คำเชื่อม คำบุพบท คำลงท้าย คำปฏิเสธและคำอุทาน

ใบความรู้ เรื่อง คำเชื่อม คำบุพบท คำลงท้าย คำปฏิเสธและคำอุทาน

คำบุพบท หรือ คำบุรพบท คือ คำที่ปรากฏหน้านามวลีและประกอบกันเข้าเป็นบุพบทวลี คำบุพบทมักมีความหมายเพื่อบอกตำแหน่ง หน้าที่ ความเกี่ยวข้อง ความมุ่งหมาย ความเป็นเจ้าของ ฯลฯ ของนามวลีที่สัมพันธ์กับคำกริยาหรือบอกความสัมพันธ์ระหว่างนามวลีกับนามวลีในประโยคเดียวกัน

คำบุพบทรวมกับนามวลีที่ตามมาเป็นบุพบทวลีทำหน้าที่เป็นส่วนขยายนามวลีหรือกริยาวลีที่อยู่ข้างหน้า เช่น

ปากกา ของฉันหายบ่อย

ของ เป็นคำบุพบท ปรากฏหน้านามวลี ฉัน และรวมกันเป็นบุพบทวลี ของฉัน ใช้ขยายคำนาม ปากกา บุพบทวลีของฉัน รวมกับนามวลี ปากกา กลายเป็นนามวลีเดียวกันว่า ปากกาของฉัน

พ่อตัดแต่งต้นไม้หลายต้น ในสวน

ใน เป็นคำบุพบทปรากฏหน้านามวลี สวน และรวมกันเป็นบุพบทวลีในสวน ใช้ขยายนามวลี ต้นไม้หลายต้น บุพบทวลีในสวน รวมกับนามวลี ต้นไม้หลายต้น กลายเป็นนามวลีเดียวกันว่า ต้นไม้หลายต้นในสวน

คำบุพบทโดยทั่วไป ยกเว้น ของ เมื่อปรากฏหน้านามวลีและประกอบเข้าเป็นบุพบทวลี ยังอาจใช้เป็นส่วนขยายกริยาวลีในกริยาวลีได้เช่น เขานอน บนโซฟา

บน เป็นคำบุพบท ปรากฏหน้านามวลี โซฟา กลายเป็นบุพบทวลี บนโซฟาและใช้ขยายกริยาวลี นอน บุพบทวลี บนโซฟา รวมกับกริยาวลี นอน กลายเป็นกริยาวลีเดียวกันว่า นอนบนโซฟา

คำบุพบทใช้บอกความหมายหลายประการ ที่พบมากได้แก่คำบุพบทที่บอกความหมายดังต่อไปนี้

บอกตำแหน่ง ที่ตั้ง สถานที่ เช่น ผมขอลง ตรงสะพานลอย

พวกเราแวะซื้อขนม ข้างทาง

บอกสาเหตุ เช่น เขามีกำลังใจต่อสู้โรคร้ายเพราะความช่วยเหลือของเธอ

บอกความมุ่งหมาย เช่น น้องตั้งใจต่อโท เพื่ออนาคตของตนเอง

บอกความเป็นเจ้าของ เช่น แมวของคุณแหววหายไป จากบ้าน

บอกผู้ที่ทำกริยาร่วมกัน เช่น เขาวางแผนไปเที่ยว กับเพื่อน ๆ

เรารวมพลังกันต่อสู้ กับศัตรู

บอกผู้รับประโยชน์ เช่น ในหลวงพระราชทานพร แก่ปวงชนชาวไทย

เรากล่าวคำสรรเสริญ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

บอกเวลา เช่น เขากลับมาเมืองไทย เมื่อวันก่อน

เขามาหลับเอา ตอนตีสาม

บอกเครื่องมือที่ใช้ทำ เช่น

เขาจับเสือ ด้วยมือเปล่า

บอกสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบ เช่น เขารักเหายิ่ง กว่าผม

คำบุพบท หรือ คำบุรพบท คือ คำที่ปรากฏหน้านามวลีและประกอบกันเข้าเป็นบุพบทวลี คำบุพบทมักมีความหมายเพื่อบอกตำแหน่ง หน้าที่ ความเกี่ยวข้อง ความมุ่งหมาย ความเป็นเจ้าของ ฯลฯ ของนามวลีที่สัมพันธ์กับคำกริยาหรือบอกความสัมพันธ์ระหว่างนามวลีกับนามวลีในประโยคเดียวกัน

คำบุพบทรวมกับนามวลีที่ตามมาเป็นบุพบทวลีทำหน้าที่เป็นส่วนขยายนามวลีหรือกริยาวลีที่อยู่ข้างหน้า เช่น

ปากกา ของฉันหายบ่อย

ของ เป็นคำบุพบท ปรากฏหน้านามวลี ฉัน และรวมกันเป็นบุพบทวลี ของฉัน ใช้ขยายคำนาม ปากกา บุพบทวลีของฉัน รวมกับนามวลี ปากกา กลายเป็นนามวลีเดียวกันว่า ปากกาของฉัน

พ่อตัดแต่งต้นไม้หลายต้น ในสวน

ใน เป็นคำบุพบทปรากฏหน้านามวลี สวน และรวมกันเป็นบุพบทวลีในสวน ใช้ขยายนามวลี ต้นไม้หลายต้น บุพบทวลีในสวน รวมกับนามวลี ต้นไม้หลายต้น กลายเป็นนามวลีเดียวกันว่า ต้นไม้หลายต้นในสวน

คำบุพบทโดยทั่วไป ยกเว้น ของ เมื่อปรากฏหน้านามวลีและประกอบเข้าเป็นบุพบทวลี ยังอาจใช้เป็นส่วนขยายกริยาวลีในกริยาวลีได้เช่น

เขานอน บนโซฟา

บน เป็นคำบุพบท ปรากฏหน้านามวลี โซฟา กลายเป็นบุพบทวลี บนโซฟาและใช้ขยายกริยาวลี นอน บุพบทวลี บนโซฟา รวมกับกริยาวลี นอน กลายเป็นกริยาวลีเดียวกันว่า นอนบนโซฟา

คำบุพบทใช้บอกความหมายหลายประการ ที่พบมากได้แก่คำบุพบทที่บอกความหมายดังต่อไปนี้

บอกตำแหน่ง ที่ตั้ง สถานที่ เช่น ผมขอลง ตรงสะพานลอย

พวกเราแวะซื้อขนม ข้างทาง

บอกสาเหตุ เช่น เขามีกำลังใจต่อสู้โรคร้ายเพราะความช่วยเหลือของเธอ

บอกความมุ่งหมาย เช่น น้องตั้งใจต่อโท เพื่ออนาคตของตนเอง

บอกความเป็นเจ้าของ เช่น แมวของคุณแหววหายไป จากบ้าน

บอกผู้ที่ทำกริยาร่วมกัน เช่น เขาวางแผนไปเที่ยว กับเพื่อน ๆ

เรารวมพลังกันต่อสู้ กับศัตรู

บอกผู้รับประโยชน์ เช่น ในหลวงพระราชทานพร แก่ปวงชนชาวไทย

เรากล่าวคำสรรเสริญ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

บอกเวลา เช่น เขากลับมาเมืองไทย เมื่อวันก่อน

เขามาหลับเอา ตอนตีสาม

บอกเครื่องมือที่ใช้ทำ เช่น เขาจับเสือ ด้วยมือเปล่า

บอกสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบ เช่น

เขารักเหายิ่ง กว่าผม

คำลงท้าย หมายถึงคำที่ปรากฏในตำแหน่งท้ายสุดของประโยค ไม่มีความหมายเด่นชัดในตัวและไม่มีหน้าที่สัมพันธ์กับส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยค แต่ละคำอาจมีหลายรูปซึ่งอาจแตกต่างกันไปในเรื่องเสียงวรรณยุกต์ ความสั้นยาวของเสียงสระ เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือทั้งสองเรื่องก็ได้ คำลงท้ายอาจแบ่งย่อยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแสดงทัศนภาวะกับกลุ่มแสดงมารยาท

๑. คำลงท้ายแสดงทัศนภาวะ (เจตนา ความรู้สึก) หมายถึง คำลงท้ายที่แสดงเจตนาหรือความรู้สึกด้วยการออกเสียงต่าง ๆกัน จะสังเกตได้ว่าถ้าออกเสียงสระเสียงสั้นและลงน้ำหนักเสียง มักเป็นคำสั่งหรือแสดงอารมณ์โกรธ ถ้าออกเสียงสระยาวหรือไม่ลงน้ำหนัก มักแสดงเจตนาชักชวน ขอร้อง โน้มน้าว ออดอ้อน เป็นต้น คำลงท้ายแสดงทัศนภาวะ เช่น ซิ นะ เถอะ ล่ะ

เงินทอน ล่ะ

ทำไมเขาไม่มา ล่ะ

ไปแล้ว ละ[1]

พรุ่งนี้เป็นวันหยุด นะ

เข้ามา ซิ

คำ ซิ่ อาจจะใช้แตกต่างจากตัวอย่างข้างบนนี้ก็ได้ และอาจจะใช้แตกต่างจาก เถอะ และน่า เช่น กรณีต่อไปนี้

เข้ามา ซิ่

เข้ามา เถอะ

เข้ามา น่า

คำลงท้ายกลุ่มนี้อาจใช้ด้วยกันก็ได้ เป็น ซิ [2] นะ เถอะ1 นะ เช่น

เขาคงสนิทกันมาก ซินะ เห็นไปไหนมาไหนด้วยกันเรื่อย ๆ

ไปเป็นเพื่อนเขาหน่อย เถอะนะ

เขาคงเห็นด้วยกับเธอ ล่ะซินะ

๒. คำลงท้ายแสดงมารยาท หมายถึง หมายถึง คำลงท้ายแสดงความสุภาพหรือไม่สุภาพ ขณะเดียวกันก็แสดงสถานะระหว่างผู้พูดด้วย ดังนี้

ใช้แสดงความสุภาพ ได้แก่ ครับ คะ ค่ะ ขา เช่น

รถมาแล้ว ครับ

พร้อมแล้วใช่ไหม คะ

ดิฉันไม่สบาย ค่ะ

คำลงท้ายแสดงความไม่สุภาพ เช่น

จะไปไหนกันดี วะ

รถติดจังเลย หว่ะ

อยากกินอะไรบ้าง ย่ะ

เข้าใจแล้ว ย่ะ

ใช้แสดงจริตหรือแสดงการประชด ได้แก่ ยะ ย่ะ เช่น

วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงที่นี่ได้ ยะ

ฉันสวย ย่ะ

ใช้แสดงว่าผู้พูดเป็นชาย ได้แก่ ครับ ขอรับ เช่น

ผมอาสาแจ้งเขาให้ ครับ

คุณผู้ชาย ขอรับ

ใช้แสดงว่าผู้พูดเป็นผู้หญิงได้แก่ คะ ค่ะ ขา เช่น

พัสดุเพิ่งมาถึงเมื่อวานนี้ ค่ะ

คุณมาคนเดียวหรือ คะ

คุณผู้จัดการ ขา

ใช้เพราะไม่ต้องการระบุเพศที่แน่ชัดของตนเอง ได้แก่ ฮ่ะ เช่น

อายุ ๑๔ ปีแล้ว ฮะ

คำลงท้ายแสดงมารยาทอาจร่วมกับคำลงท้ายแสดงทัศนภาวะได้ โดยจะปรากฏหลังคำลงท้ายแสดงทัศนภาวะ คือ ตำแหน่งสุดท้ายของประโยค เช่น

เข้ามา ซิคะ

อาหารร้านนี้อร่อย นะคะ

อยากกลับบ้านแล้ว ครับ

คำลงท้ายแสดงมารยาท มักปรากฏท้ายประโยคบอกเล่าหรือประโยคคำถามดังแสดงตัวอย่างมาแล้วข้างต้น เฉพาะคำลงท้ายแสดงมารยาทที่แสดงความสุภาพอาจใช้เป็นคำขานรับได้ เช่น

ครับ ผม เอง

ขา อยู่นี่ ค่ะ

จ๋ามีอะไรหรือ จ้ะ

คำปฏิเสธคือ คำที่ใช้บอกปัดหรือไม่ยอมรับ คำปฏิเสธจำแนกเป็น 2 ชนิด คือ คำปฏิเสธกริยาและคำปฏิเสธข้อความ

๑. คำปฏิเสธกริยา ได้แก่คำว่า มิ ไม่ หาไม่ และ หา...ไม่

คำปฏิเสธกริยา มิ ไม่ ปรากฏหน้าคำกริยา เช่น

ผม มิใช่คนดีอะไร

คนหลายคน ไม่ชอบทุเรียน

เขาเดิน ไม่ระวังรถ

วันนี้ท้องฟ้า ไม่แจ่มใส

คนร้าย ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของใครหรอก

คำปฏิเสธกริยา ไม่ มักปรากฏหน้าคำกริยานำ ค่อย น่า ได้ ใคร่ เคย ต้อง และใช้ร่วมกับกริยานำเหล่านั้น หากตัดคำกริยาปฏิเสธ ไม่ ออกมักตัดคำกริยานำออกด้วย เช่น

ตอนเที่ยง ไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่อยู่ในห้อง

ตอนเที่ยงมีเจ้าหน้าที่อยู่ในห้อง

รถคันใหม่ ไม่น่ากินน้ำมัน

รถคันใหม่ค่อยกินน้ำมัน

สามีฉัน ไม่ใคร่อยู่บ้าน

สามีฉันอยู่บ้าน

คำปฏิเสธกริยา หาไม่ ปรากฏหน้าคำกริยาและอาจอยู่หลังคำเชื่อมเสริม ก็ เช่น

เขาจะสำนึกผิดก็ หาไม่

เขายากจนข้นแค้นก็ หาไม่

คำปฏิเสธกริยา หา...ไม่ ปรากฏล้อมคำกริยา เช่น

เธอ หารู้ไม่ว่ากำลังทำลายชื่อเสียงของตนเอง

เด็ก ๆ หาคิดไม่ว่าผู้ใหญ่เป็นห่วงเขามาก

๒. คำปฏิเสธข้อความ ได้แก่ หามิได้ มิได้ เปล่า โดยมากคำปฏิเสธข้อความมักใช้ปฏิเสธคำถาม เช่น

ก : คุณมากับภรรยาหรือ

ข. : หามิได้

ก : ถ้าอย่างนั้นคงมากับเพื่อน

ข. : มิได้

ก : คุณดูท่าทางเหนื่อยนะ

ข : เปล่า

คำอุทานคือ คำ ที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ เช่น สะเทือนใจ ตกใจ ดีใจ เห็นใจ ประหลาดใจ สงสาร สงสัย เจ็บปวด เป็นต้น

คำอุทานมักปรากฏหน้าประโยค และในการเขียนมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) กำกับหลังคำอุทานนั้น เช่น

โถ ! เจ้าเขี้ยวเงินไม่น่าตายเลย

ว้าย ! ช่วยด้วย

โธ่ ! ไม่น่าเป็นเช่นนี้เลย

ไชโย ! ฉันสอบได้ที่หนึ่งแล้ว

โอ้โฮ ! แต่งตัวสวยจัง

ตายจริง ! ลืมแว่นอีกแล้ว

ตายละวา ! แย่แล้ว

เชอะ ! สอบได้แค่นี้เองหรือ

ทุเรศ ! พูดอะไรหยาบคายอย่างนั้น

คำอุทานไม่จัดเป็นส่วนหนึ่งของประโยค กล่าวคือ ไม่เป็นนามวลีหรือกริยาวลี คำอุทานทำให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านรู้ว่า ผู้พูดหรือผู้เขียนมีความรู้สึกอย่างไร ในการพิจารณาความหมายของคำอุทาน จึงต้องพิจารณาให้สัมพันธ์กับเนื้อความของประโยคที่ตามหลังคำอุทานนั้น ๆด้วย


ใบงาน เรื่อง คำเชื่อม คำบุพบท คำลงท้าย คำปฏิเสธและคำอุทาน

ชื่อกลุ่ม...............................................................................................

รายชื่อสมาชิกในกลุ่ม

๑...........................................................................ชั้น ม.๕/..........เลขที่.........

๒...........................................................................ชั้น ม.๕/..........เลขที่.........

๓...........................................................................ชั้น ม.๕/..........เลขที่.........

๔...........................................................................ชั้น ม.๕/..........เลขที่.........

๕...........................................................................ชั้น ม.๕/..........เลขที่.........

คำสั่ง นักเรียนจงอภิปรายและสรุปความรู้เพื่อตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้องโดยใช้ความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้ว (๓๕ คะแนน)

๑. คำบุพบท มีกี่ประเภทอะไรบ้าง คืออะไร (๓ คะแนน)

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

๒. นักเรียนจงเลือกว่าคำในประโยคต่อไปนี้คำใดบ้างเป็นคำบุพบท (๔ คะแนน)

นกบินบนท้องฟ้า ……………………………..

อนึ่งเราต้องตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ ……………………………..

แย่จังเขากะจับเสือด้วยมือเปล่า ……………………………..

เธอมาแน่ ๆ ฉันเห็นกับตา ……………………………..

๓. นักเรียนจงนำคำบุพบทต่อไปนี้ไปแต่งเป็นประโยคให้ถูกต้อง คำ (๔ คะแนน)

๓.๑ ด้วย …………………………………………………….

๓.๒ เพราะ …………………………………………………….

๓.๓ ใน …………………………………………………….

๓.๔ ใกล้ …………………………………………………….

๔. คำเชื่อม คืออะไร มีกี่ชนิดอะไรบ้าง (๒ คะแนน)

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

๕. นักเรียนจงเลือกว่าคำในประโยคต่อไปนี้คำใดบ้างเป็นคำเชื่อม (๔ คะแนน)

เขาอยากมาโรงเรียนแต่ฝนตกหนักมาก

เรารักโรงเรียนและเรียนโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน

เรารู้ว่าถ้าไม่ส่งงานจะต้องติด ร เพราะฉะนั้นเราต้องส่งงานที่ครูสั่งทุกชิ้น

เราเรียนที่นี้แน่นอนไม่ว่าจะสอบได้โปรแกรมไหนก็ตาม

๖. นักเรียนจงนำคำเชื่อมต่อไปนี้ไปแต่งเป็นประโยคให้ถูกต้อง คำ (๔ คะแนน)

๖.๑ หรือ …………………………………………………….

๖.๒ กล่าวคือ …………………………………………………….

๖.๓ ก็ …………………………………………………….

๖.๔ เมื่อ …………………………………………………….

๗. คำลงท้ายคืออะไร มีกี่ประเภทอะไรบ้าง (๓ คะแนน)

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

๘. นักเรียนจงนำคำลงท้ายต่อไปนี้ไปแต่งเป็นประโยคให้ถูกต้อง คำ (๔ คะแนน)

๙.๑ ครับ …………………………………………………….

๙.๒ ซิ …………………………………………………….

๙.๓ นะ …………………………………………………….

๙.๔ ล่ะ …………………………………………………….

๙. คำปฏิเสธคืออะไร มีกี่ประเภทอะไรบ้างจงตอบพร้อมยกตัวอย่างประโยคประกอบ (๔ คะแนน)

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

๑๐. คำอุทานคืออะไร จงตอบพร้อมยกตัวอย่างประโยคประกอบ (๓ คะแนน)

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................

แนวตอบ

๑. คำบุพบท มีกี่ประเภทอะไรบ้าง คืออะไร (๓ คะแนน)

แนวตอบ คำบุพบท หรือ คำบุรพบท คือ คำที่ปรากฏหน้านามวลีและประกอบกันเข้าเป็นบุพบทวลี คำบุพบทมักมีความหมายเพื่อบอกตำแหน่ง หน้าที่ ความเกี่ยวข้อง ความมุ่งหมาย ความเป็นเจ้าของ ฯลฯ ของนามวลีที่สัมพันธ์กับคำกริยาหรือบอกความสัมพันธ์ระหว่างนามวลีกับนามวลีในประโยคเดียวกัน คำบุพบทรวมกับนามวลีที่ตามมาเป็นบุพบทวลีทำหน้าที่เป็นส่วนขยายนามวลีหรือกริยาวลีที่อยู่ข้างหน้า

๒. นักเรียนจงเลือกว่าคำในประโยคต่อไปนี้คำใดบ้างเป็นคำบุพบท (๔ คะแนน)

แนวตอบ

นกบิน บนท้องฟ้า บน

อนึ่งเราต้องตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ อนึ่ง

แย่จังเขากะจับเสือ ด้วยมือเปล่า ด้วย

เธอมาแน่ ๆ ฉันเห็น กับตา กับ

๓. นักเรียนจงนำคำบุพบทต่อไปนี้ไปแต่งเป็นประโยคให้ถูกต้อง คำ (๔ คะแนน)

แนวตอบ

๓.๑ ด้วย รายงานฉบับนี้ผมทำ ด้วยมือตัวเอง

๓.๒ เพราะ เราได้มีความรู้ เพราะครู

๓.๓ ใน วันอาทิตย์ทำมาทำงาน ในโรงเรียน

๓.๔ ใกล้ พวกเราเรียนโรงเรียน ใกล้บ้าน

๔. คำเชื่อม คืออะไร มีกี่ชนิดอะไรบ้า (๒ คะแนน)

แนวตอบ คำเชื่อม คือ คำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน คำเชื่อมมี ๔ ชนิด คือ คำเชื่อมสมภาค คำเชื่อมอนุประโยค คำเชื่อมเสริม และคำเชื่อมประพันธสาร

๕. นักเรียนจงเลือกว่าคำในประโยคต่อไปนี้คำใดบ้างเป็นคำเชื่อม (๔ คะแนน)

แนวตอบ

เขาอยากมาโรงเรียน แต่ฝนตกหนักมาก

เรารักโรงเรียน และเรียนโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน

เรารู้ว่าถ้าไม่ส่งงานจะต้องติด ร เพราะฉะนั้นเราต้องส่งงานที่ครูสั่งทุกชิ้น

เราเรียนที่นี้แน่นอน ไม่ว่าจะสอบได้โปรแกรมไหนก็ตาม

๖. นักเรียนจงนำคำเชื่อมต่อไปนี้ไปแต่งเป็นประโยคให้ถูกต้อง คำ (๔ คะแนน)

แนวตอบ

๖.๑ หรือ เราจะเรียนต่อที่นี้ หรือไปกรุงเทพฯดี

๖.๒ กล่าวคือ การเรียนโรงเรียนใกล้บ้านมีดีหลายอย่าง กล่าวถือ มีรายจ่ายน้อย

ได้อยู่กับครอบครัว ไม่เหงา และมีปัญหา

๖.๓ ก็ วันตกมากนักเรียน ก็มาโรงเรียนกันทุกคน

๖.๔ เมื่อ เราจะเรียนต่อที่ไหนดี เมื่อจบจากฉวางรัชดาภิเษกแล้ว

๗. คำลงท้ายคืออะไร มีกี่ประเภทอะไรบ้าง (๓ คะแนน)

แนวตอบ คำลงท้าย หมายถึงคำที่ปรากฏในตำแหน่งท้ายสุดของประโยค ไม่มีความหมายเด่นชัดในตัวและไม่มีหน้าที่สัมพันธ์กับส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยค แต่ละคำอาจมีหลายรูปซึ่งอาจแตกต่างกันไปในเรื่องเสียงวรรณยุกต์ ความสั้นยาวของเสียงสระ เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือทั้งสองเรื่องก็ได้ คำลงท้ายอาจแบ่งย่อยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแสดงทัศนภาวะกับกลุ่มแสดงมารยาท

๘. นักเรียนจงนำคำลงท้ายต่อไปนี้ไปแต่งเป็นประโยคให้ถูกต้อง คำ (๔ คะแนน)

แนวตอบ

๙.๑ ครับ ผมอยากเรียนต่อที่ฉวางรัชดาภิเษก ครับ

๙.๒ ซิ ถ้าเธอตั้งใจก็มาสอบที่นี้ ซิ

๙.๓ นะ เธอต้องขยันเรียน นะ

๙.๔ ล่ะ แล้วอย่าขี้เกียจอีก ล่ะ

๙. คำปฏิเสธคืออะไร มีกี่ประเภทอะไรบ้างจงตอบพร้อมยกตัวอย่างประโยคประกอบ (๔ คะแนน)

แนวตอบ คำปฏิเสธคือ คำที่ใช้บอกปัดหรือไม่ยอมรับ คำปฏิเสธจำแนกเป็น 2 ชนิด คือ คำปฏิเสธกริยาและคำปฏิเสธข้อความ

๑. คำปฏิเสธกริยา ได้แก่คำว่า มิ ไม่ หาไม่ และ หา...ไม่

๒. คำปฏิเสธข้อความ ได้แก่ หามิได้ มิได้ เปล่า โดยมากคำปฏิเสธข้อความมักใช้ปฏิเสธคำถาม เช่น

ก : คุณมากับภรรยาหรือ

ข. : หามิได้

๑๐. คำอุทานคืออะไร จงตอบพร้อมยกตัวอย่างประโยคประกอบ (๓ คะแนน)

แนวตอบ คำอุทานคือ คำ ที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ เช่น สะเทือนใจ ตกใจ ดีใจ เห็นใจ ประหลาดใจ สงสาร สงสัย เจ็บปวด เป็นต้น

คำอุทานมักปรากฏหน้าประโยค และในการเขียนมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) กำกับหลังคำอุทานนั้น เช่น

โถ ! เราทำได้ดีแค่นี้หรือ

ว้าย ! ตาเถนหกล้ม

ไชโย ! ฉันได้เรียนที่ฉวางรัชดาภิเษกแล้ว


แบบทดสอบหลังเรียน

เรื่อง บุพบท คำเชื่อม คำลงท้าย คำปฏิเสธและคำอุทาน

นักเรียนจงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด และเลือกคลิกในช่องที่ตรงกับตัว ก ข ค ง ที่นักเรียนเลือกแล้วเพียงข้อละครั้งเดียว

๑. คำบุพบทคืออะไร

ก. คำที่ใช้นำหน้านามวลี

ข. คำที่ใช้ตามหลังนามวลี

ค. คำที่ใช้นำหน้ากริยาวลี

ง. คำที่ใช้ตามหลังกริยาวลี

๒. "เธอเป็นเพื่อนของฉัน"

ประโยคนี้มีคำใดเป็นคำบุพบท

ก. เธอ

ข. เพื่อน

ค. ของ

ง. ฉัน

๓. "ฉันจะคอยเธอตรงป้ายรถเมล์"

ประโยคนี้มีคำใดเป็นคำบุพบท

ก. จะ

ข. คอย

ค. ตรง

ง. ป้าย

๔. "เราอยู่ในห้องเรียน"

ประโยคนี้มีคำใดเป็นคำบุพบท

ก. อยู่

ข. ใน

ค. ห้อง

ง. เรียน

๕. ประโยคใดมีคำบุพบทประกอบอยู่ด้วย

ก. เด็กคนนี้เก่งที่สุด

ข. ปกติจะขยันเรียน

ค. รวมทั้งชอบช่วยงานโรงเรียน

ง. เขาจึงเป็นที่รักของครูและเพื่อน ๆ

๖. ประโยคใด ไม่มีคำบุพบทประกอบอยู่ด้วย

ก. ไม่มีเลยเมื่อนั้นข้าพเจ้ายังไม่เกิด

ข. เจ้ากินหญ้าในทำเลของข้า

ค. ดีฉันยังไม่รู้รสหญ้าเลยจนเดี๋ยวนี้

ง. น้ำนมมารดาของดีฉันเท่านั้นเป็นอาหารและน้ำ

๗. ประโยคใดมีคำบุพบทประกอบอยู่ด้วย

ก. โฉมเอยโฉมเฉลาย

ข. เสาวภาคย์แน่งน้อยพิสมัย

ค. เจ้ามาแต่สวรรค์ชั้นใด

ง. นามกรชื่อไรนะเทวี

๘. คำในข้อใดมีคำบุพบทประกอบอยู่ด้วย

ก. เทพนมปฐมพรมสี่หน้า

ข. สอดสร้อยมาลาเฉิดฉิน

ค. ทั้งกวางเดินดงหงส์บิน

ง. กินรินเลียบถ้ำอำไพ

๙. "นักเรียนมากกว่าพันคนจะมาโรงเรียนแต่เช้า"

คำใดเป็นคำบุพบท

ก. มาก

ข. กว่า

ค. แต่

ง. เช้า

๑๐. "เด็กโรงเรียนนี้มาจากสถานที่ต่าง ๆ หลายพื้นที่"

คำใดเป็นบุพบท

ก. นี้

ข. จาก

ค. หลาย

ง. พื้นที่

๑๑. คำเชื่อมเป็นคำที่ใช้เชื่อมหน่วยใดของประโยค

ก. เชื่อมคำ

ข. เชื่อมวลี

ค. เชื่อมประโยค

ง. เชื่อมได้ทั้ง 3 อย่าง

๑๒. "เธอกับฉันเป็นเพื่อนกัน"

ประโยคนี้มีคำใดเป็นคำเชื่อมสมภาค

ก. เธอ

ข. กับ

ค. กัน

ง. เป็น

๑๓. คำเชื่อมในข้อใดเป็นคำเชื่อมสมภาค

ก. ที่

ข. อีก

ค. อัน

ง. และ

๑๔. ประโยคใดมีคำเชื่อมอนุประโยค

ก. เราอยู่ที่โรงเรียน

ข. โรงเรียนของเราคือโรงเรียนฉวางรัชดาภิเษก

ค. โรงเรียนฉวางรัชดาภิเษกเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด

ง. เขารู้ทั่วกันในอำเภอฉวางและอำเภอใกล้เคียง

๑๕. "ครูสั่งให้นักเรียนทำการบ้าน"

คำใดเป็นคำเชื่อมอนุประโยค

ก. สั่ง

ข. ให้

ค. ทำ

ง. การบ้าน

๑๖. คำใดเป็นคำเชื่อมเสริม

ก. ก็

ข. ว่า

ค. หรือ

ง. อีกประการหนึ่ง

๑๗. ประโยคใดมีคำเชื่อมเสริมประกอบอยู่ด้วย

ก. เรากลัวคุณครูต่อว่า

ข. เพราะครูสั่งการบ้านเมื่อวาน

ค. ป่านนี้แล้วเรายังทำไม่เสร็จ

ง. มาเรารีบทำการบ้านให้เสร็จทันเวลา

๑๘. คำในข้อใดเป็นคำเชื่อมสัมพันธสาร

ก. และ

ข. หรือว่า

ค. เหตุว่า

ง. อีกประการหนึ่ง

๑๙. ประโยคใดมีคำเชื่อมประพันธสารประกอบอยู่ด้วย

ก. เราเป็นอนาคตของโลกกล่าวคือวันหนึ่งเราจะเป็นผู้ใหญ่

ข. เราจะอดทนเรียนหนังสือจนกว่าจะสำเร็จ

ค. ถึงวิชานี้จะยากเราก็ต้องพยายามเรียนให้มาก

ง. เราเป็นนักเรียนแต่ต้องช่วยพ่อแม่ทำการงาน

๒๐. ประโยคใด ไม่มีคำเชื่อม

ก. ตอนเช้าฉันมาโรงเรียน

ข. ฉันขึ้นรถที่มาจอดรับหน้าบ้าน

ค. เพื่อนบนรถถามว่าฉันทำการบ้านเสร็จหรือไม่

ง. ฉันเลยนึกขึ้นมาได้ว่าฉันยังไม่ได้ทำการบ้านภาษาอังกฤษเลย

๒๑. คำลงท้ายมี 2 ประเภทคืออะไรบ้าง

ก. คำลงท้ายเชื่อมคำและคำลงท้ายเชื่อมประโยค

ข. คำลงท้ายแสดงอารมณ์และคำลงท้ายบอกเวลา

ค. คำลงท้ายแสดงการพูดและคำลงท้ายแสดงการเขียน

ง. คำลงท้ายแสดงทัศนภาวะและคำลงท้ายแสดงมารยาท

๒๒. ความหมายของคำลงท้ายทั่ว ๆ ไปจะมีลักษณะใด

ก. ไม่มีความหมาย

ข. มีความหมายชัดเจน

ค. มีความหมายแตกต่างจากคำทั่ว ๆ ไป

ง. มีความหมายแต่ไม่เด่นชัดเหมือนคำอื่น ๆ

๒๓. การออกเสียงคำลงท้ายจะแตกต่างจากการเขียนอย่างไร

ก. มีการเปลี่ยนเสียงสระ

ข. มีการเปลี่ยนเสียงพยัญชนะ

ค. มีการเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์

ง. มีการเปลี่ยนเสียงสระและวรรณยุกต์

๒๔. คำลงท้ายในข้อใดแสดงการชักชวน

ก. พรุ่งนี้เธอมาโรงเรียนนะ

ข. เราทำการบ้านเสร็จแล้วล่ะ

ค. รีบ ๆ เข้าเถอะเดี๋ยวไม่ทันเข้าแถว

ง. มาดูซิ เราคิดเลขโจทย์ข้อนี้ได้แล้ว

๒๕. คำลงท้ายในข้อใดแสดงการออดอ้อน

ก. เรียน ๆ เข้าเถอะ โตขึ้นจะได้มีความรู้

ข. เรียน ๆ เข้าน่ะ โตขึ้นจะได้มีความรู้

ค. เรียน ๆ เข้าล่ะ โตขึ้นจะได้มีความรู้

ง. เรียน ๆ เข้าซิ โตขึ้นจะได้มีความรู้

๒๖. คำลงท้ายในข้อใดต้องออกเสียงวรรณยุกต์สูงกว่าปกติ

ก. ผมมาโรงเรียนแล้วครับ

ข. เร็ว ๆ เข้าซิ ฉันรอไม่ไหวแล้ว

ค. เรียนเข้าเถอะน่า ไม่ยากหรอก

ง. กลับมาเรียนเถอะนะ เพื่อน ๆ รออยู่

๓๗. ประโยคใดมีคำลงท้ายแสดงมารยาทประกอบอยู่ด้วย

ก. ขยันเข้าซิ เดี๋ยวเรียนไม่ทันเพื่อน

ข. ขยันเข้านะ เดี๋ยวเรียนไม่ทันเพื่อน

ค. ขยันหน่อยเดี๋ยวเรียนไม่ทันเพื่อนนะ

ง. ขยันหน่อยนะครับ เดี๋ยวเรียนไม่ทันเพื่อน

๓๘. คำลงท้ายในข้อใดเป็นคำลงท้ายแสดงเพศชาย

ก. คุณครูขา หนูขอรบกวนหน่อย

ข. คุณครูครับ ผมขอระกวนหน่อย

ค. คุณครูฮะ หนูขอรบกวนหน่อย

ง. คุณครูจ๋า หนูขอรบกวนหน่อย

๓๙. ประโยคใดมีคำลงท้ายที่แสดงการประชดประกอบอยู่ด้วย

ก. เธอเป็นหญิงหรือชายวะ

ข. เราเป็นคนเหมือนกันนะยะ

ค. อย่าว่าเราะเป็นผู้หญิงนะยะ

ง. เธอเป็นชายแน่หรือเปล่าล่ะ

๓๐. ประโยคใด ไม่มีคำลงท้าย

ก. ตอนเช้าผมจะไปโรงเรียนนะครับ

ข. อย่าโทรฯ มากวนฉันทำการบ้านย่ะ

ค. คุณครูฮะ ผมไม่เข้าใจการบ้านข้อนี้

ง. เร็ว ๆ รถมาแล้วเดี๋ยวไปโรงเรียนไม่ทัน

๓๑. คำปฏิเสธมี 2 ประเภทคืออะไรบ้าง

ก. คำปฏิเสธนามและคำปฏิเสธกริยา

ข. คำปฏิเสธคำและคำปฏิเสธข้อความ

ค. คำปฏิเสธกริยาและคำปฏิเสธข้อความ

ง. คำปฏิเสธประธานและคำปฏิเสธกรรม

๓๒. "ช้างสารฤๅห่อนเหี้ยนหดคืน"

ประโยคนี้มีคำใดเป็นคำปฏิเสธ

ก. ฤา

ข. ห่อน

ค. เหี้ยน

ง. คืน

๓๓. ข้อใดมีคำปฏิเสธที่อยู่ทั้งหน้าและหลังคำกริยา

ก. เด็กไม่ขยันจะไม่ลำบากในภายหลัง

ข. หามิได้ ความสำเร็จที่มาอย่างไม่มีการต่อสู้

ค. เด็กหารู้ไม่ว่าถ้าขี้เกียจจะลำบากในภายหลัง

ง. การต่อสู้ไม่ได้หมายถึงการหมดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

๓๔. ประโยคใดมีคำปฏิเสธกริยาประกอบอยู่ด้วย

ก. เจ็ดวันว่างเว้นดีด ซ้อมดนตรี

ข. อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า

ค. สามวันจากนารี เป็นอื่น

ง. หนึ่งวันเว้นล้างหน้า อับเศร้าศรีหมอง

๓๕. คำใดที่ใช้ในการปฏิเสธข้อความ

ก. ไม่

ข. หรือไม่

ค. หามิได้

ง. ใช่หรือไม่

๓๖. ข้อใดเป็นลักษณะของคำอุทาน

ก. แสดงการถาม

ข. แสดงมารยาท

ค. แสดงความรู้สึก

ง. แสดงการไม่ยอมรับ

๓๗. ในการเขียนคำอุทานมักจะใช้เครื่องหมายอะไรประกอบข้างหลัง

ก. คำถาม

ข. ปรัศนี

ค. อัศเจรีย์

ง. วิสรรชนีย์

๓๘. คำอุทานในข้อใดเป็นคำอุทานแสดงความตกใจ

ก. โธ่ ! คุณแม่ครับผมทำดีที่สุดแล้ว

ข. ว้าย ! ข้อสอบชุดนี้ทำไมยากอย่างนี้

ค. เชอะ ! คนอย่างเธอทำได้แค่นี้เองหรือ

ง. โอ้โฮ ! คุณครูขา หนูได้คะแนนมากจังเลย

๓๙. ประโยคใดมีคำอุทานที่แสดงความสงสารประกอบอยู่ด้วย

ก. โธ่ ! ทำได้แค่นี้หรือ

ข. ว้าย ! ทำได้แค่นี้หรือ

ค. โอ้โห ! ทำได้แค่นี้หรือ

ง. ทุเรศ ! ทำได้แค่นี้หรือ

๔๐. ประโยคใดมีอุทานแสดงความเห็นใจ

ก. โธ่ ! เขาไม่น่าสอบตกเลย

ข. ว้าย ! เขาสอบตกจริงหรือ

ค. ทุเรศ ! เขาสอบตกอีกแล้ว

ง. ตายละหวา ! เขาสอบตกอีกแล้ว


[1] ออกเสียงวรรณยุกต์สามัญ

[2] ออกเสียงวรรณยุกต์สามัญ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การสอนหลักภาษาไทย



ความเห็น (0)