การวิจัยเชิงคุณภาพ(อาจารย์สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์)


การวิจัยเชิงคุณภาพ


อาจารย์สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์


เกิดจากแนวความปรากฏการณ์นิยม ( PHENOMENOLOGY)หรือวิธีค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ตามสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงในความเชื่อที่ว่าความรู้ที่มนุษย์ได้รับการถ่ายทอดจากผู้อื่นและสังคมอาจผิดพลาดได้ ความรู้อาจเกิดจากการถูกบังคับ หรือยัดเหยียด มนุษย์ควรศึกษาโลกและสังคมด้วยตัวของตัวเอง และสร้างระบบความรู้ ที่เป็นส่วนตัว ในเมื่อมนุษย์ มีระบบความคิด วิจารณญาน โลกทัศน์ ความหมาย วัฒนธรรม ค่านิยม อุดมการณ์เฉพาะตน ผู้วิจัยตามแนวคิดนี้จึงให้ความสำคัญกับข้อมูล ความรู้สึกนึกคิด ความหมายและคุณค่า ต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยความใส่ใจหรือตามที่Max Werber เรียกว่าความเอาใจใส่ผู้วิจัย(Verstehen) และนักปรากฏการณ์นิยมจะใช้วิธีสลัดความคิดเดิม โดยการใช้ความหมายระบบความคิด ความรู้สึกของผู้ให้ข้อมูลอธิบายพฤติกรรมของเขา โดยการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของเหตุการณ์กับสภาพแวดล้อมในภาพรวมหลายมิติ ดังนั้นการวิจัยที่มีพื้นฐานความเชื่อแบบปฏิฐานนิยมจะเน้นวิธีการเชิงคุณภาพ)( ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ. หลักการวิจัยทางสังคม, กรุงเทพ เจริญดีมั่นคงการพิมพ์,๒๕๕๓ พิมพ์ครั้งที่๑หน้า๓๘)

การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) หรือ การวิจัยเชิงคุณลักษณะ

ความหมาย

สุภางค์ จันทร์วานิช ให้ความหมายไว้ว่า เป็นการแสวงหาความรู้โดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อม

ที่เป็นตามจริงจากเหตุการณ์ที่มีอยู่ทางสังคมในทุกมิติ โดยพยายามวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของเหตุการณ์กับสภาพแวดล้อม เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ (Insight) และวิธีการนี้จะสนใจด้านความรู้สึกนึกคิด ความหมาย ค่านิยมหรืออุดมการณ์จึงใช้ระยะเวลานานในการเก็บข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกโดยใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการในการเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์จากการตีความให้ความหมายและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัยซึ่งมีการวิจัยอยู่หลายแบบเช่น การวิจัยภาคสนาม การวิจัยชาติพันธ์วรรณา การวิจัยเชิงมานุษยวิทยา และการวิจัยในสภาพธรรมชาติที่เน้นความรู้สึกนึกคิดของบุคคล เป็นต้น(ดร.สุภางค์ จันทร์วานิช (๒๕๓๒ : ๑๓)(รองศาสตราจารย์ดร.ชมบุญ ศรีสะอาด การวิจัยเบื้องต้น ฉบับ พิมพ์ครั้งที่๙ แก้ไขเพิ่มเติม สุวีริยาสาส์น ๒๕๕๔ หน้า๑๗๘ )

(Uma Sekaran, ๒ooo)ให้ความหมายไว้ว่า เป็นการแสวงหาความรู้ โดยการพิจารณาปรากฏการณ์สังคมจากสภาพแวดล้อมตามความจริงในทุกมิติ สนใจข้อมูลด้านความรู้สึกนึกคิด การให้ความหมายหรือคุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ ตลอดจนค่านิยม พฤติกรรมหรืออุดมการณ์ของบุคคล เน้นการเข้าไปสัมผัสกับข้อมูลหรือปรากฏการณ์โดยตรง มักใช้เวลานานในการศึกษาติดตามระยะยาว ไม่เน้นการใช้สถิติตัวเลขในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์เป็นวิธีหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (inductive) (Uma Sekaran, ๒ooo)(รองศาสตราจารย์ ดร.กัญญามน อินหว่าง ระเบียบวิธีวิจัยพิมพ์ ครั้งที่1โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยพิษณุโลก จำกัด ๒๕๕๕หน้า ๑๑ )

สรุปความหมายการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการวิจัยเชิงคุณลักษณะของบุคคลและสังคมจากการแสวงหาความรู้บนพื้นฐานความจริงตามสภาพแวดล้อมทางสังคมทุกมิติเพื่อนำมาเป็นข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลมาตรนามบัญญัติ ที่เกี่ยวกับ อายุ เพศ การศึกษา สภาพสมาชิกในครอบครัวซึ่งเป็นสภาพข้อมูลทั่วไป และ วิจัยเชิงคุณภาพยังเป็นวิจัยเกี่ยวกับสำรวจมีชื่อเรียกหลายอย่างเช่น การวิจัยเชิงมานุษวิทยา การวิจัยเกี่ยวกับชาติพันธ์ การวิจัยศึกษาเฉพาะกรณี การวิจัยเชิงปรากฎการณ์วิทยา การวิจัยเชิงธรรมชาติ และการวิจัยภาพสนาม เป็นต้น(ศาสตราจารย์ดร.สิน พันธุ์พินิจ. เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์.กรุงเทพ;วิทยพัฒน์,๒๕๔๗ พิมพ์ครั้งที่๑หน้า๕๗) การวิจัยเชิงคุณภาพมีการออกแบบการวิจัยที่ยึดหยุ่นได้ และมีตัวนักวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการวิจัย ใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการเป็นวิธีการหลักในการเก็บข้อมูล และเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย(การวิจัยขั้นสูงเพื่อพัฒนาการศึกษา พิชญ์สินี ชมภูคาและ พิมพ์ทอง สังสุทธิพงศ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและพัฒนาการศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๒๕๕๒ หน้า๒)

ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ

1. กำหนดประเด็นปัญหาไว้อย่างชัดเจน โดยทั่วไปจะไม่ตั้งสมมุติฐานแค่เพียงกำหนดทฤษฏีไว้แบบกว้างๆ

2. คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ลักษณะของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างจะไม่ใหญ่เกินไปมักใช้แบบเฉพาะเจาะจงเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก

3. กำหนดเครื่องมือการวิจัย มักใช้ การสังเกต การพูดคุย แบบสอบถามรวมถึง การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และการบันทึกข้อมูลภาคสนามจึงต้องมีเครื่องมือหลายอย่าง เช่น แบบบันทึกข้อมูล กล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายวีดิทัศน์ และเครื่องบันทึกเสียง

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ตัวนักวิจัยเป็นเครื่องมือในการวิจัยในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือหลายอย่าง เช่น แบบบันทึกข้อมูล กล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายวีดิทัศน์ และเครื่องบันทึกเสียง จากการสังเกต แบบสอบถามการ สัมภาษณ์ และศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง

5. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยเป็นผู้วิเคราะห์ด้วยตนเอง ในลักษณะการบรรยาย การสร้างข้อสรุป ตีความข้อมูล อธิบายถึงเหตุและนำสิ่งที่ได้มาประมวลผล

6. สรุปผลและเขียนรายงาน จัดการทำรายงานฉบับสมบูรณ์เพื่อเผยแพร่หรือเสนอต่อผู้บริหาร(ศาสตราจารย์ดร.สิน พันธุ์พินิจ. เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์.กรุงเทพ;วิทยพัฒน์,๒๕๔๗ พิมพ์ครั้งที่๑หน้า๕๘-๕๙)

หลักการ ลักษณะและข้อจำกัดการวิจัยเชิงคุณภาพ

หลักการและลักษณะการวิจัยเชิงคุณภาพ

การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นอธิบายกระบวนการของปรากฏการณ์ทางสังคมและความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์กับสภาพแวดล้อม ตามความเป็นจริงโดยอาศัยมิติทางสังคม และวัฒนธรรมเป็นหลักในการศึกษาและวิเคราะห์ปรากฏการณ์นั้นสามารถเลือกเรื่องราวที่สนใจและเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง นักวิจัยเชิงคุณภาพเปรียบเสมือนเครื่องมือการวิจัยที่เข้าถึงข้อมูลจากการสังเกต สัมภาษณ์ การรวบรวมเอกสารและการจดบันทึกในภาคสนาม (ดร.วรรณดี สุทธินรากร พิมพ์ครั้งที่๑ การวิจัยเชิงคุณภาพ; การวิจัยในกระบวนทัศน์ทางเลือก กรุงเทพ สยามปริทัศน์, ๒๕๕๖หน้า๒๒-๒๗)จึงมีข้อดีหลายประการ ประการแรก ช่วยให้นักวิจัยได้มองเห็นพฤติกรรมในสภาพที่เป็นธรรมชาติและเทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพยังช่วยให้นักวิจัยเข้าใจปรากฏการณ์ที่ตนศึกษาอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ที่ยังไม่มีผู้ใดศึกษามาก่อนประการสุดท้ายวิธีการเชิงคุณภาพทำให้นักวิจัยศึกษาเรื่องใหม่ๆซึ่งถ้าใช้แบบสอบถามอาจจะไม่ได้ข้อมูลที่ไม่ได้ถาม แต่ผู้ที่ใช้วิธีสังเกตหรือสนทนากลุ่มอาจได้เนื้อหาหรือประเด็นที่ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อนที่จะศึกษาแต่อย่างไรก็ตาม การวิจัยเชิงคุณภาพยังมีข้อจำกัด (สุภางค์ จันทวานิช, ๒๕๔๙)อยู่หลายประการ เช่น

ข้อจำกัดการวิจัยเชิงคุณภาพ

ประการแรก ; เป็นการศึกษาเฉพาะกรณีไม่สามารถนำไปอ้างอิงกับกรณีอื่นๆได้(Generalization)

ประการที่สอง; นักวิจัยมีสถานะเป็นเครื่องมือในการวิจัย(Human as instrument)จึงต้องได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษในระเบียบวิธีวิจัยเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลสามารถตีความหมายของข้อมูลมาอธิบายและเขียนรายงานผลการศึกษา จึงต้องมีทักษะในการเขียนเป็นพิเศษซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่านักวิจัยเชิงคุณภาพมักมีสไตล์ สำนวน ลีลาการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนเอง

ประการที่สาม;ในกระบวนการวิจัยใช้เวลานาน เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก และใช้ได้เป็นบางกรณีจึงต้องมีการวางแผนที่ดีเพราะว่าถ้ากลุ่มประชากรที่ต้องการศึกษามีจำนวนมาก อาจจำให้เกิดข้อกำจัดในทรัพยากร

ประการที่สี่; วิธีการเก็บรวมรวมข้อมูลมักถูกโจมตีว่าขาดความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือด้วยเหตุผลที่ว่าตัวนักวิจัยมีสถานะเป็นเครื่องมือในการวิจัย(Human as instrument)ที่ต้องลงไปคลุกคลีกับกลุ่มตัวอย่างของประชากรเป็นเวลานานเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก อาจทำให้เกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิด

ประการที่ห้า; ในการตีความเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลหรือเพื่อให้ความหมายของข้อมูลขึ้นอยู่กับความสามารถของนักวิจัยในการอธิบายความสัมพันธ์ตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ประการที่หก;ผู้วิจัยต้องมีความรอบรู้ เข้าใจและเชี่ยวชาญเรื่องที่ตนเองสนใจจะศึกษาเพราะการกำหนดปัญหาเพื่อมาวิเคราะห์ต้องอาศัยจากหลายศาสตร์และมุมมองหลายมิติ(ดร.วรรณดี สุทธินรากร พิมพ์ครั้งที่๑ การวิจัยเชิงคุณภาพ; การวิจัยในกระบวนทัศน์ทางเลือก กรุงเทพ สยามปริทัศน์, ๒๕๕๖หน้า๓๑-๓๒)

สรุปข้อกัดของการวิจัยเชิงคุณภาพคือ

งานวิจัยเชิงคุณภาพมีลักษณะที่สำคัญคือ ข้อมูลที่รอบด้าน (holistic) และความเข้าใจบริบทของสังคมเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม (contextual)เช่น ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม เพื่อหาเหตุผลความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดังนั้น ในการเก็บข้อมูลต้องเลือกสรรแล้วว่าเป็นผู้ ที่รู้ เรื่องนั้นๆดี(key informant) เพราะว่าต้องใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกแล้วตีความจากข้อมูลที่มีความหมายซ่อนอยู่อยู่ จึงต้องใช้หลายวิธีการจึงจะได้ความจริงทั้งหมด นักวิจัยเชิงคุณภาพมีความเชื่อว่า นักวิจัยที่ดีควรมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่ตนทำวิจัย เพื่อเข้าใจในสิ่งที่ศึกษาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และนักวิจัยเชิงคุณภาพต้องมีทักษะและได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษจึงมีลีลาและรูปแบบการเขียน รายงานการวิจัยของตนเองที่มีลักษณะของภาษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน

การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ

สิ่งที่ต้องตระหนักคือการตั้งคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่ลึกซึ้งตามสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงเพื่อทำให้เกิดประโยชน์หรือเพื่อนำไปใช้ในแนวทางพัฒนาได้และคำถามนี่เองจะนำไปสู่การกำหนดปัญหาใช้เป็นหัวเรื่อง(Topic)ในการวิจัยและนำไปสู่การออกแบบการวิจัยซึ่งเปรียบเสมือนแผนที่ที่ทำหน้าที่นำทางในการทาวิจัยเพื่อไปให้ถึงคำตอบที่ต้องการ(หน้า๖)

องค์ประกอบของการออกแบบการวิจัย Lincoln and Guba (๑๘๙๕ อ้างใน อ้างในชาย โพธิสิตา, ๒๕๔๙: ๑o๘) ดังต่อไปนี้

ประเด็นสาคัญ (focus) ในการศึกษา ประเด็นสาคัญอาจได้แก่ ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเป็นประเด็นที่จะต้องประเมิน (ถ้าเป็นการวิจัยเพื่อประเมินผล) หรือประเด็นเชิงนโยบายก็ได้

กระบวนทัศน์ที่เหมาะสมกับประเด็นสาคัญในการศึกษา หมายถึงการเลือกจุดยืนทางกระบวนทัศน์ว่าจะดาเนินการวิจัยด้วยกระบวนทัศน์แบบไหน จะเลือกแบบปฏิฐานนิยมหรือแบบกระบวนทัศน์ทางเลือก

รูปแบบการทาวิจัยที่เหมาะสมกับทฤษฏีที่เลือกมาเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย

ประชากรเป้าหมายและสถานที่ที่จะเก็บข้อมูล

ขั้นตอนต่างๆ ในการเก็บข้อมูล

เครื่องมือในการเก็บข้อมูล

แผนการเก็บข้อมูลและวิธีการบันทึกข้อมูล

แผนการวิเคราะห์ข้อมูล

การจัดการทั่วไป เช่น ติดต่อกลุ่มเป้าหมายสาหรับการเก็บข้อมูล หาสถานที่พักในภาคสนาม และวางแผนงานที่จะทาระหว่างเก็บข้อมูลในสนาม เป็นต้น ((การวิจัยขั้นสูงเพื่อพัฒนาการศึกษา พิชญ์สินี ชมภูคาและ พิมพ์ทอง สังสุทธิพงศ์หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและพัฒนาการศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่๒๕๕๒หน้า๗

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องสั้นกระต่ายใต้เงาจันทร์



ความเห็น (0)