"สังคมยุค E,I (อี ไอ้)"

                 

                                                                       

                   การอยู่ในสังคมมนุษย์ แต่ไม่จมไปกับมนุษย์นั้น เป็นเรื่องที่ลื่นไหลได้ง่ายมาก เนื่องจากว่า เราไม่รู้ว่าจะยึดเอามาตรฐานจากมนุษย์คนไหนเป็น "แม่แบบที่ดี" (Good Model) จะเอาพ่อแม่ ปู่ย่า ตา ยาย เป็นบุคคลแห่งอุดมคติ  (Ideal) หรือจะยึดเอาสถาบันเป็นแม่แบบก็ดูห่างไกลตัวตนไป ที่สุดจึงขึ้นอยู่ปัจเจกบุคคล (Individual) ที่มีบทบาทในการตีกรอบเส้นทางการดำเนินชีวิตของตน

                  กระนั้น การที่เรายึดเอาตัวเองเป็นมาตรฐานการตัดสินใดๆ ก็อาจหมิ่นเหม่ในการจะถูกกล่าวหาว่า เข้าข้างตนเองหรือหรืออคติ (Bias) กับคนอื่น และที่น่าตระหนักเน้นคือ ทำอย่างไร เราจะไม่จมไปกับตัวเองจนเกินไป จนกลายเป็นติดร่างแหหรือติดกับดักระหว่างสังคมและตัวเองให้ยุ่งยาก จนตีบตันหรือตกเป็นเครื่องมือหรือเหยื่อสังคมและตนเองได้ 

                    เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลก สังคม และสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นเครื่องชี้วัดพฤติกรรมของสัตว์โลกเช่นกันว่า มีทิศทางไปอย่างไร หรือจะเกิดผลอย่างไร ทั้งหมดเกี่ยวโยง หน่วงเหนี่ยว สัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญคือ มนุษย์จะมองเห็นหรือสังเกตเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่หรือไม่ ถ้าไม่เห็นปัญหา นั่นแหละคือ "ปัญหา" (Issues) ของมนุษย์ 

                    ในบันทึกต่างๆ ที่ผ่านมา ผู้เขียนพยายามชี้ให้เรา (คนไทย) มองเห็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่เรากำลังถูกล่อลวง ชักจูงหรือเราเองคิดสร้างสรรค์หลอกตัวเองหรือสนองตัวเอง จนกลายเป็นค่านิยม กลายเป็นกระแสตามสังคม เช่น ความนิยมของสังคมแต่ละยุคสมัย มีปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่สร้างความฮือฮา ท้าทาย ไหลหลงไป จนเห่อเหิม เพิ่มรสชาติชีวิต ให้ติดกับดักตามกระแสสังคม ซึ่งจะเกิดผลตามมาคือ "มีผู้เสียและมีผู้ได้" (The lost and the gain)

                    หมุดหมายของผู้เขียนคือ ทำอย่างไรเราจะรู้เท่าทันปัญหาตัวเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม เรียกว่า "ไหวตัวทัน" (Wising up) และที่เหนือกว่านั้นคือ เราจะอยู่เหนือปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร (Beyond issues) และมองเห็นกระแสนั้นมีผลอย่างไรกับสังคมมนุษย์ จากนั้นค่อยวิเคราะห์ เจาะทางออก แล้วชี้นำให้สังคมรับรู้ ตื่นตัวอย่างมีสติ

                      ยกตัวอย่างกรณีสังคมเกิดแบ่งแยกแตกกลุ่ม ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ไปเป็นเครื่องมือให้สองกลุ่มใช้เป็นอาวุธต่อรองหรือสนับสนุนเขา แต่ถอยออกมา แล้วชี้ปัญหา ทางออก หรือวิเคราะห์เจาะรูทางตันให้ เหมือนนักวิชาการ (ที่ไม่ใช่กลุ่มกรณี) ที่ใช้หลักการวิเคราะห์ปัญหาและทางออกให้กลุ่มอื่น (กลุ่มที่สาม) ไม่เข้าร่วม ไม่สนับสนุนด้วย พูดง่ายๆคือ "ต้องอยู่เหนือปัญหา จึงจะเห็นปัญหา"

                        กรณีสังคมยุคสื่อโซเชียล มีเดีย (Social Media) ที่หลงใหล คลั่งไคล้กับสื่อไอทีใหม่ๆ จนกลายเป็นเหยื่อให้เขาแสวงหาประโยชน์จากความอยากรู้ อยากได้ อยากเสพ ทำอย่างไรเราจึงจะไม่จมไปกับค่านิยมสังคมที่กำลังเผชิญอยู่ ทำอย่างไรจะไปไหลไปกับสังคมจนลืมตัว และทำอย่างไรจะไม่ลืมตัวจนลืมสังคมในเวลาเดียวกันด้วย

                        ด้วยเหตุนี้ สังคมจึงต้องการข้อคิด หลักธรรม ความเห็นที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำเสนอให้ผู้คนได้ฉุกคิด เอาไว้ แม้แต่ในสังคมโกทูโนว์ที่นี่ด้วย หากสังคมมีปัญหาหรือเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ขึ้น เราจะช่วยขยายความคิด ประดิษฐ์ความเห็น ให้เป็นส้นทางออกแก่สังคมอย่างไร มิใช่แต่เพียงนำเสนอแต่กิจกรรมส่วนตัวหรือนึกจะสื่ออะไรก็สื่อ (ขออภัย) ควรจะแคร์สังคมว่า จะเสนอทางออกอย่างไร เห็นอะไรบ้าง "มีข้อดี ข้อเสีย" (Pros and cons ) ที่เป็นแนวคิดให้คนอื่นหรือสังคมนำไปปรับปรุงอย่างไร

                        มนุษย์ควรจะมองสังคมเป็นเหมือนเวทีของการเสนอความเห็นและปล่อยไอเดีย (Ideas) เสนอต่อสังคมบ้าง เราเองก็ได้ความคิด ข้อคิด หลักธรรม จากคนอื่นอยู่ประจำด้วย ฉะนั้น ควรจะนำเสนอแบบปฏิสัมพันธ์ด้วย (Inter-relationship) ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เราเกิดความรู้สึกร่วมกันอย่างเป็นไมตรีจิตแบบ "เป็น อยู่ คือ" ร่วมกัน (Inter-are) 

                      วันนี้ผู้เขียนก็มองเห็นปรากฏการณ์สังคมที่เราเผชิญอยู่ในรูปลักษณ์ที่กระตุ้นให้เราสนองอย่างบ้าคลั่งก็มี อย่างสร้างสรรค์ก็มี นั่นคือสังคมที่อุดมไปด้วยตัว "E" (Electronics) และ ตัว "I" (identity and others) สังคมที่กำลังนิยมคำว่า อีและไอ มีปริมาณมากขึ้นทุกวัน และในอนาคตรัฐและสังคมกำลังเสนอแนวคิดเรื่อง "สังคมอี" (E-society) ขึ้นมา เพื่อตอบโจยท์สังคมยุคใหม่ ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นสังคมออนไลน์ (Online society) สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏสังคมอีและไอ มากมาย ซึ่งพอยกตัวอย่างได้ดังนี้-


                    ๑) "E-society" คือ สังคมที่เน้นการสื่อสารแบบใช้สื่อออนไลน์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลมีนโยบายจะสร้างสังคมแบบนี้ขึ้นใน ๕ กรอบ คือ-

                              ก. "รัฐอี" (E-government) เน้นสังคมออนไลน์ สื่อสาร ติดต่อ ประสานงานกันทางอินเตอร์เน็ต (Inter-work)

                               ข. "ประชาราษฎร์อี" (E-citizen) เน้นการบริการแบบ "One-stop service" คือ บริการจุดเดียวแห่งเดียวในด้านทะเบียน การติดต่อ ธุรกรรม ของรัฐทั้งหมด

                              ค. "สังคมอี" (E-society) เน้นสังคมสื่อสารยุคโซเชี่ยล มีเดี่ย ซึ่งปัจจุบันเริ่มพัฒนาไปไกลแล้ว ด้วยเครื่องข่าย ๓-๔ จี ที่จะสร้างสังคมก้มหน้าต่อไป

                              ง. "ศึกษาทางอี" (E-education) เน้นสังคมเรียนรู้ ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งการศึกษาเริ่มด้วยการลงทะเบียนผ่านสื่อ สอบผ่านสื่อ อยู่ที่บ้านก็เรียนได้ (E-learning) ฟังเลกเชอร์จากยูทุบได้ หรือห้องสมุดออนไลน์ ที่เรียกว่า อีบุ๊ก (E-book) ได้

                               จ. "สังคมอุตสาหกรรมอี" (E-industry) เน้นสื่อด้านการสร้างงาน การทำอุสาหกรรม การผลิต การจำหน่าย การซื้อ การขาย ล้วนมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น 

                  ๒) "E-mail" การติดต่อ สื่อสาร ด้านกิจการหรือธุรกรรมต่างๆ ในสมัยก่อน อาศัยโทรเลข การเขียนจดหมาย เป็นหลัก แต่ยุคใหม่อาศัยจดกมายทางสื่ออีเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เรียกว่า "จดหมายเมล์หรืออีเมล์" (Electronics mail) ปัจจุบันมีสื่อทางเลือกอื่นๆ มากมายเช่น เฟสบุ๊ก (Facebook) ไอจี (IG) ไลน์แอพ (Line) และยูทุบ (you tube) ฯ ทำให้สังคมจมไปกับสื่อเหล่านี้ จนเหมือนใช้กันจนพร่ำเพรื่อ ขาดพิจารณาญาณ จนกลายเป็นปัญหาต่างๆ มากมาย ซึ่งเรามักจะเรียกร้องให้เคารพสิทธิคนอื่นบ้าง

                  ๓) "E-commerce" คือ การซื้อ การขายสิ้นค้า การแลกเปลี่ยน การเสนอสินค้า การบริการต่างๆ การโฆษณากิจกรรม สินค้า การทำธุรกรรม การจอง การสื่อสาร ฯ ปรากฏในสื่อโซเชี่ยล มีเดียมากมาย ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น ยูทุบ อินเตอร์เน็ต ฯ กิจกรรมเหล่านี้เอง สร้างอิทธิพลในการตัดสินใจบริโภคหรือการซื้อขายของเรา เช่น ในสื่อทีวี ในอินเตอร์เน็ต (E-bay) เป็นต้น

                  ๔) "E-learning" คือ การเรียนรู้ การศึกษาอยู่ในระบบสื่อยุคใหม่ เราสามารถเรียนรู้ในบ้านได้ เรียนรู้ที่บ้านห้องนอนได้จากครูต่างประเทศ หรือในประเทศ การลงทะเบียน การทำธุรกรรมทางการศึกษา การแสวงหาความรู้ในสหวิชาการต่างๆ ดูไม่ยุ่งยาก ไม่ลำบากอีกต่อไปแล้ว เด็กๆ หรือใครๆ อยากรู้เรื่องอะไร แค่คีย์คำสนใจลงในกูเกิ้ล ย่าฮู ก็รู้เป็นหมด อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ ก็ขึ้นอยู่บนพื้นฐาน สติ ปัญญา มารยาท กฎหมาย สิทธิ และมโนธรรมของมนุษย์ควบคู่ไปด้วย เพราะนี่คือ การศึกษาด้วยตัวเอง ซึ่งสุ่มเสี่ยงในการรับรู้มาแบบผิดๆ ได้

                  ๕) "E-news" คือ การรับรู้ การเสพสื่อ จากสังคมที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ข้อมูล ข่าวสาร ก็เพิ่มปริมาณมากขึ้น จนเกิดการแข่งขันด้านสื่อ ทำให้องค์กรสื่อเกิดการแข่งขัน เพื่อยึดเป้าหมายผู้เสพอย่างไร้จรรยาบรรณได้ ผู้บริโภคสื่อเอง ก็ได้รับข้อมูลจนท่วมท้น และไม่รู้ว่า สื่อด้านไหน แหล่งไหนเท็จจริงอย่างไร สังคมจึงจมด้วยข่าวสารที่ลวง ลับ จริงเท็จ ปะปนกันไป

                  ๖) "E-bank" คือ การทำธุรกรรมด้านการเงิน การลงทุน การกู้ยืม การฝาก การโอน การย้าย การถอน จากธนาคาร ด้วยบัตรแผ่นเดียว จากเครื่องเอทีเอม (Automatic teller machine) ที่เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๐ ที่กรุงลอนดอน นอกจากนี้ ยังมีบัตรอื่นๆ อีกมากมายเช่น บัตรอีอ้อน บัตรเครดิต บัตรอีการ์ด ถึงกระนั้น ก็ใช่ว่า การทำธุรกรรมเหล่านี้ จะปลอดภัยหรือไม่มีใครรู้ธุรกรรมเรา 

                    ๗) "E-business" คือ การสร้างธุรกิจ ธุรกรรมต่างๆ ดำเนินด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น อีออฟชั่น อีเซอร์วิช อีแคช ซึ่งพูดกันง่ายว่า อีซี่บาย อีซี่เพย์ ช่องทางที่ทำให้สังคมทันสมัยเช่นนี้ ก็ทำให้ผู้คนสูญเสียประโยชน์อย่างไม่รู้ตัวได้ เช่น รูดบัตรซื้อของ ถูกโกงเพราะระหัสรั่วไหล ทำให้ธุรกรรมด้านอีบิสซีเนสนี้ เกิดความไม่ไว้ใจได้ 

                      ๘) "Ebola" คือ โรคไวรัสชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นแถบแอฟริกาคือ ประเทศคองโก ซาร์อี และซูดาน ต้นกำเนิดมาจากสัตว์ป่าในแถบนี้ เช่น ค้างคาว ลิง พบครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๘-๑๙ ที่แม่น้ำชื่อ "อีโบลา" อาการเหมือนโรคไข้เลือดออก แต่ตายไวกว่า อันตรายกว่า ซึ้งผู้คนในแถบนี้กำลังตื่นกลัว ลุกลามไปถึงตะวันตก ยุโรปและเอเชีย ทำให้ความกลัวของสังคม เกิดการตื่นตัวอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่า โรคไร้พรมแดน ไร้พาสปอร์ต เราจึงมีอิสระที่ได้รับเชื้อนี้ทุกคน 

                      ๙) "EQ" (Emotional Quotient) หรือเรียกอีกอย่างว่า E-skills หรือเรียกว่า E-i ( Emotional intelligence) คือ คุณลักษณะของเชาวารมณ์ ที่มีลักษณะ ๕ อย่างคือ ๑. รู้ตัวเองดี ๒. บริหารตัวเองดี ๓. สร้างสรรค์อารมณ์ได้ดี ๔. มีเมตตา เข้าใจคนอื่นได้ดี ๕. มีทักษะทางสังคมดี ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ ควรควบคู่กับ ไอคิว (IQ) สังคมดังกล่าวนี้ มีน้อย มีแต่ประเภทข้อสิบข้างล่างเยอะมาก

                      ๑๐) "EGO" คือ ความคิดที่เข้าข้างตนเองมากไป อันสืบเนื่องมาจากความรู้ ประสบการณ์ อำนาจ และการได้รับความเคารพ นับถือ จึงทำให้คิดว่า ตัวเองเหนือกว่าคนอื่น เหนือกว่าความจริง เหนือกว่าสังคม นี่เป็นหลักการของนักจิตวิทยาวิเคราะห์ชื่อ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่ศึกษาพบว่า มนุษย์มีบุคคลิกภาพหรือตัวตนแท้อยู่ ๓ อาการคือ "อิด" (ID) คือสัญชาตญาณเดิมที่กระตุ้นให้สัตว์ดำเนินไปตามธรรมชาติ  "อีโก" (Ego) คือ ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเป็นจุดยืน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่จะตัดสินว่า จะตามสัญชาตญาณหรือจะตามหลักอุดมคติของสังคมที่เรียกว่า "ซุปเปอร์อีโก" (Superego)

                      ในสังคมมนุษย์ก็ล้วนเต็มไปด้วยทั้งสามรูปแบบคือ ทั้งเห็นแก่ตัว (อิด) ทั้งลังเลหรือกำลังชั่งน้ำหนักว่าจะตามใจกู (อีโก) หรือจะตามหลักกฎสังคม (ซุปเปอร์อีโก) จึงเป็นเรื่องที่เราควรจะรู้ในสังคมที่เกิดรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งมนุษย์นั่นเอง ดิ้นรนหาทางสร้างขึ้นมาแล้วก็หลงติดในรูปแบบเหล่านั้น  โดยเฉพาะสังคมอีที่ว่านี้

                        มีมุมเฉพาะด้านที่พอแทรกไว้ในจุดนี้บ้างคือ สังคมชาวอีสาน (อีสาน เป็นชื่อ พระศิวะ -สุจิตต์ วงษ์เทศ) ที่มักมีภาษาเรียกคำว่า "อี" เป็นปกติครับ นั่นคือ คำเรียกผู้อื่นที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "อี" เช่น เรียกแม่ว่า "อีแม" เรียกพ่อว่า "อีพอ" เรียกน้องสาวหรือลูกสาวว่า "อีหล่า อีนาง อีหนู" เรียกการเน้นย้ำว่า "อีหลี" เรียกกาว่า "อีกา" เรียกดวงจันทร์ว่า "อีเกิ้ง" แต่มีคำหนึ่งที่คนไทยเรียกด่ากันทุกภาคคือ "อีห่า" "อีเ.-ี้..ย" !! มันมาเกี่ยวเรื่องนี้อย่างไรหว่าาา 

                      ในศีลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงกล่าวถึงคำเหล่านี้ไว้ว่า คำว่า "อี" เป็นคำเรียกหญิง เช่น "อีจัน" แปลว่า สาวสวย "อีงามเมือง" หมายถึง หญิงที่งาม ในภาษาวัฒนธรรมอินเดีย หมายถึง โสเภณี  ส่วนพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติบอกว่า ๑. ใช้เป็นเรียกผู้หญิง ๒. เรียกหญิงที่อ่อนกว่า ๓. เรียกในลักษณะดูหมิ่น  ๔. เรียกเพื่อสร้างความสนิทสนม ที่สอดคล้องกับเปลื้อง ณ นคร 

                        มาถึงสมัยนี้ คำนี้กลับเป็นคำไม่สุภาพไปในสังคมเมือง และสังคมก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะใช้ แต่เวลาใช้กลับมุ่งหมายไปในลักษณะดูถูก ดูหมิ่นบุคคลนั้น เมื่อจะด่าหรือกล่าวหยาบคายจะใช้คำว่า "อี" เป็นคำนำหน้าชื่อไป กระนั้น ก็ไม่เสมอไปในภาคอีสานหรือทางเหนือก็ยังเห็นใช้กันอยู่ เรื่องนี้ ไม่ได้มีประเด็นน่าคิดเท่ากับคำว่า "อี" (E) ในภาษาอังกฤษเลย

                        อีกคำที่เรียกชื่อเพศชายที่ใช้คำว่า "ไอ้" ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า "อ้าย" แปลว่า คนโต คนแรกในสมัยพ่อขุนรามฯ ซึ่งไปสอดคล้องกับคำว่า "ไอ" (I) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งในสังคมก็มีคำเหล่านี้ปรากฏอยู่มากมาย เมื่อเรานำมาใช้พูดกันในลักษณะด่าหรือดูหมิ่นกัน เราจะใช้เรียกคำว่า "ไอ้" นำหน้าชื่อคนอื่น สังคมเราจึงสรรคำเหล่านี้ขึ้นมาในสังคมยุคใหม่ ทั้งๆ ที่เรียกยุคตนเองว่า เจริญ พัฒนาแล้วก็ตาม 

                        อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคใหม่ กลับมีคำว่า "ไอ" ที่ใช้ภาษาอังกฤษมาเป็นสื่อ นัยว่า เป็นเทรนด์ใหม่ ที่ดูทันสมัย ถือว่าเป็นยุคไอ ก็ว่าได้ ซึ่ง พอประมวลได้ดังนี้-


                     ๑) "IT" มาจากคำว่า Information Technology เรียกว่า เป็นยุคไอทีหรือยุคข้อมูลข่าวสาร ที่กองท่วมหัว จนอาจสร้างความสับสน วุ่นวายสำหรับคนที่ค้นหา หรืออาจจะใช้ไปในทางที่ไม่เหมาะสม หรือสำหรับเด็ก อาจหลงข้อมูลข่าวสาร เนื้อหามายาคติ หลอกลวง สร้างวาทกรรมด้านภาษามากมาย จนเด็กๆ เยาวชนแยกไม่ออกว่า อันไหนจริง อันไหนเทียม หรืออันไหนมีคุณค่าแท้ อันไหนมีคุณค่าเทียม จึงหลงจมไปข่าวสารข้อมูลไป 

                     ๒)  "IQ" มาจากคำว่า Intelligence Quotient แปลว่า เชาว์ทางสติปัญญา มนุษย์ถูกวัดด้านปัญญา ไหวพริบที่ ๑๑๕ ขึ้นไป ตั้งแต่ค.ศ. 1905 ความสามารถต่างๆ ของมนุษย์จึงถูกวัดด้วยความรู้ ความฉลาด ทักษะต่างๆ ในหลายๆ สาขาวิชา Howard Guardner นักจิตวิทยาชาวอเมริกามองว่า มนุษย์มีทักษะ ๘ ด้านคือ ด้านภาษา ด้านคำนวณ ด้านความสัมพันธ์ ด้านกายกรรม ด้านดนตรี ด้านทักษะสังคม ด้านบุคคลและด้านธรรมชาติ จึงเกิดการแข่งขันการเรียนหรือฝึกฝนทักษะด้านต่างๆ จนกลายเป็นกระแสสังคมไป

                     ๓) "Idea" เป็นคำที่เพลโตได้พัฒนามาจากอาจารย์คือ โสเครตีส ที่เรียกว่า Concept (มโนทัศน์) ลักษณะของไอเดียเป็นความจริงที่สมบูรณ์ เป็นอมตะ เป็นสิ่งแรก เป็นความรู้ ความเข้าใจในจิต เหนือโลก นัยของเพลโตคือ เป็นต้นแบบความจริงหรือสิ่งของทั้งมวล ในความหมายสมัยใหม่คือ ความคิด ความรู้ภายในใจ สังคมต้องการไอเดียใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาทุกยุคทุกสมัย

                     ๔) "IG" (Instagram) คือ โปรแกรมถ่ายภาพด่วน ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ เป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพ ไม่ว่าตัวเองจะทำอะไรก็ถ่ายภาพนั้นไว้ จากนั้น ก็โพสท์แชร์ให้คนอื่นดู มีคำหนึ่งที่มาพร้อมกันคือคำว่า "เซลฟี่" (Selfie) คือการถ่ายภาพตัวเองด้วยตัวเอง การแสดงออกดังกล่าวนี้ อาจส่งผลต่อตัวเองได้ หรือกลั่นแกล้งกันได้ เข้าลักษณะแฉแล้วแชร์ให้คนอื่นดูเรียกว่า ด่ากันด้วยภาพก็ได้

                     ๕) "ISO" (International Standardization and Organization ) คือ องค์กรที่จัดระบบการบริหารองค์กรและบริษัทต่างๆ ให้เกิดมาตรฐานในด้านการตรวจสอบ ประเมินให้เกิดคุณภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงานเป็นแบบสากลเดียวกัน เราจึงพบว่าเครื่องหมายนี้ ตามบริษัทหรือหน่วยงานต่างๆ เช่น ISO 9000  หมายถึง การบริหารที่มีคุณภาพขั้นพื้นฐาน เป็นต้น

                     ๖) "Ipad" (Identity pad) คือ เครื่องเล่นคอมพิวเตอร์แบบพกพาไปไหนมาไหนได้หรือจะเรียกว่า น้องคอมพ์ (Mini-personal computer) ก็ได้ เป็นของเล่นของบริษัทแอปเปิ้ล ที่สตีฟ จ๊อบส์ ผลิตขึ้นมา ทำให้ลูกหลานชาวเอเชียบ้าเครื่องเล่นนี้ ถึงขนาดรัฐต้องซื้อแท๊บเล็ตแจกเด็กเอาไปเล่นเกมส์ซะงั้น รวยจริงๆ ผับผ่า! แต่สุดท้ายเป็นไงละ บ้าอยู่พักหนึ่ง จนเด็กเสียคน เพราะติดเกม

                      ๗) "Iphone" (Identity Phone or Smart Phone ) เป็นโทรศัพท์ที่ผู้เขียนอยากเรียกว่า "แจ๋วฉลาด" เนื่องจากมันสามารถตอบสนองผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรากำลังคลั่งแจ๋วเครื่องนี้ จมในสื่อแบบใหม่ กลายเป็นคนรักแจ๋วขนาดก้มหน้า ก้มตา จิ้มๆๆๆๆ โดยไม่สนใจสภาพแวดล้อมว่าจะเป็นอย่างไร เขาบอกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่บริโภคมากที่สุดของเอเชีย ไอโฟนหก คงวางได้ไม่นานหมดสต๊อกแน่นอน ทำงานหนักทั้งปี สุดท้ายแอปเปิ้ลซิวค่าแรงไปจ้อยยยยยย

                      ๘) "ICT" (Information communication Technology) แปลว่า เทคโนโลยี (ทับศัพท์) การสื่สาร ด้านข้อมูลสารสนเทศ เป็นหน่วยงานที่สนองประชาชนด้านข้อมูลข่าวสารที่ทันยุค ทันสมัย เพื่อพัฒนาบุคคลากรของประเทศให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ ต้องรู้ข่าวสารไอที อินเตอร์เน็ต การใช้ การหาความรู้ ในขณะเดียว ก็ควรรู้ทวิภาวะของมันด้วยนั่นคือ ด้านลบและด้านบวกของมัน 

                      ๙) "ID" (Identity Card) คือ บัตรแสดงตัวตนของแต่ละคนหรือบัตรประจำตัวประชาชนนั่นเอง นี่คือ หลักฐานยืนยันว่ามีตัวตนจริงในสังคม แต่ก็มีไม่น้อยที่มีการแทรกบัตร ข้อมูลปลอม หรือบัตรผี หรือบัตรปลอม หรือปัญหาการขอทำบัตรจากหน่วยงานรัฐ กลับกลายเป็นการเรียกร้องขอทำบัตร จ้างทำบัตรให้ กลายเป็นช่องทางหาเงินในทางมิชอบ หรือเจ้าของบัตรเองกลับถูกซื้อเสียง ซื้อบัตรไปในเวลาเลือกตั้ง นี่หรือคือ ตัวตนของเรา เราขายตัวเองกินหรือนี่!

                      ๑๐) "I am" นี่คือ คำกล่าวที่บอกว่า ตัวเองดำรงอยู่ มีอยู่ในโลก ในสังคม ด้วยภาษาใหม่ว่า "I am  really" มองให้เป็นปรัชญา จะเห็นนัยคำนี้หลายประเด็นเช่น ๑. นี่คือ การสื่อตัวตนด้วยภาษาออกมา ว่าตัวตนมีอยู่ (Exist) ๒. เป็นการบอกเวลาในขณะนี้ ตอนนี้ว่า ตนเองเป็นอยู่ มีอยู่ (real being) ๓. บอกให้รู้ว่า ตนเองเป็นมนุษย์อยู่ (Human being) ๔. เป็นการบอกความพร้อมระหว่าง ตัวตนทางกายภาพและตัวตนทางจิตวิญญาณดำรงอยู่พร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ เรเน เดสการ์ด จึงกล่าวทำนองว่า "I am so I exist"

                       นี่คือ ภาวะที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับสังคม E และ I ที่กำลังคลั่งไคล้ ไหลไปตามกระแสนิยมของสังคม ที่เชี่ยวชุ่มไปด้วยบริโภคนิยม จนเหมือนว่า เรากำลังจะจมไปกับมัน อนึ่ง เราเองก็หมดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่กล่าวกันนักหนาว่า ตัวเองประเสริฐ เลิศล้ำกว่าสัตว์ แต่การกระทำทั้งมวล เหมือนกำลังไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของกิเลสตัวเอง เรากำลังตอบสนองตนแบบอิสระเสรี หรือว่า เราอยู่เหนือแรงปรารถนาของตนเองกันแน่ ถ้าอย่างแรกเรากำลังเป็นทาสมัน อันหลังเรากำลังอิสระจากมัน

                       ดังนั้น  เราจึงไม่พัฒนาใดๆ เลย ด้านจิตวิญญาณ แต่กำลังกลายเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ ที่ใช้ภาษากันแบบตรงไปตรงมา ตามเจตจำนงดิบๆ ของเราเอง เช่นเราโกรธ โมโห ฉุนเฉียว สบถ ก่นด่า หยาบคาย ไม่พอใจ ฯ เรากลับใช้ภาษากันแบบดิบเถื่อนเต็มไปหมดทั้งสังคมประจำวันและสังคมสื่อ ที่สะท้อนออกมาเป็นภาษานรกว่า "ไอ้ห่า อีห่า อีเ.-ี้.ย" นี่คือ สังคมไอ อี จริงๆ

---------------------------(๒๖/๘/๕๘)-----------------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

สังคมตัว E มากขึ้นทุกวัน ค่ะ ..... จนเด็กรุ่นหลังๆๆ  มีปัญหาที่ซับซ้อน .... เป็นสังคมบริโภค เกินความจำเป็น ไปแล้ว นะคะ   


ขอบคุณบันทึกดีดีนี้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

At one time I asked: why can't we educate children so that they will further educate their children and so on generation after generation? There will be no need to spend more and more on 'government' education 'systems'. 

Most parents around the world hand over their children into the hand of 'teachers' and 'social currents'. Is it because they have 'no time' to education their children (while they are working to sustain their family)? Is it because parents, too, feel inadequate after having been educated by the 'government' education system?

Is it a question to direct to our 'government' education providers or a question for ourselves as parents and guardians of our children -- our (Future) National Treasure?

(I heard on the radio "... from little things big things grow... and I thought -as a corollary-: kill the seed, stop the change and stay where we are... )

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณบันทึกที่ให้ความรู้อย่างหลากหลายนี้เป็นอย่างมากครับ...

ต้องอ่านไปพักไปกว่าจะจบ อิอิอิ...

เขียนเมื่อ 

เกือบลืมไป...เราก็เป็นอยู่..กะ..สังคมเหล่านี้..โอ้ไอ้อี..อิอิ..อ้ะะๆๆ

คำสำคัญ (Tags)

#สังคมหยาบ

หมายเลขบันทึก

575206

เขียน

26 Aug 2014 @ 15:28
()

แก้ไข

29 Aug 2014 @ 21:45
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 7, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก