จิตตปัญญาเวชศึกษา 217: โลกแห่งปรัศวภาควิโลม

Phoenix
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

โลกแห่งปรัศวภาควิโลม (Through the looking glass)


ทุกวันนี้เราส่องกระจก เห็นเงาตนเอง คนในกระจกก็คือเรา โลกในกระจกก็คือโลกเรา เราอาศัยอยู่ใน.. มีชีวิตอยู่ใน.. โลกที่เราเห็น โลกที่เรารับรู้

แต่โลกที่เราอยู่นั้น กับโลกที่เราเห็น เป็นโลกเดียวกันหรือ?

มีปรากฏการณ์หนึ่งเรียกว่า "ปรัศวภาควิโลม" หรือภาพสะท้อนในกระจก ที่ถึงแม้จะดูเหมือนต้นแบบทุกประการ แต่ก็จะกลับซ้ายเป็นขวาทั้งหมด เช่น คนสวมแหวนมือซ้าย คนในกระจกก็จะสวมแหวนมือขวา เป็นต้น ฉะนั้นเวลามองกระจกแล้วเห็นคน เห็นโลก เห็นอะไรในกระจก อย่าลืมว่ามันไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นจริงๆ

ทุกวันนี้เราด่วนรับรู้เรื่องราวเกินไป จนบางทีก็ลืม "ปรับภาพ" ก่อนที่จะแปลผลว่าเราเห็นอะไร อะไรกำลังเกิดขึ้น ภาษาที่เราใช้ในการแปลผล และ "สะท้อน" สิ่งที่เรารับรู้เจือปนไปด้วยเสียงแห่งการตัดสิน เสียงแห่งความหวาดระแวง และเสียงแห่งความกลัว เกิดเป็น "วาทกรรม" ในสังคมมากมาย สีเสื้อ คำเรียกกลุ่มตนเอง คำเรียกกลุ่มที่แตกต่าง ไม่เพียงเฉพาะเรื่องการเมือง แต่ไปหมดทุกเรื่อง

วงการแพทย์

วงการแพทย์เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับสังคมใกล้ชิด เพราะจริงๆสาเหตุที่มีแพทย์ก็เพราะมี "คนทุกข์" คนไข้และแพทย์อยู่ในระบบเดียวกัน ทั้งสองเกื้อหนุนและทำให้อีกฝ่ายหนึ่งมีอยู่และดำเนินไปอย่างเป็นเนื้อ เดียวกัน แต่พอพูดแยกเป็นวงการแพทย์ และไม่ได้รวมเอา "วงการคนไข้" เข้ามาคิดพร้อมๆกัน จะเกิด "ภาพแปลกแยก" ออกจากความเป็นจริง แปลกไม่แพ้ปรากฏการณ์ปรัศวภาควิโลมเลยทีเดียว

เมื่อคนไข้เจ็บป่วยมากๆ มีผลกระทบต่อคนรอบข้าง เกิดความทุกข์ เกิดสภาวะจิตตกจากจิตปกติ เพราะจุดเปราะบางถูกนำมาให้เห็น ให้รู้สึก ชัดเจนขึ้น เรื่องราวบางเรื่องที่ดูเหมือนเราจะเคยผลัดวันประกันพรุ่งเอาไว้ทำทีหลัง แต่ในภาวะนั้นๆ ดูเหมือนเวลากำลังจะหมดไปอย่างรวดเร็ว ทุกข์ก็ยิ่งถมทวี ในขณะที่คนไข้รับการรักษาอยู่ ญาติและครอบครัวก็จมอยู่ในจินตนาการแห่งความทุกข์ วนเวียนกับเวลาที่ผ่านเลย อยากจะทำให้เวลาที่เหลือน้อยลงๆนั้นขยายออกไปอีก เพราะยังมีอะไรที่ควรทำ ต้องทำ กับผู้ที่กำลังจะจากไปอีกเยอะเหลือประมาณ ก็เลยไปขอร้อง บอก หรือแม้กระทั่งบังคับให้แพทย์ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เวลาดังกล่าวยืดออกไป ให้ได้

ซึ่งก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะเรื่องบางเรื่อง เป็นสิ่งที่เกิดจากหลายปัจจัย บางอย่างก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ทุกๆ "แรง" กิริยา ก็จะเกิด "ปฏิกิริยา"

แพทย์ที่รับแรงกดดันมา ถ้ายังพอเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้ป่วยได้ ก็สามารถที่จะหักเหแรงดังกล่าวให้ทุเลาลง หรือหมดไปได้ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่การพยายามทำอะไรที่ฝึกฝืนเกินไป นอกเหนือจากจะไม่ช่วยให้ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดสิ่งที่ "ทุกคนไม่ต้องการ" ได้ นั่นก็คือ "ความทุกข์ทรมานจากการรักษาที่เปล่าประโยชน์"

เพราะทุกๆอย่างที่แพทย์ใช้ในการรักษา สามารถเกิดผลข้างเคียง และผลลัพธ์ที่เลวร้ายได้ทั้งสิ้น สาเหตุเดียวที่เรายังคงทำการรักษาใดๆอยู่ ก็เป็นเพราะ "ประโยชน์เหนือกว่าผลเสีย" เท่านั้น และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แพทย์จะต้องสื่อสารกับคนไข้และ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง) ญาติให้เข้าใจให้มากที่สุด

เพราะปัญหาใหญ่ดูจะเป็นว่าคนจะเข้าใจผิดคิดว่าการรักษานั้นมีแต่จะเกิด ประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว หาทราบไม่ว่าการรักษาที่หมดหวังนั้น จะยิ่งทำให้เกิดความทรมานเพิ่มมากขึ้นอีกมากมาย ไม่ใช่การ "prolong life (ยืดชีวิต)" แต่เป็น "prolong death (ยืดช่วงการตาย)"

แต่การสื่อสารในช่วงที่มีวิกฤติทางอารมณ์เยอะๆ จะเป็นการสื่อสารที่ล้มเหลวง่าย เพราะอารมณ์ที่พลุ่งพล่านทำให้คนขาดตรรกะ และข้อสำคัญที่สุดคือ "ขาดสติ" อารมณ์เศร้า เสียใจ สำนึกผิดที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ ในสิ่งที่ต้องทำ ทำให้ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างมีสติ สุดท้ายอาจจะกลายเป็นพยายามทำเพื่อปกป้องตนเอง มากกว่าเพื่อความสุขหรือความต้องการของคนไข้

แพทย์ที่ต้องสื่อสารในบริบทนี้ จะต้องสั่งสม "เมตตาบารมี" เป็นสรณะ "กรุณาบารมี" เป็นสรณะ และสำคัญมากที่สุดคือ ครองสติสัมปชัญญะไว้ให้ได้ อย่าให้คลื่นอารมณ์ของคนไข้หรือญาติมากลบสติของตนเองเป็นอันขาด ซึ่งเรื่องการครองสตินี้พูดง่าย แต่ทำยาก เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนทุ่มเทและสะสมเป็นเวลานาน

อาการแสดงว่าแพทย์เริ่มจะหลุดจากสติ ได้แก่ ความอยากที่จะกระแทกแรงกดดันกลับ เช่น ไปเรียกญาติที่มากดดันว่าทำไมพึ่งจะมาดูแลกันตอนนี้ อยากให้ทำโน่นทำนี่กันตอนนี้ ไม่มาทำเสียตั้งแต่ต้น ฯลฯ การพูดเรื่องเหล่านี้ในขณะนั้น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับจะแย่ลง และที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ "ความสัมพันธ์" จะแย่ลงเมื่อเราได้ label คู่สนทนาไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง และอีกประการคือ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าญาติจะพยายามจะบีบหมอให้ทำโน่น ทำนี่ อะไรก็ตาม แรงผลักที่สำคัญ ถึงแม้อาจจะเป็น guilt หรือความรู้สึกผิด แต่นั่นก็คือความรักความผูกพันระหว่างญาติและคนไข้ แม้จะมาแบบเฉียบพลันตอนที่สายไปเสียแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นความรัก ความผูกพันอยู่ดี

การจะมองญาติ และคนไข้ให้ชัดเจน จึงต้องระวังที่จะรับรู้คนเหล่านั้นใน looking glass ให้มองเห็นถึงความเป็นมนุษย์ในทุกๆคนให้ได้

เมื่อนั้นความเป็นมนุษย์ภายในตัวเราจึงจะผลิดอกและงอกงาม

สกล สิงหะ
หน่วยชีวันตาภิบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
วันจันทร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เวลา ๑๓ นาฬิกา ๕ นาที
วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเมีย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คันฉ่องนกไฟ



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ