การชมดอกไม้ที่ญี่ปุ่นเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิไม่ได้มีการชมดอกซากุระเท่านั้น แต่ดูเหมือนคนไทยจะนิยมการไปชมดอกซากุระ ด้วยอาจเป็นเพราะซากุระเป็นหนึ่งในดอกไม้ชนิดแรกๆที่บานรับฤดูใบไม้ผลิ แถมยังบานในช่วงที่เราได้หยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์

คนชื่นชอบดอกไม้เป็นชีวิตจิตใจอย่างผู้เขียน และชอบเที่ยวญี่ปุ่นอย่างไม่รู้เบื่อ เคยตระเวนชมซากุระไปหลายเมืองช่วง มีนาคม-เมษายน ชมจนจุใจแล้ว การเยือนญี่ปุ่นครั้งล่าสุดจึงตั้งใจไปชมดอกไม้อื่นๆบ้าง

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนรอจังหวะให้พ้นต้นเดือนช่วง สัปดาห์ทอง หรือ Golden Week ที่เป็นวันหยุดยาวของคนญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นจะออกจากเมืองใหญ่ท่องเที่ยวไปในทุกทิศ รถไฟจะแน่นมาก 

นี่เป็นฤกษ์งามยามดีจึงชวนเพื่อนอีกคน ไปกันสองสาว(รุ่นป้า)วางแผนนั่งรถไฟเที่ยว ครั้งนี้ไปมาหลายเมืองด้วยบัตรรถไฟ JRKanto Area Pass วางกรอบเฉพาะเที่ยวไปในเขตคันโต เน้นชมธรรมชาติ ชมดอกไม้ และกินอาหารญี่ปุ่นแบบเรียบง่ายที่คนญี่ปุ่นกินกันในชีวิตประจำวัน การเตรียมการและการเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้นด้วยมาตรการยกเว้นการต้องมีวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น

                                                                          

ฝันจะชมดอกไม้ชนิดที่บานกันเป็นอาณาจักร เป็นทุ่งเป็นทิว แต่ที่เป็นจุดหมายหลักคือการชมดอกวิสทีเรีย (Wisteria) ที่สวนอะชิคางะ (Ashikaga Park) เมืองอะชิคางะ จังหวัดโทชิกิ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก สมใจเป็นที่สุดเพราะวันที่ไปชม ดอกวิสทีเรียหลากสี และดอกไม้อื่นๆ ผลิบานเต็มที่ให้ตื่นตาตื่นใจ ทั้งสวยและหอมอ่อนๆสบายใจราวเดินอยู่ในสวนสวรรค์ จนอยากนำภาพและเรื่องราวมาฝากท่านผู้อ่าน

สวนอะชิคางะนี้อยู่ห่างจากโตเกียวไปราว 80 กิโลเมตร ต้องนั่งรถไฟกันสองต่อจากโตเกียว แล้วเดินเท้าอีกเล็กน้อยสัก 15 นาที ไหวนะคะ (หรือจะเลือกนั่งแท็กซี่ก็ได้ค่ะ) จะชมของดีก็ต้องออกแรงกันหน่อย สุขภาพดี บวกกำลังขาและ ร้องเท้าเดินสบาย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเที่ยวแบบนี้ค่ะ

เรานั่งรถไฟในฝันคือชิงคันเซ็น แล้วต่อรถไฟท้องถิ่น ขบวนท้องถิ่นจะเห็นคุณน้า คุณลุง-คุณป้า คุณตา-คุณยาย ส่วนใหญ่ร่วมทางสู่จุดหมายเดียวกัน


ลงรถไฟแล้วเราเลือกการเดินเพราะอากาศกำลังสบาย และเห็นคนญี่ปุ่นก็เดินกันเป็นแถว หลายคนแก่กว่าเราก็ยังเดิน

ที่สวนนี้มีที่จอดรถกว้างขวาง นักท่องเที่ยวเดินทางมาโดยรถยนต์และรถทัวร์ก็มากค่ะ ส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น เราเห็นคนต่างชาติน้อยมาก เห็นหนุ่มสาวคนไทยกลุ่มสามสี่คนแค่กลุ่มเดียว

มาถึงสวนก็ต้องเดินชมสวนค่ะ พื้นที่สวนนั้นกว้างมากถึง 20 เอเคอร์ หรือราว 50ไร่เศษ เป็นพื้นที่เชิงเขา มีที่ลาด ที่สูงให้ได้ทดสอบกำลังขา แต่เขาก็มีที่นั่งพักกระจายไปทั่วสวน และรอบๆสระน้ำซึ่งสะท้อนความงามของเหล่าดอกไม้ลงไปยังผืนน้ำ มองไปทางไหนก็งามจับตาจับใจป้าๆอย่างเราไปหมดค่ะ เรายังไปนั่งเติมพลังด้วยข้าวกล่องและเสบียงที่พกพามา ชื่นมื่นมื้อกลางวันภายใต้ร่มดอกฟูจิ กลมกลืนไปกับชาวญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ


ดอกวิสทีเรียที่ผู้เขียนเคยเห็นมาก็เป็นในแถบยุโรปและอเมริกา แต่ที่สวนนี้ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่นเอง ข้อมูลที่ได้มาเขียนว่า Japanese Wisteria คนญี่ปุ่นเรียกดอกไม้แสนสวยนี้เต็มยศว่า โนดะฟูจิ หรือเรียกสั้นๆว่า ฟูจิ

มองใกล้ๆเห็นแต่ละดอกเล็กๆเหมือนดอกถั่ว ค้นคว้าข้อมูลจึงตอบความสงสัยได้ว่าวิสทีเรียนี้เป็นพืชในตระกูลถั่ว (Pea Family)นั่นเอง

แม้ว่าเมื่อเอ่ยถึงดอกฟูจิหรือวิสทีเรีย เรามักจะเห็นภาพพวงระย้าของฟูจิสีม่วง แต่ดอกฟูจิ มีหลายสี มีชื่อเรียกตามสีดอก เช่น

Usubeni fuji (ชมพูอ่อน) มักจะบานก่อนสีอื่น ช่วงที่เราไปจึงแทบไม่เห็นโฉมเธอ

Murasaki fuji (ม่วง),





Yae kokuryu (กลีบซ้อน),




Shiro fuji (ขาว),



Kingusari (สีเหลือง) ซึ่งจะเป็นชนิดที่บานท้ายสุดปิดฤดูกาลชมดอกฟูจิ (นี่เป็นสายพันธุ์จากต่างประเทศ พบมากที่ออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์) เขาทำอุโมงค์ยาว 80 เมตร ให้เดินชมแบบลืมโลก



ลักษณะเด่นของดอกฟูจิคือมีช่อดอกทอดยาวห้อยระย้า แต่ละสายพันธุ์ก็มีความยาวช่อแตกต่างกันไป เมื่อต้องสายลมช่อดอกพร้อมใจกันแกว่งไกวอ้อยอิ่งงามยิ่งนัก

กลิ่นหอมกรุ่นกำจายให้ชื่นใจตลอดเวลาที่เดินอยู่ในสวนดอกไม้นี้ โดยเฉพาะสายพันธุ์สีม่วงกลีบซ้อนนั้นหอมกว่าชนิดอื่น จนได้ชื่อที่บ่งบอกความยิ่งใหญ่ค่ะนั่นคือ มังกรสีดำ Black Dragon



น่าทึ่งทั้งสีที่เข้ม ขนาด รูปร่างดอก มองไกลๆเหมือนพวงองุ่น และความหอมที่ประกาศตัวโดดเด่น

โนดะฟูจิต้นยักษ์ และเป็นชนิดกลีบซ้อน ต้นนี้ข้อมูลว่ามีอายุร่วมๆ145 ปี(ตั้งแต่ปี 1870) แผ่กว้างออกไปเเป็นพันตารางเมตร

แต่ละปีทางสวนเขาจะประกาศกำหนดการ เทศกาลชมดอกฟูจิอย่างเป็นทางการ ปี 2014 นี้ คือระหว่างวันที่ 19 เมษายน ถึง 18 พฤษภาคม มีเวลาชมสั้นๆแค่เดือนเดียว เขาจึงเปิดทั้งรอบกลางวันและรอบกลางคืนถึงสามทุ่ม มาชมรอบกลางคืนคงจะโรแมนติกมากเลยนะคะ ช่วงที่เราไปชมนั้นคือวันที่ 9 พฤษภาคม

ที่สวนอะชิคางะนี้ ดอกไม้ในฤดูกาลอื่นๆมีให้ชมตลอดทั้งปี เช่น เมื่อวิสทีเรียเริ่มโรยรา ก็ถึงคราของ กุหลาบ กุหลาบพันปีหรือโรโดเดนดรอน ไอริส ไฮเดรนเยีย ดอกบัวต่างๆ ในฤดูร้อน ดอกอะเมทิสในฤดูใบไม้ร่วง มีดอกแพนซีและการประดับตกแต่งสวนด้วยดวงไฟระยิบระยับเป็นรูปทรงต่างๆ ในฤดูหนาว ค่าเข้าชมจะไม่เท่ากันในแต่ละฤดูกาล

ไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งหน้า ขอชวนคนรักดอกไม้ รักธรรมชาติ ลองแวะไปสวนดอกไม้อะชิคางะกันสักครั้งเพื่อเก็บความประทับใจกลับมาคลายเครียดในชีวิตประจำวันของเราค่ะ

การเดินทาง จากโตเกียว

  • เริ่มที่สถานีTokyo นั่งรถไฟชิงคันเซ็น ไปลงสถานี Oyama ใช้เวลา 42 นาที

3440 เยน และ

  • ต่อรถไฟธรรมดา สาย JR Ryomo ลงสถานี Tomita 32 นาที 570 เยน แล้ว

เดินอีกประมาณ 15 นาที

สำหรับผุ้ที่ถือ JR Pass, JR East Pass และ JR Kanto Area Pass บัตรครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้วยรถไฟทั้งสองต่ออยู่แล้ว แนะนำว่าควรทำจองที่นั่งล่วงหน้าทุกครั้งสำหรับการใช้รถไฟชิงคันเซ็น และรถด่วนจำกัดพิเศษ โดยไม่เสียเงินเพิ่มที่แผนกตั๋วเจอาร์ซึ่งมีที่สถานีรถไฟใหญ่ๆทุกแห่ง

บันทึกหน้าจะพาไปชมทุ่งดอกไม้สีฟ้านะคะ