รักโลกาภิวัฒน์ : บอกรัก บอกเลิก


เรื่องหนึ่งที่ผมเรียนรู้ได้จากการเป็นครูที่สนิทกับเด็กนักเรียนมากขึ้นคือ "ทุกวันนี้คนเราบอกเลิกกันง่ายขึ้น"

สมัยก่อนการสื่อสารแบะการคมนาคมไม่ได้เจริญอย่างทุกวันนี้ การจะได้ติดต่อกับคนรักแสนลำบาก ต้องเขียนจดหมายที่ต้องใช้ความบรรจงในการเขียน การเลือกกระดาษ เลือกสี เลือกซอง เลือกแม้แต่แสตมป์ ทุกถ้อยคำล้วนกลั่นมาจากหัวใจ คิดก่อนเขียนจะได้ไม่ต้องมีรอยลบ เพื่อให้คนรักประทับใจที่สุด การเจอหน้ากันมีไม่บ่อยคร้ัง เพราะติดเรื่องของขนบและผู้ปกครอง กลับบ้านดึกก็ยากเพราะไม่มีรถเมล์ น้อยคนที่จะมีมอเตอร์ไซด์

ต่อจากนั้นพอเริ่มมีโทรศพท์สาธารณะ ก็สื่อสารง่ายขึ้นมาบ้าง แต่ยากตั้งแต่ขอเบอร์ เวลาที่จะโทร กลัวโทรไปเจอผู้ปกครองแล้วจะไม่ให้คุยน้อยคนจะมีโทรศัพท์บ้าน รอคิวหน้าตู้โทรศัพท์นาน เวลาได้คุยจึงระมัดระวังคำพูด ได้สักพักมีคนมารอคิว

ดังนั้นคำพูดว่า "เลิกกันเถอะ" จึงเกิดขึ้นยาก เป็นคำที่ไม่พูดกัน เพราะทุกครั้งที่ได้สื่อสารกัน คนในสมัยน้ันจะรู้ว่านั่นคือช่วงเวลาอันมีค่า ใช้เวลาบอกรักมากกว่าบอกเลิก

ในยุคที่อะไร ๆ รวดเร็ว ติดต่อถึงกันอย่างง่ายดาย คนเราสื่อสารได้หลายช่องทาง เสียงหรือเห็นหน้าแบบเรียลไทม์เป็นเรื่องปกติ ทำให้บอกรักกันง่ายขึ้น แต่แทนที่จะรู้คุณค่านั้นกลับทำลายมันด้วยถ้อยคำอันเต็มไปด้วยการเหน็บแนม กระแนะกระแหน งอนง้อ ทะเลาะ ขาดการกลั่นกรองและยั้งคิด ที่สำคัญ บอกเลิกมากกว่าบอกรัก

้หลังจากนั้นไม่เกินสามวันก็ง้อ ง้อเพื่อรอเวลาบอกรักกันใหม่ บอกรักบอกเลิก บอกเลิกบอกรัก โดยไม่สนใจคุณค่าของคำว่ารักหรือเลิกเลย

ที่สำคัญกว่า คือ การประกาศบอกคนอื่นว่า "เลิกกันแล้ว" แต่ไม่นานก็วนเข้าสู่วัฎจักรเดิม

เพราะมันง้อง่าย เจอกันง่าย คุยกันง่ายนั่นเอง

หลายคนว่าเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น ซึ่งผมว่าไม่จริง เพราะมีอีกหลายคู่ที่เขาทะเลาะกันน้อยมากแต่เขาก็เข้าใจกันมาก

หากรักเข้าใจในรัก หากรู้คุณค่าของการได้รัก ผมเชื่อว่า คนเราจะรักกันมากขึ้น และอยู่อย่างมีความสุบควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี่ได้อย่างมั่นคง เพราะนี้คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้รักอย่างยืนยาวและยั่งยืนตลอดไป



2 ส.ค. 2557
วาทิน ศานติ์ สันติ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน หัวต่างเท้า



ความเห็น (0)