ลูกร้องไห้...เมื่อไปโรงเรียน

สวัสดีค่าเพื่อนพ้องน้องพี่ที่รักทั้งหลาย หายๆๆๆๆไปนานๆๆๆๆ เนื่องจากติดภาระกิจมากมายเพราะลูกชายปิดเทอม แต่มีแอบ ๆ เข้ามาอ่าน ๆ ข้อมูลบ้าง ตอนนี้ลูกเปิดเทอมแล้วค่า เปิดมาตั้งแต่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังวุ่น ๆ ยุ่ง ๆ อยู่ อยากบอกว่ารู้สึกดีใจและชื่นชมที่ปัจจุบันนี้มีพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญหลายท่าน ที่สละเวลาที่มีค่ามาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ของตัวเอง

ตอนแรกก็ยังไม่มีเรื่องราวอะไรที่สะกิดสะดุดใจอยากจะมาแบ่งปันกัน จนเมื่อวานเย็น มีประเด็นจากเพื่อนของลูกชายคนหนึ่ง จุดประกายหัวข้อนี้ขึ้นมา เรื่องนี้ก็คงเป็นประเด็นเก่า ๆ แต่ก็อยากจะแบ่งปัน เพราะรู้สึกว่ามันทนไม่ไหว ด้วยอาจจะอ่านจากโพสต์ต่าง ๆ ของเหล่ากัลยาณมิตรทั้งหลาย ยังมีพ่อแม่อีกหลายท่านที่ยังไม่พ้นจากทุกข์จากหัวข้อวันนี้ เมื่อพ่อแม่มีความทุกข์ ความทุกข์ของเราจะถ่ายทอดไปสู่ลูกเราได้อย่างง่ายดาย ถึงเราไม่ได้บอก แต่มันมีบางอย่างที่สื่อสารไปถึงใจเขาได้

กลับมาที่ลูกชายแม่ดาวนิดนึงเนาะ ตอนนี้เขาขึ้นประถม 2 แล้ว เปิดเทอมใหม่ ครูประจำชั้นคนใหม่ ห้องเรียนใหม่ เพื่อนเก่า แต่เขาก็ยังร้องไห้แบบเดิมฮ่าๆๆๆ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วแม่ดาวยิ้มได้ เพราะใช้ความเข้าใจ ก็เป็นแม่เขามาจะครบ 7 ปี เดือนหน้านี้แล้ว นิสัยใจคอเขา เราก็แทบจะรู้ทันไปหมด เป็นปกติที่เปิดเทอมใหม่เขาจะร้องไห้ ลูกแม่ดาวเป็นเด็กที่ปรับตัวได้ยากพอสมควร กังวลกับครูใหม่ ห้องเรียนใหม่ เนื้อหาการเรียนใหม่ ๆ ถึงเพื่อนจะเดิม ๆ แต่เขาไม่ได้เจอเพื่อนนานมากเกือบ 3 เดือน ก็เหมือนต้องมาปรับตัวปรับใจกันใหม่อีกที และเขากลัวการพรากจากแม่มาก ลูกติดแม่ ยิ่งช่วงปิดเทอม แม่เป็นทุกอย่างของเขา ถึงจะมีการพาไปเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ ทำกิจกรรมนอกบ้าน ฯลฯ โดยส่วนตัวแม่ดาวคิดว่า นิสัยบางอย่างของลูกเพียงแต่เรายอมรับเขาได้ เข้าใจ และเรียนรู้ ค่อย ๆ ช่วยเขา ค่อย ๆ ปรับไปเรื่อย ๆ เราและลูกจะผ่านไปได้ด้วยดี อาจมีเสียงต่าง ๆ จากรอบ ๆ ตัว เช่น ป.2 แล้วยังร้องไห้อีกเหรอ แม่ใจดีเกินไปทำให้ลูกอยากอยู่บ้านไม่อยากไปโรงเรียน ฯลฯ เสียงต่าง ๆ เหล่านี้ สำหรับแม่ดาวแล้ว ถือว่า เป็นเสียงแห่งความห่วงใยลูกของเรา ฟังแล้วไม่ขุ่นไม่เคือง ยิ้มได้จากใจ และเสียงเหล่านี้หากย้อนกลับไปเมื่อปีก่อนๆๆ มันเป็นเสียงที่ทำให้ใจเจ็บ น้ำตาไหลได้เลยทีเดียว ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับการตีความของตัวเราเอง หากเราวางใจเป็น ก็จะเห็นความสุขจริงไหมค่ะ

ตอนแรกเรื่องการร้องไห้เมื่อลูกอยู่ ป.2 แม่ดาวก็ว่างั้น ๆ ธรรมดา ปกติ แต่พอมาเจอเพื่อนลูกคนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นเด็กที่ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมผู้คนได้ง่าย ๆ เป็นเด็กร่าเริง คุยเก่ง มนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ ผู้ปกครองคนอื่น ๆ หากมารับลูกเองคิดว่าก็ต้องรู้จักเขาแน่ ๆ เจอเขาทีไรแม่ดาวก็ยิ้มได้ทุกครั้ง เมื่อวานเย็นแม่ดาวไปรับลูกชาย เขาก็เดินลงจากชั้นเรียนมาด้วยกัน เพื่อนลูกนั้นกลับรถตู้โรงเรียนโดยปกติ เขาชวน “มีศีล” (น้องดีโด้เปลี่ยนชื่อใหม่ค่ะ) ไปดูรถตู้โรงเรียนด้วยกันว่าใกล้จะมารับหรือยัง แม่ดาวก็เดินตามไปด้วย จากนั้นก็ชวนกันเล่นที่สนาม วินวิน(นามสมมุติชื่อเพื่อน) เล่นไปสักพักก็เดินมาถามว่า “ตอนนี้กี่โมงแล้ว” แม่ดาวก็ตอบไป แรก ๆ ก็ยังไม่ได้คิดอะไร จนเห็นเขาถามบ่อย และมีท่าทางไม่ค่อยร่าเริงเหมือนปกติ ก็เลยถามเขาว่า

แม่ดาว วินวินคงอยากกลับบ้านเร็ว ๆ ใช่ไหมครับเนี้ย

วินวิน ครับ (ทำเสียงเศร้าๆ)

แม่ดาว รถมารับกี่โมงครับ

วินวิน สามโมงห้าสิบครับ แล้วตอนนี้กี่โมงแล้วครับ

แม่ดาว ตอนนี้ยังไม่สามโมงเลยครับ (หยิบเอามือถือชี้ไปที่เวลาและสอนให้ดูเวลา และ บอกว่าเหลืออีกกี่นาที ถึงเลขไหนถึงจะถึงเวลาที่รถมารับ)

จากนั้นเขาก็กลับไปวิ่งเล่นด้วยกันต่อสักพัก ก็เดินไปอยู่นิ่ง ๆ คนเดียว แม่ดาวเองก็คอยดูเขาตลอดเวลา จึงเดินเข้าไปหา

แม่ดาว วินวิน ไม่อยากเล่นแล้วใช่ไหมครับ คงอยากจะกลับบ้านแล้วเนาะ

วินวิน ครับ ขึ้นป.2 แล้วไม่ดีเลย รถตู้จะมารับช้ากว่าเดิม ยิ่งโตขึ้นมาก รถก็ยิ่งมารับช้ามากขึ้น (พูดไปก็ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็ดูเหมือนเขาจะอดทนไม่อยากร้องไห้ให้ใครเห็น)

แม่ดาว เอ....แล้วอยากกลับบ้าน เพราะคิดถึงใคร หรืออยากจะรีบกลับไปทำอะไรครับ

วินวิน (นิ่งไปสักพัก แล้วก็ร้องไห้) ผมคิดถึงแม่ นี่ถ้าแม่ผมมารับเหมือนคุณแม่ (หมายถึงแม่ดาว) ผมจะไม่วิ่งเล่นที่สนามเลย ผมจะรีบกลับบ้านไปกับแม่ ผมคิดถึงแม่ ผมอยากให้แม่มารับกลับบ้าน

บอกตามตรงแม่ดาวรู้สึกประหลาดใจในแวบแรก เพราะสิ่งที่เรารู้สึกเขาเป็นเด็กที่ไม่น่าจะร้องไห้เพราะคิดถึงแม่ อาจเพราะเรารู้จักเขาในแบบที่เรารู้สึกและคิดไปเอง สำหรับผุ้ใหญ่บางคนอาจคิดว่าเรื่องเล็กน้อย คงจะดีหากมีใครสักคนที่รับฟังเขาอย่างจริงใจ และเข้าใจเขาอย่างจริง ๆ มันเป็นความคิดแวบต่อมา แม่ดาวหยิบมือถือและดูเวลาให้เขา และชวนให้เขาดู ว่าตอนนั้นเหลือเวลาอีกมากน้อยแค่ไหน จากนั้นก็แค่นั่งรับฟังความรู้สึกของเขา ให้เขาปลดปล่อย และตั้งใจว่าจะเบี่ยงเบนความสนใจเมื่อเขาผ่อนคลายกว่านี้

วินวิน ผมอยากกลับบ้าน ผมอยากหาแม่ ผมคิดถึงแม่ (พูดไปก็น้ำตาไหลไป เขาไม่ได้ไห้แง ๆ แต่ร้องแบบลูกผู้ชายทั่วไปที่ผู้ใหญ่สอนให้อดทน อย่าร้องไห้ แต่มันไม่ไหวนี่เนาะ)

แม่ดาว วินวิน อยากให้แม่มารับไม่อยากกลับรถตู้โรงเรียนเนาะ

วินวิน ครับ บ้านผมอยู่ใกล้นิดเดียว อยู่ตรง........(ซึ่งไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก) แต่แม่กับพ่อของผมต้องทำงานหาเงินมาให้ผมพี่แล้วก็ยาย ผมเลยต้องกลับรถตู้ ยายผมไม่ได้ทำงาน แต่ทำงานบ้านอย่างเดียว แต่ก็ก็ไม่อยากให้ยายทำงาน ผมรักยายมาก ผมไม่อยากเห็นยายเหนื่อย ผมบอกยายหลายครั้งแล้วว่าไม่ต้องทำ ผมกลับไปจะทำงานบ้านแทนยายเอง (พูดไปก็ร้องไห้ไป)

ฟังคำพูดเหล่านี้ ทำให้แม่ดาวยิ่งรักเด็กคนนี้มากขึ้น ซึ่งปกติก็เอ็นดูเขามากเป็นทุนเดิม จากคำพูดของเขา เขารู้เหตุผลว่าเพราะอะไรพ่อแม่ถึงมารับเขาไม่ได้ ถึงเข้าใจ แต่ก็อยากให้พ่อแม่มารับอยู่ดี เห็นไหมค่ะ เด็กตัวเล็กนิดเดียว แต่หัวใจเขาก็ใหญ่มากนะคะ เขาต้องอดทน เก็บความรู้สึกทุกข์ของตัวเองเอาไว้

แม่ดาว วินวินเป็นเด็กกตัญญูมากเลยนะครับ รู้ว่าพ่อแม่ต้องเหนื่อยทำงานหนัก ยอมขึ้นรถตู้ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่อยากจะขึ้นรถตู้ กับคุณยายก็ช่วยคุณยายทำงานบ้านอีก เป็นเด็กดีจริง ๆ

วินวิน แต่ผมร้องไห้ตอนเช้าทุกเช้าเลย ก่อนจะขึ้นรถตู้ (คงรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอกับคำชม และเขาไม่ร้องไห้แล้วค่า)

แม่ดาว เหรอครับ แต่พอมาถึงโรงเรียนแล้วก็ไม่ร้องแล้วใช่ไหม

วินวิน ครับ ไม่ร้องแล้ว

แม่ดาว แบบนี้แม่ดาวว่า วินวินเป็นเด็กที่มีความอดทน และเป็นเด็กดีแล้วครับ ร้องไห้ เด็กที่คิดถึงแม่ ก็ร้องไห้ได้ไม่แปลก ดูอย่างมีศีลซิ ร้องไห้ทุกเช้าเลย ไม่อยากจากแม่ และคิดถึงแม่เหมือนกันเวลาที่มาโรงเรียน มีศีลเองก็อดทนมาก ถึงจะร้องไห้แต่พอแม่จากไปสักพักก็จะไม่ร้องแล้ว เรียนได้ตามปกติ จริงไหมครับลูก (หันไปถามลูกตัวเอง)

จากนั้นเราก็คุยกันเรื่องทั่วไป ได้รู้เรื่องมากมายในชั้นเรียนจากน้องวินวิน บางเรื่องลูกแม่ดาวก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง ก็ได้รู้จากเพื่อนเขานี่แหละ บรรยากาศทุกอย่างเป็นปกติ วินวินคงสบายใจมากขึ้น แม่ดาวรอส่งเขาจนขึ้นรถตู้โรงเรียน ก่อนจะจากกัน เขาหันมาถามแม่ดาวว่า “พรุ่งนี้คุณแม่จะมารับอีกไหม” แม่ดาวรู้ว่าเขารู้สึกสบายใจที่ได้อยุ่กับเรา แต่คงไม่ใช่ทุกวันที่จะมารับเอง จึงบอกเขาว่า “พรุ่งนี้แม่ดาวมารับครับ” ก็เขาถามถึงพรุ่งนี้นี่เนาะ อันที่จริงเขาก็ทราบว่าบางครั้งก็จะมีสลับให้สามีแม่ดาวไปรับลูกบ้าง ก็ปกติของคนทั่วไปอยู่กับใครสบายใจ รู้สึกปลอดภัยก็จะอยากอยู่ด้วยจริงไหมค่ะ

ที่แบ่งปันมาทั้งหมดนี้ จุดประสงค์ที่ต้องการจะสื่อสาร คือ อยากให้ผู้ใหญ่ ผู้ปกครองเข้าใจถึงความรู้สึกของเด็ก ๆ บ้าง หลายครั้งเราก็มองว่าการร้องไห้ เป็นปัญหาของเราเหลือเกิน บางท่านอาจมีรำคาญ ร้องอยู่นั่น ลูกคนอื่นไม่เห็นจะร้องไห้ บางรายก็อายที่ลูกตัวเองร้องไห้ รู้สึกผิดที่เลี้ยงมาไม่ดี ฯลฯ หากการร้องไห้ของเขา หากเราเข้าใจและพร้อมจะรับฟัง ค่อย ๆ คิดหาประโยคเปิดใจลูกทีละนิด ก็จะเข้าใจว่า เขาร้องไห้เพราะอะไร และจากประสบการณ์ พอเขาได้ระบายความรู้สึกที่เขามี เขาจะสบายใจขึ้น แต่อาจไม่ได้หมายถึงเขาจะไม่ร้องไห้อีก แต่เขาจะเรียนรู้ว่ามีผุ้ใหญ่ใจดีอยู่ข้าง ๆ เขาเสมอ เขาจะรู้สึกมั่นคง รู้สึกปลอดภัย คลายความกังวลไปได้บ้าง

***ประโยคที่อาจได้ยินเวลาเด็กร้องไห้ไปโรงเรียน และเป็นประโยคที่ปฏิเสธความรู้สึกเด็ก ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น และอาจจะแย่กว่าเก่าด้วยซ้ำสำหรับเด็กบางคน

-ไม่ต้องร้องไห้นะคะ ตอนเย็นเดี๋ยวแม่ก็มารับ

ไม่เพียงแค่ปฏิเสธความรู้สึกเด็ก เด็กไม่เข้าใจว่า “เดี๋ยว” ที่คุณแม่ว่ามันนานแค่ไหน ส่วนตัวใช้การบอกไปเลยว่าเข็มสั้นถึงเลขไหน เข็มยาวถึงเลขไหนแม่จะมารับ พาไปชี้ที่นาฬิกาของโรงเรียนส่วนมาจะมีและใหญ่มาก

-ไม่อายน้องอ.1 บ้างหรือไง นั่นเห็นไหมค่ะ น้องคนนั้นเด็กกว่าหนูตั้งเยอะยังไม่เห็นจะร้องไห้เลย

เราอาจคิดว่าการพูดแบบนี้จะช่วยให้เขาดีขึ้น อยากช่วย แต่แบบนี้คิดว่าไม่ช่วยนะคะ อาจให้ตัวเด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ทำให้เขารู้สึกต่อตัวเองไม่ดี

ยังมีอีกมากมายหลายประโยคแต่ขอยกตัวอย่างแค่นี้นะคะ

แม่ดาวเข้าใจความทุกข์ของพ่อแม่เมื่อส่งลูกมาโรงเรียน ยิ่งหากเป็นการเข้าเรียนในครั้งแรกของลูก เราจะมีความห่วงและความอยากสารพัด เช่น ห่วงว่าลูกจะทานอาหารที่โรงเรียนได้ไหม ลูกจะเข้าห้องน้ำได้หรือเปล่า เพื่อนจะเป็นอย่างไร อยากให้ได้ครูดี ๆ ที่มีความเข้าใจเด็กมาสอนลูกเรา อยากให้โรงเรียนมีสุขอนามัยที่ดี ฯลฯ สารพัดจะคิด จะฟุ้ง จะดีกว่ามากจากประสบการณ์(อีกล่ะ) หากเราทำใจยอมรับกับการตัดสินใจของตัวเอง หรือลูกที่จะเข้าเรียน ณ โรงเรียนนั้น ไม่ต้องคาดหวังอะไร แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยไป เห็นอะไรที่ไม่ดี ผิดปกติมาก ๆ ส่วนตัวก็มีเข้าไปพูดคุยค่ะ ทั้งนี้เราต้องไม่ด่วนตัดสินพิพากษาอะไร ค่อย ๆ ดู ค่อย ๆ คิดพิจารณา หลายครั้งเราก็เอาความรู้สึกของตัวเราเองไปตัดสิน มาตรฐานของคนเราก็ต่างกัน บางคนบอกว่าโรงเรียนนี้เรียนหนักไป บางคนก็บอกว่าไม่เห็นจะได้สอนอะไรเท่าไหร่ ลูกไม่เห็นได้ความรู้อะไร ทั้ง ๆ ที่ก็โรงเรียนเดียวกัน การมองโลกให้เห็นตามความเป็นจริงเป็นสิ่งที่จะช่วยเราได้เยอะ ส่วนตัวแม่ดาวก็ว่ายากนะคะ การมองโลกให้เห็นตามความเป็นจริงเนี้ย เรียกว่าตัวเองก็ต้องฝึกใจตัวเอง ฝึกมองโลกใหม่ ทุกวันนี้ก็ยังต้องฝึกๆๆๆ และฝึกฝนตนเองต่อไป สำหรับวันนี้ขอตัวไปแล้วจ้า อู้งานบ้านมาแบ่งปันนะเนี้ยฮ่าๆๆๆๆๆๆ

***หลัง ๆ อาจจะแบ่งปันไม่บ่อยนัก เพราะความรู้ที่รู้มาก็แบ่งปันกันไปหมดไส้หมดพุงแล้ว เหลือแต่ประสบการณ์รายวัน และหากมีความรู้ใหม่ ๆ หรือมีเรื่องอะไรเด็ด ๆ จะกลับมาแบ่งปันกันอีกนะคะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เลี้ยงลูกแบบแนวคิดบวก



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

...ชื่นชม และประทับใจแม่ดาวมากๆ...ที่สามารถแชร์ความรู้สึกที่น่ารัก และเข้าใจ น้องวินวิน นะคะ...