไม่แท้จริง คือความสุขที่เรียกได้ว่ามีความสุขแต่ไม่คงทน ยกตัวอย่าง ฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่ขยันแต่หากตั้งใจแล้วก็ไม่พอทำได้เสมอ เช่น การเรียนที่ถึงแม้บางครั้งจำไม่ชอบวิชานี้เอาซะเลย ฉันจะจัดการตัวเองโดนการ พยายาม เสมอ (พ่อชอบพูดว่า ลูกพ่อทำได้เสมอ หากพยายามให้ถึงที่สุด) แน่นอนว่าเมื่อพยายามในสิ่งที่ไม่ชอบจะมีผลที่เกิดขึ้น ผลข้อแรกคือ พอได้เริ่มทำ มารู้ทีหลังว่าสิ่งที่ไม่ถนัดนั้นกลายเป็นสิ่งที่เราชอบ แต่กลับกลายเป็นมีความสุขกับมัน ผลอีกข้อคือ การที่เราทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ก็เหมือนกับการฝืน มันก็จะเหนื่อยกว่าคนที่ทำมันไปพร้อมกับความชอบและความสุขไปพร้อม ๆกัน แน่นอน ฉันเคยเป็นทั้งสอง

ที่ผ่านมา ความสุขหลอก ๆ คือการยอมเหนื่อย เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ไม่ยั่งยืน เช่นเรียนไปวัน ๆ พยายามไปวัน ๆ เพื่อเกรดแต่ไม่ได้แตกฉานในสิ่งนั้น ยิ่งโตยิ่งไม่ซื่อสัตย์ต่อความฝันตัวเอง สิ่งที่หลอก ๆ คิดว่าใช่ ในความจริงแล้วมันไม่ใช่ ความรู้ที่ได้จากการพยายามในแต่ละครั้งกลับไม่ยั่งยืน ภายหลังค้นพบว่าเราเอง ตั้งจุดประสงค์ความความพยายามแต่ละครั้งผิดไป จึงส่งผลต่อความฝันที่ผิดเพี้ยนไปเช่นกัน


หลังจากที่ชีวิตถูกลมแรงพัดไปพัดมาอยู่หลายครั้ง สุดท้ายแล้ว เราก็ต้องเลือก

ตอนม.ปลาย ท้องฟ้ามีเมฆดำ ลมพัดแรงไปจนพายุมาถึง ฉันกลับไม่รู้ว่าที่จริงแล้วตัวเองอยากเป็นอะไร คำตอบในวัยเด็ก ณ ตอนนั้นไม่มีในหัวเลย ความคิดถูกตลอบงำด้วย 'ค่านิยม' ว่าจะต้องเป็นนั่นเป็นนี่ วันนี้อยากเรียน หมอ (ตอนนั้น ใจใหญ่มากถึงขนาดคิดว่าอยากเป็นหมอ ทั้งที่ความรู้ตัวเอง แปรผกผันกันอาชีพนี้มาก ) อยากเรียนพยาบาล อยากเรียนเทคนิคการแพทย์ สิ่งหนึ่งที่คิดบ่อยที่สุดในช่วงเวลาของมัธยมคือ อยากเรียนคณะวิทยาศาสตร์ เนื่อด้วยเหตุผลหลอก ๆ ปนจริงหลายอย่าง ทำให้คิดเช่นนั้น และแล้ว พอพายุผ่านไป รุ่งเช้าวันใหม่พระอาทิตย์ก็ขึ้นเช่นเดิม ใช่แล้ว ฉันกำลังจะบอกว่าค้นพบทางสว่าง ยาย พ่อ แม่( ครอบครัว ) และครูที่สนิทกัน เป็นส่วนหนึ่งในการชี้ทาง ท้ายที่สุดแล้ว ฉันเลือกที่จะเรียน ที่นี่ "มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในชื่อโครงการผลิตและพัฒนาครูสู่ความเป็นเลิศ " นั่นก็คือ เรียนครู ไม่ใช่ครูธรรมดานะ แต่เป็นครูให้กับเด็กประถม ตัวเล็ก ๆ ที่ปัจจุบันไม่เล็กแล้ว 555 ค้นพบทางของตัวเองที่ชอบเด็กเป็นชีวิตจิตใจ (หรืออาจเพราะนิสัยเด็กด้วยน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่ง ) ทำให้ฉันเลือกเรียนต่อในคณะนี้ แล้วท้องฟ้าวันใหม่ก็กำลังจะเริ่มเป็นวันที่อากาศสดใสอีกครั้ง

ตอนปี1 เป็นความสุขที่สุดที่เกิดขึ้นที่นี่ และกับเพื่อนที่นี่ ในตอนนั้น :) หลายสิ่งเกิดขึ้น ที่นึกย้อนไปเรื่องที่จำได้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสุขใจเกือบทั้งหมด "ย้ำเตือนความฝันทุกวัน ไม่ลืมเรื่องรอบตัวและมีความสุขเสมอ ได้เขียนบันทึกจึงไม่สืมจับความรู้สึกของความฝัน ทุกวัน ได้นั่งพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้ย้อนมองตัวเอง " นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนปี 1เมื่อนึกย้อนไปอ็อดคิดไม่ได้ว่าอีกให้เกิดแบบนั้นอีกครั้ง

จากนั้นเรื่อยมาถึงช่วงที่ความฝันเริ่มเลือนลาง ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาอีกครั้ง สิ่งที่น่ากลัวตอนนี้ น่ากลัวกว่าสิ่งที่ค้นพบได้ในตอนมัธยม คือ ความไม่รู้ว่า"เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น " ไม่รู้ว่าตัวเรา ยังเป็นตัวเราอยู่จริงหรือเปล่า หลายสิ่งที่ทำอยู่ทำไปเพื่ออะไร และเราความสุขหรือไม่ ชีวิตที่ดำเนินมา เราไม่รู้ตัวเลยว่า ลืมความฝันไว้ที่ไหน มารู้อีกทีคือเรามีความสุขในแต่ละวันน้อยเกินไป ชีวิตประจำวันไม่มีเวลาที่จะมาทบทวนสิ่งรอบตัว ไม่มีเวลาส่วนตัวได้ทำงานอดิเรก ได้วาดรู้ เขียนบันทึก ไม่ได้ดื่มน้ำมาก ๆ ชีวิตแปรปรวนไปหมด เพราะโตขึ้น ก็มีสิ่งที่ให้เรา "ต้องทำ" มากขึ้น จนวันหนึ่งมานั่นคิดว่า เราหลงลืมความฝันไปหรือเปล่า (เหมือนกับเราลืมของไว้สักที รู้ว่ามันยังอยู่ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน) ระหว่างการหาคำตอบว่าทำไม ก็คิดโทษสิ่งรอบตัว โทษคนอื่น นั่นไม่ใช่วิธีค้นหาคำตอบที่ดีเอาซะเลย


... ถามว่าต่อว่าทุกวันนี้รู้หรือยังว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ใช่ เมื่อได้เอาความรู้สึกไปจับที่ความฝัน ทุกวันอีกครั้ง ก็เริ่มรู้วิธีหาคำตอบที่จะไปถึง ความฝัน...

สุดท้ายแล้ว ถึงแม้เราจะรู้ว่าความฝันของเราคืออะไร แต่หากทุกวันที่ไปถึงความฝันเราไม่มีความสุข ฝันนั้นจะดูไร้ค่าไปในทันที เพราะ รายละเอียดของเส้นทางที่ไปสู่ฝัน เป็นเสมือน"วิธีทำ " ที่เราเลือก เลือกคิด เลือกทำ ในแต่ละวัน เพื่อไปถึงคำตอบ นั้นแหละความฝันที่แท้จริง ...


ฉัน เริ่มเรียนรู้และเข้าใจความหมายของคำว่าความฝันของฉันทีละนิด ถูกบ้าง ผิดบ้าง เพี้ยนไปบ้าง แต่ก็ดีใจแล้ว ที่อย่างน้อยที่เริ่มมาถูกทางแล้ว เริ่มที่การลองเอาความรู้สึกกับ 'ความฝัน' ทุกวัน ...


อยากให้ถึงวันนั้นวันที่ได้เล่าเรื่องราวความฝันของฉันให้เด็ก ๆ ฟัง

แล้ววันที่ใช้คำว่า

"จนกระทั่งครู ... "


อีกไม่นานนะ ..

ความฝัน :)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกครูเป็นเลิศ...นางสาวพลอยณิชชา เศรษฐปิติวงศ์



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ครูภาษาอังกฤษมาเชียร์ครับ

เป็นเรื่องเล่าที่น่ารักและน่าสนใจมาก

ขอบคุณมากครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ :) ขจิต ฝอยทอง