ฝึกงานที่แรก กับเคสยากที่สุดในชีวิตนักศึกษากิจกรรมบำบัด

           สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวศศิชา จันทร์วรวิทย์ นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเรียกตัวเองสั้นๆว่าเจแล้วกันนะคะ วันนี้อยากมาเล่าประสบการณ์ที่ได้ไปเจอเคสยากมากที่สุดในชีวิตนักศึกษา นั่นก็คือเคสเด็กสมองพิการ หรือ cerebral palsy เมื่อตอนเป็นนักศึกษาฝึกงานชั้นปีที่ 3


          เมื่อตอนต้นปี ประมาณปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนมีนาคม ปี พ. ศ.2557 เจได้มีโอกาสฝึกงานครั้งแรกในชีวิตนักศึกษากิจกรรมบำบัด โดยอาจารย์เป็นคนส่งนักศึกษาไปโรงพยาบาลต่างๆทั่วกรุงเทพฯ ทั้งหมด 8 ที่ ซึ่งแบ่งเป็นที่ละ 1 เดือน ทั้งหมด 2 ที่ เจได้ไปคลินิกกิจกรรมบำบัด หรือ “คลินิกปิ่นเกล้า” ที่เพื่อนๆมักเรียกกัน และที่ที่สองคือสถาบันประสาท อยู่ตรงอนุสาวรีย์ แต่ในบทความนี้เจอยากเล่าประสบการณ์ตอนไปฝึกงานที่คลินิกกิจกรรมบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เชิงสะพานปิ่นเกล้า


วันแรกที่ได้ฝึกงานรู้สึกตื่นเต้นมาก กังวลไปหมดทุกอย่าง พี่นักกิจกรรมบำบัดจะดุมั้ย อาจารย์จะถามเยอะรึเปล่า จะควบคุมเด็กให้ทำตามเราได้มั้ย กลัวไปหมด เพราะโดยส่วนตัวเจแล้วไม่ค่อยชอบเด็กซักเท่าไหร่ด้วย ความกังวลเลยเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แต่พอถึงเวลาเริ่มงานอาจารย์ พี่ๆ และบัดดี้ฝึกงานอีก 2 คนก็สามารถทำให้เจผ่อนคลายลงได้ ทุกคนเป็นกันเอง บรรยากาศดูไม่ตึงเครียด ชั่วโมงแรกอาจารย์ก็แจกแจงเคสให้นักศึกษาแต่ละคน วันละ 4 เคสต่อนักศึกษา 1 คน


สำหรับเด็กที่มาเข้ารับบริการที่คลินิกปิ่นเกล้านี้ ส่วนมากเข้ารับบริการมาระยะเวลานึงแล้ว จึงไม่ยากที่จะตั้งเงื่อนไขให้เด็กทำตามที่เราบอก ความกังวลของเจจึงคลายลงไปเยอะมาก แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ราบลื่นไปเสียหมด เมื่อวันอังคารมาถึง..


วันอังคารอาจารย์แจกแจงเคสให้นักศึกษาทั้งหมดเหมือนวันแรก แต่เด็กก็จะต่างออกไป เจได้เคสมาทั้งหมด 4 เคส 1 ในนั้น คือ น้อง ฟ (นามสมมติ) เป็นเคส CP หรือเด็กสมองพิการ น้องอายุ 8 ขวบ สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ1-2ขั้นตอน เช่น เอาบอลใส่ตะกร้า เป็นต้น ยังไม่สามารถพูดได้ เคลื่อนไหวได้ไม่ราบเรียบ เวลาเดินจะสั่นๆไม่มั่นคงเท่าไหร่ เวลานั่งก็เช่นเดียวกัน นั่งได้ไม่มั่นคง มีอาการสั่นๆ และน้องยังมีปัญญาพฤติกรรมโวยวาย ชอบทำหน้าเหวี่ยง ดื้อ ไม่ยอมทำตามที่พี่นักกิจกรรมบำบัดบอก บางครั้งต้องบังคับให้ทำ เพื่อเป็นการฝึกหรือบำบัดรักษา


                             


บอกตรงๆเลยว่าเคสนี้เจกลัวมากที่สุด เพราะน้องไม่ยอมทำตาม ต้องหลอกล่อ จับมือทำ และน้องยังดื้อด้วย วันแรกก็คว้าแว่นเจหลุดจากหน้าไป 2 ครั้ง ใจหายวาบเลยทีเดียว นึกว่าจะได้ไปตัดแว่นใหม่แล้ว



การฝึกเคสนี้ พี่นักกิจกรรมบำบัดแนะนำว่าให้ฝึกในเรื่องของADL หรือกิจวัตรประจำวัน เช่น การกิน การแต่งตัว การอาบน้ำ ฯลฯ ให้ได้ก่อน เพราะว่าน้องคงไปเรียนหนังสือไม่ได้ด้วยข้อจำกัดด้านการรับรู้และความเข้าใจ จึงเน้นไปที่กิจกรรมพื้นฐานในชีวิต ให้น้องสามารถช่วยตนเองได้ โดยเริ่มแรกเมื่อน้องเข้ามาในห้องกิจกรรมบำบัด พี่นักกิจกรรมบำบัดก็จัดฐานกิจกรรม โดยให้น้องหยิบบอล เดินข้ามสิ่งกีดขวาง(สูงระดับไม่เกินเข่า)ประมาณ1-2อย่าง เพื่อนำบอลไปใส่ตะกร้า เพื่อเป็นการส่งเสริมในเรื่องของการรักษาสมดุลการทรงตัว และให้น้องไปทำกิจกรรมบนชิงช้าที่กำลังแกว่งเพื่อเป็นการปรับระดับความตื่นตัวของน้องให้เหมาะสมต่อการทำกิจกรรมที่อาจต้องใช้สมาธิ หลังจากนั้นจึงฝึกในเรื่องการควบคุมการเคลื่อนไหวในรูปแบบการจับช้อนตักขนมเข้าปาก ซึ่งถือเป็นการฝึกในเรื่องกิจวัตรประจำวันด้วย


และในวันต่อๆมาที่เจอน้องก็จะฝึกกิจกรรมคล้ายๆแบบนี้ เปลี่ยนไปหลายๆกิจกรรม และปรับให้ยากขึ้นเพื่อเป็นการพัฒนาความสามารถของน้อง แต่เคสนี้จะเห็นความก้าวหน้าทางการบำบัดรักษาช้าหน่อย เพราะน้องมีระดับความรู้ความเข้าใจค่อนข้างน้อย การเคลื่อนไหวไม่มั่นคงและควบคุมไม่ได้ดั่งใจ อีกทั้งมีพฤติกรรมดื้อ ชอบต่อต้านขณะฝึกด้วย เมื่อเจฝึกงานจบ 1 เดือน จึงยังไม่ค่อยเห็นความก้าวหน้าทางการรักษาที่ชัดเจนนัก



                 อย่างไรก็ตาม ถึงเคสนี้จะทำให้เจท้อใจอยู่หลายครั้งขณะฝึกน้อง มองปัญหาของเคสไม่ถูกบ้าง คิดวิธีการรักษาไม่ออกบ่อยๆ ต้องปรึกษาพี่นักกิจกรรมบำบัดตลอด แต่เคสนี้ก็เป็นบทเรียนที่ดี เป็นประสบการณ์ที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้เจได้เป็นอย่างดี เป็นเคสที่สอนให้รู้ว่า บางอย่างเราก็พึ่งทฤษฎีจากตำราเพียงอย่าเดียวไม่ได้ เราอาจต้องพึ่งประสบการณ์จากคนที่เคยทำงานมาก่อนอย่างรุ่นพี่นักกิจกรรมบำบัด หรืออาจารย์ และอย่างสุดท้ายเราต้องวิเคราะห์เคส หาสาเหตุของปัญหาให้ละเอียดและครอบคลุม จึงจะสามารถบำบัดรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพได้



วันนี้ วันที่ 27 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันกิจกรรมบำบัดสากล เจจึงขออนุญาตแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับวิชาชีพให้คนที่สนใจได้อ่าน ถือเป็นการเปิดโลกกิจกรรมบำบัดสู่สังคม หวังว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่สนใจ อย่างน้อยๆที่สุดก็ได้ความเพลิดเพลินนะคะ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดศึกษา



ความเห็น (3)

"ยิ่งยากปัจจุบัน ยิ่งง่ายอนาคต"

:: ผมคิดเอง ::

-สวัสดีครับ

-ตามมาให้กำลังใจครับ

-งานทุกอย่าง....ต้องผ่านไป...แรกยาก..ถือเป็นประสบการณ์ครับ

-ขอบคุณครับ


เขียนเมื่อ 

เค้าเรียก partner ฝึกงานเว้ยยยยยย