ปลีกวิเวกสู่ป่า ก่อนหันหน้า สู่การตัดสินใจ

วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๘ เวลา ๑๓.๐๐ น. โดยประมาณ ผมได้รับบันทึกข้อความ เนื้อความว่า ขอให้ส่งผลงานทางวิชาการภายในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๘ ผมนั่ง งง อยู่พักใหญ่ เหลือบไปดูวันที่ของการออกหนังสือ เห็นเป็นวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๘ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ทุกวันนี้หน่วยงานราชการนั้นค่อนข้างเร็วมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อน กว่าหนังสือจะมาถึงต้องผ่านหน่วยงานหลายๆหน่วยงาน ๓ วัน ๕ วัน ๖ วัน ๗ วัน เป็นต้น การทำงานเร็วนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้ผลผลิตโดยด่วน แต่น่าเสียดาย ผมนั่งอึ้งพร้อมกับคิดว่า "จะทำอย่างไรดีหว่า" ภายในวันเดียว เราจะทำได้ไหม เมื่อเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ผมจึงไปทำเรื่องอื่น ตอนเย็นจึงเตรียมของ มีหมอน ผ้าห่ม เต็นท์ ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้คือยาที่ต้องกินทุกวันก่อนอาหาร เช้า เที่ยง เย็น ขับรถออกไปสระบุรี เลี้ยวไปอุทยานแห่งชาติเจ็ดคต ระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปถึงอุทยานก็ประมาณร้อยกิโลเห็นจะได้ เพื่อหวังว่า ขอไปพักความรู้สึกสักเล็กน้อย และไปนอนคิดอะไรๆ เพียงคนเดียว ผมขับรถไปก็คิดไปเรื่อยเปื่อย ไปถึงก็กางเต้นท์ ริมสระน้ำในอุทยานนั้นเอง

หลังจากนั้น ผมจึงเตรียมตัวไปอาบน้ำ ชำระความสกปรกที่ติดกับร่างกาย แต่อนิจจา ความสกปรกดังกล่าวเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะระหว่างที่ผมเดินกลับจากอาบน้ำ เหงื่อผมก็ออกมาอีก ความสกปรกกลับเข้ามาในร่างกายอีก ผมปล่อยอย่างนั้น หากผมไปอาบน้ำอีก ก็วนเวียนกันทั้งคืน ไม่ต้องหลับต้องนอน พลบค่ำ ผมก็ยังไม่ได้หลับ ได้ยินเสียงซอกแซกข้างเต็นท์ เมื่อเปิดออกไปดู ปรากฎว่า เห็นเจ้ากระต่ายน้อยมานอนเป็นเพื่อน


ตกดึกประมาณเที่ยงคืน ก็ได้ยินเสียงกุ๊กกั๊กอีก แต่คราวนี้กลับไม่ใช่กระต่าย แต่เป็นหนูประมาณ ๓ ตัว วิ่งไล่กันข้างๆเต้นท์ ไม่ใช่เป็นการทำร้ายกัน ทำให้นึกถึงข้อความที่เคยอ่านงานของอาจารย์พุทธทาสภิกขุ สัตว์บางชนิดตื่นในเวลากลางคืน เจ้าหนูที่กำลังหยอกล้อกันอยู่นั้น บางคราวมันก็วิ่งเข้ารู ผลุบๆโผล่ๆก็มี (ที่กางเต้นท์ใกล้เนินดิน ที่เนินดิมีต่อไม้ ใต้ตอไม้มีรู) ดูแล้วก็แปลกใจพอควร ชีวิตของสัตว์กลางคืน เกือบค่อนแจ้ง ผมนอนไม่หลับเอาเสียเลย อาจจะด้วยการนอนผิดที่ที่เคยชิน แต่นั่นแหละ ระหว่างที่นอนไม่หลับ ผมก็คิดถึงแต่หนังสือที่ส่งมาให้ผม โดยเฉพาะคำเตือนในย่อหน้าสุดท้ายที่ว่า "หากเอาผลงานของคนอื่นมา จะถือว่าผิดจรรยาบรรณ" ข้อความดังกล่าวนี้บ่งบอกว่า มีคนเคยเอาผลงานของคนอื่นไปใช้ประโยชน์เพื่อตนเอง ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นในระดับอุดมศึกษามาแล้ว เหมือนกับข้อความที่ว่า "ห้ามเดินลัดสนาม" นั่นแสดงว่า มีคนเคยเดินลัดสนาม ห้ามผ่าไฟแดง แสดงว่ามีคนเคยผ่าไฟแดง ขอให้นักศึกษาแต่งตัวให้เรียบร้อย แสดงว่า นักศึกษาแต่งตัวไม่เรียบร้อย ซึ่งน่าเห็นใจทีเดียว

ค่อนแจ้งได้หลับหน่อยหนึ่ง ตื่นขึ้นมาตะวันกำลังโผล่ริมทิวไม้ ผมไม่ลืมที่จะเก็บภาพไว้ น่าเสียดายที่ช่วงนี้เข้าหน้าร้อน แม้จะไม่ร้อนมาก แต่ก็ทำให้เห็นถึงอากาศที่แห้งๆ แม้น้ำในสระก็ดูแห้งอยู่เหมือนกัน ไม่เหมือนช่วงหน้าหนาว อากาศหนาว น้ำค้างหล่นยังกับฝนตก

เมื่อตะวันเริ่มร้อนขึ้น ผมจึงไปอาบน้ำ แต่งตัวเพื่อเดินทางกลับ หลังจากที่ได้คำตอบแล้วในช่วงกลางคืน จากนั้นมาเก็บเต็นท์ กินยา และเดินทางกลับ แวะทานข้าวที่พัก จำไม่ได้ว่า อะไรบ้านสวนสักอย่าง กว่าจะถึงที่พักก็บ่ายคล้อย

วันจันทร์ผมไปทำงานตามปกติ ก่อนเที่ยงมีโทรศัพท์ส่งข่าวมาว่า ขอเชิญประชุมเวลาบ่ายสองโมงตรง เป็นความโชคดีที่ไม่เกเรออกไปนอกพื้นที่ หรือไม่ลาไปทำธุระ เมื่อเข้าห้องประชุม มีสมาชิกมาร่วมประชุมสิบกว่าชีวิต เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มผู้ลาศึกษาต่อ กลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่ได้ต่อสัญญาเพื่อจะเป็นพนักงาน เพราะยังเข้าอบรมไม่ผ่านด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ละคนมีอายุงาน ๕ ปี ๖ ปี และ ๑๐ ปีก็มี ซึ่งเคยได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมาแล้ว จากนั้นให้ทำสัญญาที่จะทำงานจนครบอายุ ๖๐ ปี แต่เมื่อมีการเปลี่ยนฝ่ายบริหาร จึงมีการออกข้อบังคับใหม่ โดยให้มีระยะคือ ระยะที่ ๑ ทดลองงาน สัญญาจ้าง ๑ ปี ระยะที่ ๒ สัญญาจ้าง ๓ ปี และมีการแก้ไขในปีถัดมา ว่า ๔ ปี ระยะที่ ๓ สัญญาจ้าง ๗ ปี ระยะที่ ๔ สัญญาจ้าง จนถึงอายุ ๖๐ ปี (อาจจำคลาดเคลื่อน) แต่การเข้าระยะใดนั้นต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดโดยคณะกรรมการ เพื่อจะคัดคนที่มีคุณภาพที่สุดเข้าทำงานในมหาวิทยาลัย

พวก ๑๐ กว่าคนที่ได้รับเชิญเข้าประชุมนั้น ยังมีเกณฑ์เพื่อจะเป็นพนักงานตามระยะไม่ครบ (เดิมทีได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานแล้ว และแต่ละคนก็ผ่านการสอบมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกสอบเข้ามาทำงาน เมื่อครั้งสมัครเข้ามาทำงาน ครั้งที่สองสอบเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย เมื่อคราวมีระเบียบว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัย ประมาณ ๒๕๔๘ แต่ต่อมาฝ่ายบริหารประกาศข้อบังคับใหม่ ประมาณ ๒๕๕๓ จึงมีการอบรมเข้ม และสอบใหม่ สังเกตว่า ข้อบังคับใหม่นั้นเป็นการลดทอนระยะการทำงานของพนักงานมหาวิทยาลัยลง เมื่อธนาคารทราบข่าว จึงไม่ปล่อยให้พนักงานมหาวิทยากู้ซื้อบ้าน เพราะสัญญาสั้น) การเรียกประชุมคราวนี้เพื่อจะบอกว่า ใครไม่ครบอะไรบ้าง รองอธิการตัดสินแทนอธิการด้วยการที่ ให้ทุกคนสอบใหม่ แต่คนที่ติดราชการต่างประเทศให้ถือว่าผ่าน ส่วนคนที่ติดราชการภายในประเทศ ไม่อาจทำอะไรได้ (จริงๆมีรายละเอียดที่มากกว่านี้) ซึ่งจะต้องเข้าอบรมและสอบ ส่วนผมนั้น เนื่องจากไม่เข้าอบรม ๒ วิชา วิชาหนึ่งผมติดคำสั่งให้คุมสอบ อีกวิชานั้นผมจำไม่ได้ แต่ผมก็บอกที่ประชุมว่า เดี๋ยวเลิกประชุมแล้วผมขอกราบเรียนท่านอธิการเป็นการส่วนตัว

เมื่อเลิกประชุม ผมรีบเข้าไปหาท่านอธิการบดี ซึ่งนั่งเป็นประธานอยู่ในที่ประชุมนั่นเอง ขณะที่ท่านก็เร่งรีบ ทราบว่ามีนักข่าวมาสัมภาษณ์ ผมบอกว่า ผมขอไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านถามว่า แล้ว...ยังไง ผมกราบเรียนท่านว่า ๑) ผมอยากกลับบ้านแล้วครับ บ้านนอก ต่างจังหวัด ๒) ผมคิดว่า ผมไม่ควรต่อสัญญาเพื่อทำงานอีก ท่านอธิการทำหน้าฉงน (เพราะคนอื่นเขาอยากทำงานกันทั้งนั้น แต่ไมไ่ด้หมายความว่าผมไม่อยากทำงาน) แต่ผมยังติดภาระที่จะต้องชดใช้เวลาให้กับมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการลาเรียน และงานวิจัยอีก ๑ เรื่อง สำหรับงานวิจัยนั้น กระผมสามารถที่จะทำให้แล้วเสร็จได้ แต่กระผมไม่ขอแจงรายละเอียด ขอให้ท่านพิจารณาจากข้อเขียนที่กระผมเขียนให้นี้ (ประมาณ ๖ หน้า ที่ผมพยายามเขียนในตอนเที่ยง เมื่อทราบว่าจะต้องเข้าประชุมบ่ายสอง) ท่านอธิการอ่านไปเรื่อยๆ แต่ไม่วายหันกลับมาถามผม ผมตอบไปว่า ผมสุขภาพไม่ดีด้วยประการหนึ่ง พร้อมกับให้ท่านดูหลักฐาน สุดท้ายเมื่อเห็นว่าท่านอ่านจบ ผมจึงขอเอกสารคืน แต่ท่านบอกว่า ขอท่านเอาไปอ่่านโดยละเอียด ส่วนเรื่องจะลาออกนั้น คงต้องว่ากันตามเกณฑ์ ซึ่งท่านรับปากว่าจะรับไปดูรายละเอียดที่สำนักงานอีกทีหนึ่ง

ช่วงเย็นกลับมาถึงบ้าน ทำตัวปกติ แล้วนอนหลับตั้งแต่สามทุ่ม

หลับตาลงปลงตาหลับหลับลึกลึก

นอนอย่านึกนึกอย่านอนนอนผ่อนพัก

ข่มตาหลับหลับตาข่มข่มใจหนัก

อยากจะพักพักจะอยาก "สงบใจ"

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (0)