ประสบการณ์การเดินทางจากชายแดนอยุธยาไปวรจักร (คลองถม)

ผมเดินทางออกจากที่พักซึ่งอยู่เขตชายแดนอยุธยาติดต่อกับปทุมธานี โดยมีคลองระพีพัฒน์คั่นกลาง แล้วแวะไปหาข้าวกินที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี สุดท้ายไปลงเอยที่ก๋วยเตี๋ยวน้ำ ปกติเราไม่ควรกินอาหารแบบนี้ เพราะเราสามารถหากินได้ง่ายในทุกพื้นที่ การมาต่างพื้นที่อยู่อาศัยของตัวเอง ควรกินอาหารที่แปลกๆ เพื่อทดลองอาหารที่แตกต่าง แต่ผมก็ไม่รู้จะกินอะไรดี ระหว่างที่นั่งกินไปนั้น ผมก็เฝ้ามองผู้คนไปด้วย สิ่งที่คิดในขณะนั่นซึ่งยังจำได้ว่า แต่ละคนมักมากันเป็นคู่ๆ เมื่อนั่งรับประทานอาหารก็จะนั่งตรงข้ามกัน โดยมีโต๊ะคั่นกลางอยู่ เป็นเรื่องน่าคิดว่า ทำไมเมื่อมาสองคนจึงไม่นั่งเคียงกัน แต่ไปนั่งให้โต๊ะคั่นกลาง เหตุผลอย่างหนึ่งน่าจะคือ ระหว่างนั่งนั้นได้มองหน้ามองตาและพูดคุยกันไปด้วย ซึ่งไม่ใช่มุ่งมั่นแต่จะกินให้อิ่มอย่างลืมหูลืมตา

ข้างโต๊ะที่ผมนั่ง มีชายหญิงคู่หนึ่ง เข้าใจว่าน่าจะเป็นแม่กับลูกชาย ผมรู้สึกประทับใจผู้เป็นแม่ (ผมเข้าใจว่าแม่) ที่ท่านค่อยๆกิน ไม่เร่งรีบ เหลื่อมตามองลงที่ภาชนะของตนเอง ดูเหมือนจะเป็นผู้หญิงที่มีความเรียบร้อยทีเดียว แตกต่างเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งผมก็มานั่งที่เดียวกันนั้น ผมเห็นผู้หญิงบางคนนั่งกินอาหารไป แล้วคุยไป บางทีข้าวในปากยังไม่ได้กลืน เมื่ออ้าปากก็มองเห็นเม็ดข้าวที่ผ่านการเคี้ยวอยู่ในปากนั่นเอง ผมเข้าใจว่า ในความเป็นจริงนั้น การรับประทานอาหารไม่จำเป็นต้องเร่งรีบขนาดนั้น ค่อยๆ เคี้ยว ค่อยๆตัก ก็สามารถกินอิ่มได้เหมือนกัน และไม่ดูน่าเกลียดด้วย

ชายคนที่นั่งตรงข้ามเป็นเด็กหนุ่ม เท่าที่สังเกต เขาก็ไม่ได้กินอาหารมูมมามเลย เขาค่อยๆตักใส่ปาก ค่อยๆเคี้ยวเหมือนๆหญิงที่นั่งตรงข้าม จึงคาดการณ์ว่า เรื่องการมีชีวิตอยู่อย่างไรนั้น น่าจะขึ้นกับการได้รับการอบรมมาอย่างไรมากกว่า

เมื่อกินอาหารเสร็จเรียบร้อย ผมจึงออกเดินทางด้วยรถเมล์สาย ปอ. ๒๙ ไปลงที่อนุสาวรีย์ชัย สิ่งที่รู้สึกเหมือนเดิมคือ รถปรับอากาศในเมืองหลวงนั้นเหมือนๆกันคือ เมื่อเข้าไปข้างในจะได้กลิ่นอับ ทำให้ปวดหัวได้ง่าย การทำความสะอาดจะยังไม่เพียงพอ ที่หนักยิ่งกว่านั้นคือ คันที่ใช้บริการรอบนี้ ความเย็นของแอร์ไม่เพียงพอ ทำให้บางอคนที่ทนอบอ้าวในรถไม่ไหวเหงื่อแตกในรถแอร์

กว่าจะถึงอนุสาวรีย์ชัย ทำเอาเหงื่อแตกในรถแอร์ จากนั้นจึงใช้บริการรถสาย ๘ เป็นรถเปิดหน้าต่างปกติ จ่ายค่าโดยสารไป ๙ บาท โดยขึ้นรถที่ฝั่งราชวิถีนั่นเอง

รถแล่นผ่านไปทาง คณะวิทย์ฯ มหิดล เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย แล้วมาติดตรงทางลงทางด่วนน่าจะเกิน ๓๐ นาที เสียงคนเก็บกระเป๋าสตางค์บ่นเสียงดัง ว่า "ประจำเลย ต้องติดอย่างนี้ประจำ ปล่อยทีละห้าคัน ไม่รู้หรือไงว่าชาวบ้านทั่วไปเขาก็เดือดร้อนด้วย ไม่ใช่ให้บริการสะดวกเฉพาะคนใช้ทางด่วน ฯลฯ" แต่แล้ว ผมก็มาถึงตลาดคลองถม ผมสังเกตเห็นว่า ตลาดดังกล่าวนี้ไม่ได้ปิดโดยเบ็ดเสร็จ ยังมีการขายของในซอย มีการปูผ้าขายทั้งของผิดกฎหมายและไม่รู้ถูกกฎหมายหรือไม่ ที่ประหลาดใจคือ มีตำรวจและเทศกิจบางคนกำลังยืนเลือกของบางอย่างอยู่ทีแ่ผงขายของ

ผมไปหาซื้อเครืองไฟฟ้าสำหรับตัดผม เพื่อให้หวานใจได้ฝึกตัดผมให้ผมเอง โดยที่ไม่ต้องไปนั่งที่ร้าน เพราะการตัดผมของผมนั้น ไม่ได้ต้องการว่าจะต้องดูดี ขอเพียงสั้น ไม่รก ก็พอ ถ้าโกนได้ก็น่าโกนอยู่เหมือนกัน

จากการสังเกต ในเมือง รถก็ยังคงติดเป็นปกติ ฉะนี้แล


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

รถในกรุงเทพติดๆๆๆและติดมาตั้งแต่จำความได้..จน..จะเลอะเลือนเป็นความธรรมดาๆเลยซ้ะเนี่ยะ.หาก.เดิน..เท้าถนนมีต้นไม้ร่มรื่น...อากาศสดชื่นทางเท้าเดินได้ปลอดภัย..ไปได้เร็วกว่านั่งรออยู่ในรถทั้งตาปีสีตาชาติ...รถแอร์ก็เป็น..แอร์กี่เสียส่วนใหญ่..แอ..อะไร..จะดีกว่ากัน...คนกรุงเทพเขา..คุยกันเรื่องนี้ไหม...น้อ

เขียนเมื่อ 

บ้านนอกดีกว่าเมืองหลวงนะครับ แต่บ้านนอกที่มีแต่สารเคมี ก็อันตรายเช่นกันครับ

หมายเลขบันทึก

588232

เขียน

30 Mar 2015 @ 20:30
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 3, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก