พรุ่งนี้ที่ไม่มีวันมาถึง..


บ่ายแก่ๆ ของเย็นวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม ปี 2556 
มีเสียงโทรศัพท์สายหนึ่งโทรเข้ามาในขณะที่ฉันกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด
ผู้หญิงในปลายสาย มีน้ำเสียงเรียบๆ ค่อยๆบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฉันฟัง

เนื่องด้วยวันนั้นเป็นวันฝนตก ลมพัดแรง ทำให้เสียงที่ฉันได้ยินจากปลายสายไม่ค่อยชัดเจนนัก
แต่ประโยคที่ฉันได้ยินชัดเจนและดังก้องที่สุดในตอนนั้น ฉันยังจำได้ดี

แม่ : ผลตรวจของแม่เมื่อเช้า หมอบอกว่า...แม่เป็นโรคร้าย

ฉัน : โรคร้าย?? คือ โรคอะไรคะ

แม่ : ก็..นั่นแหละ โรคนั้นแหละ

ฉัน : แม่เป็นอะไร? (ใจคอเริ่มไม่ดีแล้ว)

แม่ : แม่เป็นมะเร็ง เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ฉัน : ...........................................

(นิ่งไปประมาณ 1 นาที )

ฉัน : แล้วแม่อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร แม่เป็นไงบ้าง..... (คำถามต่างๆพรั่งพรูขึ้นมาในสมอง จนฉันเรียบเรียงประโยคผิดๆถูกๆ)

จนกระทั่งได้สติ จึงรีบวางสายจากแม่ แล้วโทรหาพี่ชาย และพูดเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆทีึ่เกิดขึ้น จนได้ข้อสรุปตรงกัน ว่าเราทั้งสองคนจะเดินทางกลับต่างจังหวัดเพื่อไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล

ฉันรีบเก็บข้าวของที่วางบนโต๊ะ แล้ววิ่งออกจากห้องสมุดโดยเร็ว จนลืมไปเลยว่า ข้างนอกฝนกำลังตกหนัก

ณ วินาทีนั้น ฉันไม่คิดแม้แต่จะหยิบร่มในกระเป๋ามากางกันฝน รีบวิ่งให้ไปถึงป้ายรถเมล์ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไปถึงปลายทางเร็วที่สุด

ฉันและพี่ชาย จัดเตรียมสิ่งของเพื่อกลับต่างจังหวัดด้วยเวลาอันรวดเร็ว ฉันเก็บของไปร้องไห้ไปพลาง พี่ชายก็คอยปลอบใจ และให้กำลังใจ บอกว่า "แม่ต้องไม่เป็นอะไรๆๆ" (พูดแบบนี้ซ้ำๆ)

ระหว่างการเดินทาง ฉันและพี่ชายแทบจะไม่พูดคุยอะไรกันเลย ต่างคนเหมือนกำลังนั่งคิดอะไรบางอย่างอยู่กับตัวเอง...

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

จนกระทั่ง วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม 2556 (เดินทางครบ 12 ชั่วโมงเต็ม )
ฉันและพี่ชายมาถึงโรงพยาบาล และรีบมุ่งตรงไปยังหอผู้ป่วยที่แม่นอนพักรักษาตัวอยู่

เปิดประตูห้องเข้าไป..

สิ่งแรกที่เจอ คือ แม่อยู่ในชุดรพ.สีเขียวอ่อน รีบเดินเข้ามาหาพวกเราทั้งสองคน เข้ามากอด แล้วร้องไห้

เราสามคนแม่ลูก กอดกันโดยไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงเสียงสะอื้นของผู้เป็นแม่ ที่กอดเราทั้งสองคนด้วยความคิดถึง และด้วยความเศร้าทุกข์ระทมกับความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น

หลังจากนั้น.. ฉันและพี่ชายเก็บข้าวของ และมานั่งคุยกับแม่ ดูแลแม่ (เท่าที่จะทำได้) ช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันไม่รู้เลยจริงๆ ว่าฉันต้องทำอะไรบ้าง มันดูสับสนไปหมด แต่ในใจก็ยังคิดอยู่เสมอว่า "แม่ต้องไม่เป็นอะไร"

ทุกครั้งเวลาที่ฉันนั่งคุยกับแม่ข้างๆเตียง ฉันมักจะถามแม่เสมอว่าว่า "แม่เจ็บมั้ย ปวดตรงไหนรึเปล่า"

แม่ก็มักจะตอบว่า "ปวดเหมือนๆเดิม เหมือนที่เคยปวด เมื่อยตรงนั้นตรงนี้ เพลียๆนิดหน่อย"

เป็นคำตอบที่ได้ยินบ่อยครั้ง อาการเดิมๆเหมือนที่เคยเป็น เหมือนตอนที่แม่กำลังย่างเข้าสู่วัยทองใหม่ๆ หรือตอนที่แม่พักผ่อนน้อย เนื่องจากนอนไม่หลับ 

แต่ทำไม ครั้งนี้หมอต้องให้ยา ให้เลือดตั้งเยอะตั้งแยะ แม่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

แล้วยังไงต่อล่ะ? อาการต่อจากนี้จะเป็นยังไง ต้องดูแล ต้องรักษาต่อแบบไหน ต้องนอนที่โรงพยาบาลอีกกี่วัน ฯลฯ

ฉันมีคำถามในใจมากมาย..

พี่ชายฉันหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต อ่านอาการของโรค การรักษา รวมทั้งวิธีการดูแลผู้ป่วยให้ฉันฟังอย่างละเอียดยิบ และนำไปถ่ายทอดให้แม่ฟังเกี่ยวกับโรคนี้ พร้อมทั้งบอกให้แม่คลายความกังวลว่าโรคนี้มีคนเป็นกันเยอะ คนที่เป็นแล้วหายก็มีอยู่ไม่น้อย แต่แม่ต้องเข้มแข็ง ต้องมีกำลังใจที่ดี แล้วแม่จะต่อสู้กับโรคนี้ได้

ตอนนั้น สีหน้าแม่ดูสดชื่นขึ้นอย่างชัดเจน

บรรยากาศในวันนั้นเป็นปกติดีทุกอย่าง แม่กินข้าวได้ นอนหลับพักผ่อนเป็นช่วงๆ ฉันและพี่ชายสลับกันดูแลแม่ พี่ชายพาแม่เข้าห้องน้ำบ้าง ฉันเช็ดตัวให้แม่บ้าง ช่วยกันตักข้าวให้แม่ทานบ้าง 

ช่วงเวลานั้น ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่แม่กำลังเจ็บป่วย แต่ฉันรู้สึกว่า มันก็ดีนะ เราไม่ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ตั้งนานหลายเดือน ต่างกันแค่สถานที่เท่านั้นเอง เปลี่ยนจากที่บ้านมาอยู่ที่โรงพยาบาล..

แม่ดูมีความสุข เวลาที่พวกเราสองคนนั่งใกล้ๆ และได้พูดคุยเล่าเรื่องราวต่างๆให้กัน

ในเวลากลางคืน ของวันนั้น พี่ชายชักชวนให้แม่สวดมนต์ก่อนนอน แม่พยายามปฏิเสธ บอกว่าสวดไม่ไหว เพลียๆเหนื่อยๆ

พี่ชายก็คะยั้นคะยอ จนกระทั่งแม่ยอมสวดจนจบ (นี่เป็นครั้งแรกที่เราสวดมนต์พร้อมกันสามคน) สวดเสร็จก็รีบปิดไฟ เพื่อให้แม่ได้นอนพักผ่อน ฉันกับพี่ชายตกลงกันว่าจะสลับเปลี่ยนผลัดกันดูแลแม่ ในช่วงที่พี่ชายหลับฉันจะอยู่เฝ้า ในช่วงที่ฉันหลับ พี่ชายจะอยู่เฝ้า ขณะที่ฉันนอนเฝ้าแม่ตอนกลางคืน ฉันไม่สามารถข่มตาหลับได้อย่างสนิทใจ มันเหมือนมีหลายๆอย่างที่ต้องคิด พยายามตัดใจจะไม่คิดแต่อดคิดไม่ได้ รู้สึกกังวลตลอดเวลาที่แม่นอนหลับ ยิ่งเวลาที่แม่ไอ หรือเวลาที่แม่พลิกตัวไปมา ก็ยิ่งรู้สึกกังวล สภาพที่เป็นคือการหลับๆตื่นๆตลอดทั้งคืน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เช้า วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม 2556

ฉันและพี่ชาย ตื่นขึ้นมา จัดเตรียมของต่างๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้แม่ เพื่อเตรียมรอเวลาที่หมอจะเข้ามาตรวจอาการอีกทีในช่วงสายๆ

ระหว่างที่รอหมอ มีญาติๆ และเพื่อนร่วมงานของแม่มาเยี่ยมโดยไม่ขาดสาย พอคนนี้กลับคนโน้นก็มา บางคนหุงข้าว ทำกับข้าว ใส่ปิ่นโตมาฝาก บางคนซื้อของที่แม่ชอบมาฝาก ทุกคนที่มาเยี่ยมแม่ เป็นห่วงแม่กันทุกคน แม่ก็มีสีหน้า ที่ปกติ พุดคุยหัวเราะ ร่าเริงได้เหมือนเดิม 

จนกระทั่งหมอเข้ามาตรวจช่วงสายๆ หมอบอกว่าเกร็ดเลือดแม่ต่ำทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายพลอยต่ำไปด้วย ต้องระมัดระวังให้มากๆ และหมอบอกว่างดเยี่ยม เนื่องจากคนที่มาเยี่ยมอาจนำเชื้อโรคมาให้แม่ได้ 

ขนาดตอนที่งดเยี่ยม ก็ยังมีเพื่อนๆมาโผล่หน้าตรงประตูยืนดูแม่ ถึงเข้ามาไม่ได้ แต่ขอผ่านมาเยี่ยมก็ยังดี 

ในช่วงเวลาแบบนี้ มีคนที่คอยแวะเวียนมาให้กำลังใจแม่ไม่ขาดสาย แม่โชคดีจัง :) ใครๆต่างพากันรัก เพราะแม่ใจดีกับทุกคน แม่ช่วยเหลือคนอื่นมาตลอด นี่คงเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่ง ที่เป็นความสุขระหว่างทาง ในเส้นทางของความทุกข์สินะ...

เย็นวันนั้น ก่อนที่ฉันจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เนื่องจากต้องทำธุระบางอย่าง ฉันและพี่ช่วยกันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แม่ ฉันตัดเล็บมือเล็บเท้าให้แม่ หวีผมให้แม่ ทาแป้งหอมๆให้แม่ (ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้) ก่อนเวลาเดินทางก็นั่งคุยกับแม่ใกล้ๆ สลับกันป้อนข้าวตักอาหารให้แม่กับพี่ชายสองคน 

วินาทีนั้น เป็นอีกช่วงเวลาแห่งความสุขที่เกิดขึ้น ฉันอยากหยุดเวลาไว้ตรงนั้นนานๆ อยากใช้เวลาด้วยกันสามคนแม่ลูก แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนใกล้เวลาเดินทางฉันเข้าไปกอดแม่ หอมแก้มแม่เหมือนทุกๆครั้ง แล้วบอกแม่ว่า 

"พรุ่งนี้เจอกันนะแม่"

ฉันไม่อยากจะหันหลังให้กับแม่ แล้วปล่อยให้แม่อยู่แบบนี้เลย ถ้าไม่ใช่ธุระจำเป็นจริงๆ ฉันคงไม่ไป..

นี่เป็นครั้งแรก ที่ฉันเดินทางกลับกรุงเทพ โดยไม่มีแม่ไปส่งที่บขส.เหมือนเคย ใจมันหวิวๆ แปลกๆ แต่ฉันก็พยายามฝืนใจ และบอกตัวเองว่า "ยังไงเดี๋ยวก็กลับมา ไปเดี๋ยวเดียว พี่ชายก็ยังอยู่ที่นี่ทั้งคน" 

ฉันเดินมาจนถึงประตูห้อง แล้วเดินกลับไปหาแม่อีกครั้ง และกอดแม่อีกครั้ง แล้วก็ย้ำกับแม่ว่า

"พรุ่งนี้จะกลับมานะแม่"

แม่ก็ลุกจากเตียงตามมาส่งถึงหน้าประตูห้อง

ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวออกจากห้อง จนกระทั่งก้าวขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ ฉันรู้สึกว่า ไม่อยากกลับๆๆอยู่ซ้ำๆ ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถก็พยายามฟังเพลง เพื่อจะได้หลับ แต่ก็หลับไม่ลง..

จนกระทั่งเวลาประมาณ ทุ่มเศษๆ ระหว่างที่กำลังเดินทาง พี่ชายโทรเข้ามา แล้วเล่าอาการของแม่ให้ฟัง

พี่ชายบอกว่า แม่อาการไม่ค่อยดี ดูเบลอๆยังไงแปลกๆ เหมือนไม่ค่อยมีสติด้วยซ้ำ พอพูดจบพี่ชายก็รีบวางสาย บอกว่าจะไปตามหมอมาดูอาการ

ระหว่างนั้น ฉันใจคอไม่ดีเลย คิดไปต่างๆนานา ภาวนาขอให้แม่ไม่เป็นอะไร 

หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที พี่ชายโทรมาอีกครั้ง บอกว่า ให้ฉันตีตั๋วรถกลับด่วน เพราะแม่อาการไม่ค่อยดี ความดันต่ำ เริ่มจะไม่มีสติ

ได้ยินแบบนั้นแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนโลกมืดมิดไปหมด คิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งเริ่มได้สติ หันไปมองข้างทางเพื่อหาจุดสังเกตว่าเดินทางไปถึงไหน ตอนนั้นเดินทางไปถึงอ.สวี จ.ชุมพร ซึ่งเดินทางไกลพอสมควรจากต้นทาง จึงรีบเดินไปหาพนักงานขับรถด้านหน้า เพื่อสอบถามว่า มีจุดไหนที่สามารถแวะลงระหว่างทางได้บ้าง ขอเป็นจุดที่่มีบ้านคนอาศัย หรือมีอะไรที่เด่นๆ เพื่อที่ว่าคนที่จะมารับกลับหาเจอได้สะดวก 

จุดที่จอดลง คือ สน.สวี จ.ชุมพร ข้างๆมีปั๊มน้ำมัน ตอนนั้นเวลาประมาณ 2ทุ่มเศษๆ ฉันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะมีที่ไหนที่ฉันสามารถนั่งรอได้บ้าง เพราะปกติต่างจังหวัดเวลาทุ่ม-สองทุ่มคนก็พากันปิดบ้านกันหมด ฉันจึงเดินไปที่ป้อมตำรวจข้างๆสน. เห็นมีไฟเปิดอยู่ เลยสันนิษฐานว่าน่าจะมีคนเข้าเวรอยู่แถวๆนั้น แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด แถวนั้นไม่มีใครเลยสักคน ตอนนั้นรู้สึกกลัว จึงกดโทรศัพท์
หาอาจารย์ท่านหนึ่ง (ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยที่เคยสอนฉันและพี่ชายของฉัน รวมทั้งคอยช่วยเหลือ อบรมสั่งสอนพวกเราสองพี่น้องมาโดยตลอด) อาจารย์บอกว่าให้พยายามมีสติ ลองดูว่าแถวนั้นมีจุดไหนที่ยังพอแวะพักได้บ้าง ให้ระมัดระวังดูแลตัวเองให้ดีๆ ถ้าแวะไปที่ไหน ให้โทรบอกรายงานความคืบหน้า่เป็นระยะๆ

ทันใดนั้นฉันหันไปเจอปั๊มน้ำมันเล็กๆใกล้ๆกับสน. จึงเข้าไปสอบถามเด็กปั๊มว่าที่นี่เปิดถึงกี่ทุ่ม เด็กปั๊มบอกว่า 3 ทุ่ม ปั๊มก็จะปิด 

ฉันก้มมองนาฬิกา อีก 15 นาที ก็จะสามทุ่ม จะนั่งรอที่นี่คงไม่ได้แน่ เพราะพอถึงเวลาปั๊มปิด ที่นี่คงมืดมาก ฉันจึงเดินออกจากปั๊มด้วยอาการคอตก รู้สึกผิดหวัง เดินไปน้ำตาคลอไป ชีวิตแลดูเหมือนไร้จุดหมายปลายทาง ฉันได้แต่เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ข้างทางก็มืดแสนมืด แต่ฉันก็ยังเดินไปเรื่อยๆ หวังว่าจะเจอบ้านผู้คน หรือร้านค้าอยู่ข้างหน้า

เดินไปสักพัก...

ฉันมองเห็นป้ายริมทางป้ายใหญ่ เขียนว่า "ร้าน...ข้าวต้มโต้รุ่ง" จึงรีบเดินมุ่งไปที่ร้าน หาที่นั่งที่มีคนนั่งอยู่เยอะๆ คุณป้าเจ้าของร้านเดินมาแล้วยื่นรายการอาหารมาให้ ฉันพลิกรายการอาหารไปมาอยู่หลายรอบ จนตัดสินใจเลือกอาหารได้อย่างสองอย่าง ทั้งๆที่ใจไม่คิดอยากจะกิน แต่จำเป็นต้องสั่ง ไหนๆนั่งร้านเค้าทั้งที สั่งน้ำเปล่าอย่างเดียวก็เกรงใจ

ระหว่างที่รออาหาร ฉันได้แต่นั่งร้องไห้เงียบๆอยู่คนเดียว ระหว่างนั้นญาติที่จะมารับโทรมาบอกว่ากำลังจะขับรถมาจากสุราษฎร์ฯ
(ระยะทางจากที่สุราษฎร์ถึงจุดที่ฉันอยู่ ห่างกันเกือบ 200 กิโลเมตร) 

ทุกนาทีที่รอมันช่างนานแสนนาน...

ความรู้สึกในการรอคอย ณ ตอนนั้น เป็นความรู้สึกที่เกินคำอธิบาย ตลอดเวลาที่รอ อาจารย์คอยโทรมาสอบถามตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วง ว่าแถวนั้นเปลี่ยวมั้ย มีใครอยู่บ้างมั้ย ฉันยังคงรู้สึกอุ่นใจ ที่ยังมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างเสมอ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เลวร้ายแต่ก็ยังพอมีสิ่งดีๆให้จดจำได้ในระหว่างทาง...

จนกระทั่งญาติมาถึงจุดที่ฉันนั่งรอ หลังจากที่รอมานานถึง4-5 ชัวโมง ก่อนออกจากร้าน ฉันได้แต่พูดขอบคุณคุณป้าและคุณลุงเจ้าของร้านอยู่ซ้ำๆ พวกเขาดีกับฉันมาก ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันเลยสักนิด ในระหว่างที่รอ เขาก็มานั่งคุยเป็นเพื่อน คอยถามว่าเป็นยังไง จะเดินทางไปที่ไหน แล้วทำไมถึงมาคนเดียว พอบอกว่าจะเดินทางกลับไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยหนัก เขาก็ยิ่งสงสาร และคอยปลอบใจ ตอนก่อนออกจากร้าน จะจ่ายเงินค่าอาหาร คุณป้ากับคุณลุงก็ไม่คิดค่าอาหาร (ให้ทั้งที่นั่งพักพิง ให้ทั้งอาหาร) ก่อนจะขึ้นรถก็ยังอวยพรให้ฉันกลับไปทันดูใจแม่ ซึ้งใจจริงๆ..

ระหว่างช่วงเวลาที่เดินทางกลับ มีสายเรียกเข้าจากพี่ชาย ตอนนั้นเวลาประมาณ เที่ยงคืน-ตี1 ของวันที่ 18 มีนาคม 2556 

พี่ชายบอกว่า อยากให้พุดอะไรกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย เพราะแม่อาการแย่ลงเรื่อยๆ ความดันต่ำ แต่ยังพอมีสติหายใจได้อยู่

ฉันเลยรีบคว้าโอกาสนั้น รวบรวมสติ ไม่ฟูมฟาย แล้วพูดทุกอย่างที่ต้องการพูด..

ฉันเรียก แม่ เบาๆ แล้วบอกว่า "แม่ ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะ ถ้าแม่เหนื่อยแม่ก็พักเถอะ หนูอยู่ดูแลตัวเองได้ อะไรที่หนูล่วงเกินแม่ไป แม่อโหสิให้หนูด้วยนะ รักแม่นะคะ"

หลังจากพูดจบ ฉันร้องไห้อย่างหนัก ไม่คิดว่าช่วงเวลาในการจากลาจะสั้นถึงเพียงนี้ ไม่คิดว่า "เมื่อวาน" คือ ช่วงเวลาสุดท้ายของการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน และไม่คิดเลยว่า "พรุ่งนี้" เราจะไม่ได้เจอกันอีก

รักและระลึกถึงเสมอแม่ผู้เป็นที่รัก..

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทเรียน เก็บสุขกลางทุกข์

1. การทำปัจจุบันขณะให้ดีที่สุดต่อตนเอง และต่อคนรอบข้าง คือสิ่งที่สำคัญ เราไม่มีวันรู้เลยว่า จะมี "พรุ่งนี้" เกิดขึ้นได้อีกกี่ครั้ง

2. ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ เรามักจะได้เห็นถึงน้ำใจที่คนรอบข้างมอบให้เสมอๆ ทำให้เราเห็นได้ว่า เราไม่ได้เผชิญกับโชคชะตาเหล่านั้นแต่เพียงคนเดียว ช่วงเวลาในการข้ามผ่านความทุกข์ยาก มีหลายคนที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ

3. เวลา ไม่เคยรอใคร ทำทุกวันให้มีความสุข พรุ่งนี้หรือชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรมาก่อน มาหลัง (พระไพศาล วิสาโล เคยกล่าวไว้)

4. ทุกช่วงเวลาแห่งความทุกข์ มีความสุขได้เสมอ และทุกช่วงเวลาแห่งความสุข ก็มีความทุกข์เกิดขึ้นได้เสมอเช่นกัน เพราะฉะนั้นจงเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับความทุกข์และความสุขที่จะเกิดขึ้น

คำสำคัญ (Tags): #Pal2Know
หมายเลขบันทึก: 569086เขียนเมื่อ 25 พฤษภาคม 2014 16:01 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 พฤษภาคม 2014 20:08 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (7)

ขอบคุณมากครับ ขอนำไปรวบรวมไว้ ที่นี่ 

เป็นบันทึกเก็บสุขกลางทุกข์จริงๆ

ช่วงเวลานั้น ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่แม่กำลังเจ็บป่วย แต่ฉันรู้สึกว่า มันก็ดีนะ เราไม่ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ตั้งนานหลายเดือน ต่างกันแค่สถานที่เท่านั้นเอง เปลี่ยนจากที่บ้านมาอยู่ที่โรงพยาบาล..


ในช่วงเวลาแบบนี้ มีคนที่คอยแวะเวียนมาให้กำลังใจแม่ไม่ขาดสาย แม่โชคดีจัง :) ใครๆต่างพากันรัก เพราะแม่ใจดีกับทุกคน แม่ช่วยเหลือคนอื่นมาตลอด นี่คงเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่ง ที่เป็นความสุขระหว่างทาง ในเส้นทางของความทุกข์สินะ...


วินาทีนั้น เป็นอีกช่วงเวลาแห่งความสุขที่เกิดขึ้น ฉันอยากหยุดเวลาไว้ตรงนั้นนานๆ อยากใช้เวลาด้วยกันสามคนแม่ลูก แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนใกล้เวลาเดินทางฉันเข้าไปกอดแม่ หอมแก้มแม่เหมือนทุกๆครั้ง แล้วบอกแม่ว่า "พรุ่งนี้เจอกันนะแม่"

ขอขอบคุณสำหรับบทเรียนที่มีคุณค่า ที่สรุปไว้ด้วยครับ

มีคำถามเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันนะครับ คืออยากให้วิเคราะห์ตัวเองครับว่า เพราะเหตุใตเราจึงสามารถมองเห็นสุขกลางทุกข์เช่นนี้ได้ ในขณะที่หลายคนอาจมองข้างไป คือ จมอยู่แต่ความทุกข์เท่านั้น

ประเด็นที่เป็นปัจจัยสำคัญ สำหรับบันทึกที่ผ่านมาของท่านอื่นๆ เช่น

- เพราะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แล้วได้ทำจนสำเร็จ

- เพราะเข้าใจในธรรม ธรรมชาติ

ขอตอบคำถามนะคะ

"เหตุใดเราจึงสามารถมองเห็นสุขกลางทุกข์เช่นนี้ได้ ในขณะที่หลายคนอาจมองข้างไป คือ จมอยู่แต่ความทุกข์เท่านั้น"

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดค่ะ ไม่ใช่แค่ความสูญเสีย แต่มีทั้งความทุกข์ที่มาพร้อมกับความสุข หลังจากที่เหตุการณ์ผ่านไป ได้มีโอกาสกลับมานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น กับสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าเราเข้มแข็งและแกร่งพอที่จะเผชิญกับอุปสรรคต่างๆในเรื่องอื่นๆได้ เหมือนเป็บบททดสอบครั้งใหญ่ และด่านที่โหดที่สุด 

ความสูญเสียยังสอนให้รู้คุณค่าในการมีอยู่ และมีกำลังใจในการทำในสิ่งที่มีคุณค่า ทั้งต่อตัวเองและต่อคนอื่นค่ะ

เกินบรรยายจริงๆค่ะ ขอบคุณพื้นที่ และหัวข้อดีๆที่ทำให้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนค่ะ

ถ้าจะถอดบทเรียนว่า 

เป็นเพราะ การมองว่าความทุกข์เป็นบททดสอบ เป็นโอกาสพัฒนาตนเอง พอจะได้มั้ยครับ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี