วัฒนธรรมการมองปัญหาเรื่องควันไฟป่าในภาคเหนือ

วันนี้หน่วยงานระดับจังหวัด ระดับภาคได้ไปแก้ไขปัญหาหมอกควัน โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมในการสำรวจจุด Hot Spot แล้วดำเนินการแก้ไข และใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดว่า ถ้าพื้นที่ใดยังปล่อยให้ไฟลุกลาม จะมีโทษต่อผู้รับผิดชอบในพื้นที่นั้น เสร็จแล้วก็รณรงค์ เพื่อกำจัดหมอกควันเช่นเดียวกับปีที่แล้ว ซึ่งนับวันปัญหาคนป่วยระบบทางเดินหายใจเริ่มมากขึ้น

ควันไฟป่า สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนภาคเหนือในฐานะของมนุษย์กับธรรมชาติ หรือมนุษย์กับการจัดการธรรมชาติ ได้แก่การเผาไร่เพื่อการเพาะปลูก การเผาไร่เพื่อกระตุ้นให้เห็ดเผาะ ได้ออกในฤดูฝน การจุดไฟเพื่อลาสัตว์ป่า วิถีเช่นนี้เป็นวิถีการผลิตเพื่อยังชีพ ควันไฟป่าจึงสัมพันธ์กับการกิน การอยู่ ปากท้องของคนยากคนจน ซึ่งการยังชีพแบบนี้สืบทอดกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่เมื่อระยะเวลา
สิบกว่าปีมานี้ ปัญหาควันไฟป่าได้สร้างปัญหาให้กับระบบสังคมโดยรวมที่ยังใช้อากาศหายใจร่วมกันจนถึงขั้นวิกฤต ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วยังมีมลภาวะอีกหลายประการที่เกิดจากแหล่งผลิตของเสียที่ถูกกฎหมาย สะสมไปรวมกับควันไฟป่าแบบวิถีชีวิต จึงก่อเกิดวิกฤตตามมา

การเผามีอยู่สองอย่าง คือ เผาโดยถูกกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า "ชิงเผา" นอกจากนั้นยังมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก รวมทั้งโรงงานไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจ ที่เผาปล่อยหมอกควันขึ้นบนอากาศแทบทุกวินาที มีข้ออ้างคือถูกต้องตามหลักวิชาการ หรือถ้าเผาโดยพลเรือนก็คือจงใจเผาผิดกฎหมาย สามารถถูกจับกุมได้

ปัญหาการเผาโดยโรงงานและรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ทำทุกฤดูนำควันขึ้นสู่ท้องฟ้าทุก ๆ วินาที ตลอดจนการเผาไหม้ของยานยนต์ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็น สมุทัยแห่งปัญหาและการมองวิกฤตแบบปัจจุบัน คือ มองไปที่แพะ มองไปที่คนยากคนจน คนไม่มีอำนาจต่อรอง ที่หากินโดยวิถีชีวิตวัฒนธรรม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนรู้ตลอดชีวิต



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ชัดเจนดีครับ การมองว่าความเหลี่ยมล้ำคือปัญหาของทุกสังคม ไทยมีความเหลี่ยมล้ำระหว่างคนรวย ชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางระดับล่าง และคนจนเยอะมากๆ