คำสาปแช่งที่ปรากฏในลิลิตโองการแช่งน้ำ

วาทิน ศานติ์ สันติ ๓ มีนาคม ๒๕๕๗

ลิลิตโอการแช่งน้ำ

ลิลิตโองการแช่งน้ำ หรือ ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า เป็นวรรณคดีเก่าแก่มากที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย (จิตร ภูมิศักดิ์. ๒๕๒๔ : ๗) มีความสำคัญทั้งด้านวรรณคดี นิรุกติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และสังคมของไทย โดยเฉพาะสังคมไทยที่มีรูปแบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช พิธีถือน้ำสาบานเกิดขึ้นพร้อมกับสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี พ.ศ. ๑๙๘๓ โดยเอ่ยพระนาม “สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศรราชาธิราช” มีชื่อเรียกหลายชื่อเช่น โองการแช่งน้ำพระพัทธ์ (การสาปแช่งน้ำสาบาน ผูกมัด) พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (น้ำแห่งความสัตย์อันรุ่งเรือง) พิธีศรีสัจจปานกาล (จิตร ภูมิศักดิ์. ๒๕๒๔ : ๒ – ๖)

จิต ภูมิศักดิ์ (๒๕๒๔ : ๒ – ๖)อ้างถึงที่มาของพิธีดื่มน้ำสาบานว่ามาจาก จารึกกรอบประตูปราสาทพิมานอากาศ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ กล่าวถึงข้าราชการ “พระตำรวจ” ถวายคำสาบานต่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ปรากฏคำว่า “กัดไดถวายอายุ” แปลว่า เชือดแขนถวายชีวิต กระทำในเดือน ๑๐ ตรงกับไทย ปรากฏคกว่า “พระพัทธประติชญา” แปลว่าสาบาน คำว่า “วทฺธ” ในจารึกเขาพนมรุ้ง ๒ แปลว่า สาบาน คำว่า “สัจจปาน” คือ “สัตยปาน แปลว่า สาบาน

ลิลิตโองการแช่งน้ำ อ่านในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือพิธีศรีสัจปานกาล ซึ่งกระทำตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอู่ทองสืบต่อกันมาจนเลิกไป เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบประชาธิปไตย ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยมีเรื่องย่อ คือ เริ่มต้นด้วยร่ายดั้นโบราณ ๓ บท สรรเสริญพระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหมตามลำดับ ต่อจากนั้นบรรยายด้วยโคลงห้า และร่ายดั้นโบราณสลับกัน กล่าวถึงไฟไหม้โลกเมื่อสิ้นกัลป์แล้วพระพรหมสร้างโลกใหม่ เกิดมนุษย์ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ การกำหนดวัน เดือน ปี และการเริ่มพระราชาธิบดีในหมู่คน แล้ว อัญเชิญพระกรรมบดีปู่เจ้ามาร่วมเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ตอนต่อไปเป็นการอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรืองอำนาจอันมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยดา อสูร ภูตปีศาจ ตลอดจนสัตว์มีเขี้ยวเล็บเป็นพยาน ลงโทษผู้คิดคดกบฏต่อพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนผู้ซื่อตรงภักดี ขอให้มีความสุขและลาภยศ ตอนจบเป็นร่ายยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน

ลักษณะคำประพันธ์

โคลง และร่าย สลับกันเป็นช่วงๆ

ร่าย เช่น “โอมสิทธิสรวงศรแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเป็นแท่น แกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน บินเอาครุฑมาขี่ สี่มือถือสังข์จักร คทาธรณีกีรุอวตาร อสุรแลงลาญทัก ททัคนีจรนาย” (จิตร ภูมิศักดิ์.๒๕๒๔ : ๓๘๓)

โคลงเช่น

“นานา อเนกน้าว เดิมกัลป์

จักร่ำ จักราพาฬ เมื่อไหม้

กล่าวถึง ตระวันเจ็ด อันพลุ่ง

น้ำแล้งไข้ ขอดหายฯ (จิตร ภูมิศักดิ์.๒๕๒๔ : ๓๘๔)

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ บทที่ใช้พระราชพิธีถือน้ำมีบทร้อยกลองเพิ่มเข้ามาดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกระทำสัตยาธิฐานสบถสาบานถวายแต่พระเจ้าอยู่หัวจำเพาะพระพักตร์ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า ด้วยข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำราชกาลฉลองพระเดชพระคุณโดยสัจสุจริต ซื่อตรง แต่ความสัจจริง มิได้กบฏประทุษร้าย มิได้เอาน้ำใจไปแผ่เผื่อไว้แก่ไท้ต่างด้าวท้าวต่างแดน เพื่อจะให้กระทำประทุษร้ายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ถ้ามีการศึกยกมากระทำแก่พระนครก็ดี พระพุทธเจ้าอยู่หัวจะใช้ข้าพระพุทธเจ้าไปกระทำสงครามแห่งใด ตำบลใดก็ดี ถ้าข้าพระพุทธเจ้าเกรงกลัวข้าศึกมากกว่าเจ้า ไม่ทำการเอาชัยชนะข้าศึกได้ ขอให้เทพยเจ้าอันรักษาโลกในมงคลจักรวาฬ หมื่นโกฎิจักรวาฬแสนโกฏิจักรวาฬ มาเข้าดลพระทัยพระเจ้าอยู่หัว ให้ตัดหัวผ่าอกข้าพระพุทธเจ้า แต่ในปัจจุบันขณะเดียวนี้เถิด อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าเห็นแก่จักษุได้ฟังแก่โสต รู้ว่าผู้อื่นคิดกบฏประทุษร้ายด้วยความทุจริตผิดด้วยพระราชบัญญัติ แล้วนำเอาเนื้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทราบ ถ้าข้าพระพุทธเจ้ามิได้ ตั้งอยู่ในความสัจสาบานดุจกล่าวมานี้ ขอจงภูมิเทวดา อารักษเทวดา อากาศเทวดา รุกขเทวดา ท้าวจตุโลกบาล ท้าวอัฐโลกบาล ท้าวทัศโลกบาลอันมีฤทธิ์สิทธิศักดิ์ลงสังหารผลาญชีวิต ฯ ข้า ฯ ให้ฉินทภินทะพินาศ ด้วยอุปะปีฬก, อุปเฉทคกรรมุปะฆาฏด้วยอัสนีบาตรสายฟ้าฟาด ราชสัตถาวุธดาบ องครักษ์จักรนารายณ์ กระบือเสี่ยว ช้างแทง เสือสัตว์อันร้ายในน้ำในบก จงพิฆาฏอย่าให้ปราศจากปัญจวีสติมหาภัย ๒๕ ประการ และทวดึงส์ กรรมกรณ์ ๓๒ ประการ ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารับพระราชทานน้ำพิพัฒน์สัจจาธิษฐานนี้แล้ว จงบันดาลให้เกิดฝีพิษ ฝีกาลอติสารชราพาธ ฉันนะวุติโรคร้าย ๙๖ ประการ ให้อกาลมรณภาพตายด้วยความทุกข์เวทนาลำบากให้ประจักษ์แก่ตาโลกใน ๓ วัน ๗ วัน แล้วจงไปบังเกิดในมหานรกหมกไหม้อยู่สิ้นแสนกัลป์อนันตชาติ ครั้งสิ้นกรรมจากที่นั้นแล้ว แล้วจงไปบังเกิดในภพใด ๆ อย่าให้ข้าพระพุทธเจ้าพบพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า ซึ่งจะมาโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าได้เลย ถ้าข้าพระพุทธเจ้าตั้งในกตัญญูกตเวที ความสัจสุจริตโดยบรรยายกล่าวมาแต่หนหลัง ขอจงภูมิเทวดา อารักษเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา ท้าวจัตุโลกบาล ท้าวอัฐโลกบาล ท้าวทัศโลกบาล เทวดาผู้มีฤทธิ์สิทธิศักดิ์ จงช่วยอภิบาลข้าพระพุทธเจ้าให้เจริยศรีสวัสดิ์โดยบรรยายอันกล่าวมานั้นจงทุกประการ ข้าพระพุทธเจ้ารับพระราชทานน้ำพิพัฒสัจจาธิษฐานแล้ว จงให้ข้าพระพุทธเจ้าบังเกิดสุขสวัสดิภาพพ้นจากฉันนะวุฒิโรค ๙๖ ประการ เจริญอายุวรรณะสุขพละ ให้ถึงแก่อายุบริเฉทกำหนดด้วยสุขเวทนา ดุจนอนหลับแล้ว และตื่นขึ้นในดุสิตพิมาน เสวยทิพยสุไขสวรรย์สิ้นแสนกัลป์อนันตชาติครั้นข้าพระพุทธเจ้าจากสวรรค์เทวโลกแล้ว ลงมาในมนุษย์โลกจงได้พบพระพุทธเจ้าพระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า แล้วเสร็จแก่พุทธภูมิ อรหัตภูมิ พ้นจากสารทุกข์ด้วยความสัจสุจริตกตัญญูนั้นเถิด” (ดูใน เบญจมาศ พลอินทร์, ๒๔๒๓ : ๒๓)

กล่าวโดยสรุป วรรณกรรมไตรภูมิพระร่วงและลิลิตโองการแช่งน้ำ มีอิทธิต่อความเชื่อของคนไทยในด้านการแสดงผลร้ายอันเกิดจาการกระทำที่ไม่ดี ยิ่งเป็นการสาปแช่งด้วยแล้วยิ่งแกรงกลัวผลนั้น จึงกล่าวได้ว่า งานวรรณกรรมทั้งสองเป็นเครื่องมือหนึ่งในการควบคุมสังคมได้อย่างเห็นผล

พระราชพิธีสิบสองเดือน

พระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นเทพเจ้าหรือเป็นเทวราช ถือว่าพระมหากษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าในโลกมนุษย์ แนวคิดเทวราชาปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในสมัยอยุธยา พิธีกรรมต่าง ๆ ที่พราหมณ์ทำถวายเทพเจ้าเพื่อยกย่องอำนาจกษัตริย์ รวมถึงเพื่ออำนายอวยชัยให้แก่ประชาชนบ้านเมืองที่กระทำเป็นประจำนั้น จึงเกิดเป็นพระราชพิธีประจำราชสำนักไป

พิธีกรรมในพระราชประเพณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระราชพิธีขึ้นพระอู่ พระราชพิธีโสกันต์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตลอดจนพระศพของเจ้านายในพระราชวงศ์ พิธีกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นพิธีกรรมซึ่งมีที่มาจากศาสนาพราหมณ์ และมีระเบียบขั้นตอน ตลอดจนองค์ประกอบทางกายภาพที่สืบเนื่องมาจากเทพปกรณัมในศาสนาพราหมณ์ เช่น การสร้างเขาพระสุเมรุเพื่อประกอบในพระราชพิธีโสกันต์ การใช้สิ่งอันเป็นมงคลต่างๆ ตามคติพราหมณ์ประกอบในพิธี เช่น ใช้สังข์ในการรดน้ำในพิธีกรรมต่างๆ ใช้หญ้าคาในการปูลาดพระที่นั่งภัทรบิฐในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นต้น

ในแต่ละเดือนมีพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ที่ราชสำนักจะต้องปฏิบัติเป็นพิธีกรรมแห่งรัฐ เพื่อความเป็นศรีสวัสดิมงคลแก่พระนคร และความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง ตลอดจนเป็นการเตรียมความพรักพร้อมด้านกำลังและอาวุธในคราวที่บ้านเมืองจะต้องรบพุ่งเพื่อรักษาเอกราชจาก

อริราชศัตรู และในบางเดือนเมื่อไม่มีกิจอันเกี่ยวเนื่องกับคติพราหมณ์ได้มีการประกอบพระราชพิธีอันเนื่องมาจากพุทธศาสนาแทน พระราชพิธีแห่งรัฐเหล่านี้ เรียกว่าพระราชพิธีสิบสิงเดือน

พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปีชวด พุทธศักราช ๒๔๓๑ เนื่องจากกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระราชาธิบาย เรื่องพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งทำประจำพระนคร พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอดของความเรียงอธิบาย ให้ข้อมูลเรื่องการพระราชพิธีสิบสองเดือนโดยละเอียด อีกทั้งทรงวินิจฉัยที่มาของการพระราชพิธีและการแก้ไขเปลี่ยนของการพระราชพิธีในสมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชสมัยของพระองค์ ซึ่งในที่นี้จะถือเอาพระราชพิธีประจำ ๑๒ เดือนในหนังสือเล่มนี้เป็นหลัก

พระราชพิธีสิบสองเดือน เป็นพระราชกรณียกิจของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับเทพเจ้าที่จะต้องจัดทำขึ้นเป็นประจำในแต่ละเดือนเพื่อจะคงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความมั่นคงของบ้านเมือง และเพื่อแสดงความเป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือพระเจ้าจักรพรรดิราช เชื่อกันว่า หากมีการขาดตกบกพร่องในการประกอบพระราชพิธีดังกล่าวจะก่อให้เกิดอันตรายแก่บ้านเมือง ดังนั้นจึงมีการประกอบพระราชพิธีสิบสองเดือนสืบต่อกันเป็นเวลายาวนาน (เทพพิทู, ๒๕๕๐ : ๑)

พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เดิมเรียกว่า พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลในสมัยอยุธยาจะประกอบขึ้นในเดือนห้าและเดือนสิบ เป็นพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์สำหรับแผ่นดินสืบเนื่องมาแต่โบราณ มีความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบรูณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์เป็นผู้มีพระราชอำนาจ สูงสุดและเป็นศูนย์กลางของพระราชอาณาจักร มีรูปแบบที่จัดขึ้นเพื่อให้พระบรมวงศานุวงศ์และ ข้าราชการดื่มน้ำสาบานว่าจะจงรักภักดีและซื่อตรงต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการให้สัตย์สาบาน ประเภทหนึ่งที่ใช้น้ำเป็นสื่อกลาง ส่วนในทางปฎิบัติของการถือน้ำนั้นเป็นการเอาคมศาสตราวุธต่าง ๆ มาทำพิธีสวดหรือสาปแช่งด้วยการโอมอ่านลิลิตโองการแช่งน้ำ ถือว่าเป็นพิธีระงับยุคเขนของบ้านเมือง (เบญจมาศ พลอินทร์, ๒๕๒๓ : ๒๒) พระราชพิธีนี้เชื่อว่ามีมาก่อนการก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา และยังเป็นที่แพร่หลายใน ดินแดนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร, ๒๕๔๖ : ๓๑)

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้นมีหลักฐานวรรณกรรมเรื่อง ลิลิตโองการแช่งน้ำ ใช้เป็นประกาศคำถวายสัตย์ในพระราชพิธีถือน้ำ พระราชพิธีดังกล่าวนี้ยังประกอบในโอกาสต่างๆ เช่น พระราชพิธีถือน้ำเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์ พระราชพิธีถือน้ำเมื่อออกสงคราม นอกเหนือไปจากที่กระทำเป็นประจำทุกปี ๆ ละสองครั้ง ในสมัยอยุธยาข้าราชการถือน้ำที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาย้ายไปที่วิหารพระ มงคลบพิตร เมื่อถือน้ำแล้วใช้ดอกไม้ธูปเทียนไปถวายบังคมพระเชษฐบิดร เป็นเทวรูปฉลองพระองค์ของพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ แล้วจึงเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกัน หากผู้ใดไม่สามารถเข้ามาถือน้ำในกรุงศรีอยุธยาได้ จะประกอบพระราชพิธีถือน้ำที่วัดอารามใหญ่ ๆ ในท้องที่นั้น

พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในสมัยอยุธยาจะประกอบพระราชพิธีนี้ในวาระต่าง ๆ ๔ วาระด้วยกันคือ (สุภาพรรณ ณ บางช้าง, ๒๕๓๙ : ๑๑๘ – ๑๔๘)

๑. พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสวยสิริราชสมบัติ กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จสวรรคต พระบรมโอรสาธิราชผู้สืบราชสมบัติ ปรงโปรดเกล้าฯให้มีพระบรมราชโองการให้พระบรมวงนุสานุวงศ์ ข้าราชกาล เจ้าหัวเมืองน้อยใหญ่มาเข้าเฝ้ายังพระราชวังเพื่อดื่มน้ำถวายสัตย์สาบานแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินองศ์ใหม่

๒. พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาประจำปี อันประกอบด้วยเดือนห้าและเดือนสิบ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการตรวจสอบบรรดาข้าราชกาลและเจ้าหัวเมืองต่าง ๆ หากผู้ใดไม่เข้ามาร่วมพิธีก็จะถือว่าเป็นกบฏ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่ข้าราชการด้วย

๓. พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในสงคราม เป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินและประเทศชาติที่กำลังจะเสียสละชีวิตในการออกสงคราม เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังให้แก่เหล่าทหาร เพราะน้ำพระพิพัฒน์สัตยานั้นถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วย

๔. พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในทางการเมือง ถือเป็นพิธีช่วยประสานไมตรีและสร้างความมั่นคงทางการเมืองของบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ จะประกอบพระราชพิธีก็ต่อเมื่อเห็นว่า หัวเมืองนั้นแสดงความกระด้างกระเดื่องมีแนวโน้มจะแข็งเมือง

ในสมัยรัตนโกสินทร์ กำหนดปีหนึ่งนั้นให้ประกอบขึ้น ๒ ครั้ง คือ ใน วันขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๕ และ วันแรม ๑๓ ค่ำเดือน ๑๐ การถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในกรุงรัตนโกสินทร์ มี ๕ อย่างคือ (สมปราชญ์ อัมมะพันธุ์, ๒๕๓๖ : ๓๐๗)

๑. ถือน้ำเมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้รับราชสมบัติ เป็นพิธีจร

๒. ถือน้ำสำหรับผู้ที่ได้รับราชกาลอยู่แล้ว ต้องถือน้ำปีละ ๒ ครั้ง เป็นพิธีประจำ ท้ายพระราชพิธีพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ เข้าสู่เดือน ๕ ครั้งหนึ่ง และพิธีสารท เดือน ๑๐ ครั้งหนึ่ง

๓. ถือน้ำสำหรับผู้ซึ่งมาจากเมืองปัจจามิตรเข้ามาสู่บรมโพธิสมภาร เป็นพิธีจร

๔. ถือน้ำสำหรับทหารซึ่งถืออาวุธอยู่เสมอ ต้องถือน้ำทุกเดือน เป็นพิธีประจำ ประกอบขึ้นในวันขึ้น ๓ ค่ำของทุกเดือน

๕. ถือน้ำสำหรับผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาราชการ ต้องถือน้ำทุกเดือน เป็นพิธีจร

ในโครงพระราชพิธีทวาทศมาสพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหามาลากรมพระยาบำราปปรปักษ์ (๒๕๔๕ : ๒๔) กล่าวไว้ว่า

“เดือนห้าให้ตั้งราช พิธีมี

น้ำพระพัฒสัตย์วาที ทุกผู้

ในพระอุโบสถศรี รัตนศาส ดานา

พราหมณ์ชาติโหรารู้ แช่งน้ำชุบพระแสง”

การพิธีถือน้ำประกอบขึ้นที่วักพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งพระพุทธรูปชัยวัฒน์เงิน รัชกาลที่ ๑ พระชัย รัชกาลที่ ๕ พระชัยเนาวโลหะน้อยสำหรับนำเสด็จพระราชดำเนิน พระปริยัติธรรมสามพระคัมภีร์ และเทวรูปพระอิศวร พระอุมา พระนารายณ์ พระพรหม พระแสงศรสาม พระแสงพอกเพชรรัตน์ พระแสงต่าง ๆ สำหรับจุ่มลงในหีบมุขบรรจุน้ำตั้งอยู่หน้าโต๊ะหมู่พระพุทธรูป มีพระชันหยก เทียนสำหรับพระราชพิธี พระถ้วยแก้วโมราจานรองกรอบทองคำประดับเพชร เครื่องต้นสำรับหนึ่ง ริมฐานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีม้าเท้าคู้ทองเหลือง ตั้งหมอน้ำเงินสิบสองหม้อ ขันสาครตั้งข้างล่างสองขัน โยงสายสิญจน์ถึงกันตลอด พระสงฆ์ ๓๘ รูปเจริญพระพุทธมนต์

พระมหาราชครูอ่านโองการแช่งน้ำ เมื่ออ่านโองการจบ เจ้ากรมพราหมณ์พฤฒิบาศเชิญพระแสงดาบออกจากฝัก ชุบน้ำในหม้อเงินและขันสาครทุกใบไปพร้อม กับที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ดนตรีประโคม เมื่อชุบพระแสงศาสตราเสร็จ พระมหาราชครูแห่น้ำที่ชุบพระแสงลงในเครื่องโมราเครื่องต้น เจือกับน้ำพระราชพิธีพราหมณ์ จากนั้นเจ้ากรมพฤฒิบาศรับพระขันหยกไปเท เจือปนในหม้อเงินและขันสาคร

พระมหาราชครูพิธีนำน้ำมาถวายพระเจ้าแผ่นดินเสวย ซึ่งแต่เดิม ผู้ที่ถือน้ำนั้นจะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ เจ้าหัวเมืองประเทศราชทั้งหลาย ข้าราชการเท่านั้น มาครั้งรัชกาลที่ ๔ ทรงเริ่มที่จะถือน้ำด้วย เป็นการแสดงถึงความซื่อสัตย์ต่อการบริหารประเทศและอาณาประชาราชทั้งหลาย เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสวยเสร็จ จึงเป็นลำดับของพระบรมวงศานุวงศ์ เจ้าหัวเมือง และบรรดาข้าราชกาลตามลำดับศักดินาที่มีตั้งแต่ ๔๐๐ ขึ้นไป ส่วนบรรดาพวกที่อยู่ไกลจากเมืองหลวงจะประกอบพระราชพิธีถือน้ำในวันเดียวกันนี้ที่อารามหลวง อนึ่งถ้าผู้ใดขาดการถือน้ำจะมีโทษถึงตายยกเว้นแต่ไข้ป่วย (สมปราชญ์ อัมมะพันธุ์, ๒๕๓๖ : ๓๐๙)

คำสาปแช่งที่ปรากฏในลิลิตโองการแช่งน้ำ

แช่งให้ตายรวดเร็ว

“พนธุพวกพ้องญาติกามาไสร้ ไขว้ใจจอด ทอดใจรัก ชักเกลอสหาย ตนทั้งหลายมาเพื่อจะทำขบถ ทดโหร่ห์แก่เจ้าตนไสร้ จงเทพยดาฝูงนี้ ให้ตายในสามวัน อย่าให้ทันในสามเดือน อย่าให้เคลื่อนในสามปี อย่าให้มีศุขสวัสดิเมื่อใด ฯ” (จิตร ภูมิศักดิ์.๒๕๒๔ : ๓๙๐)

แช่งให้น้ำสาบานกลายเป็นเปลวไฟตัดคอ

“..............................
บ่ซื่อ มล้างออเอา ใส่เล้า
บ่ซื่อ น้ำอยาดท้อง เปนรุ่ง

บ่ซื่อ แร้งกาเต้า แตกตา” (จิตร ภูมิศักดิ์.๒๕๒๔ : ๓๘๘)

ให้น้ำสาบานที่ตกถึงท้องคนคิดทรยศกลายเป็นสัตว์ร้าย—

“ เจาะเพาะพุง ใบแบ่ง
บ่ซื่อ หมาหมีหมู เข่นเขี้ยว
เขี้ยวชาชแวง ยายี
ยมราชเกี้ยว ตาตาว ช่วยดู ฯ” (จิตร ภูมิศักดิ์.๒๕๒๔ : ๓๘๘)

ให้ผีมาสูบ ทำร้าย ตกนรกอเวจี

— “จุ่งมาสูบเอา เขาผู้บ่ซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถเกียจกาย หว้ายกะทู้ฟาดฟัน คว้านแคว้นมัดศอก หอกดิ้นเด้าเท้าทก หลกเท้าให้ไป่มิทันตาย หงายระงมระงม ยมพบาลลากไป ไฟนรกปลาบปลิ้นดิ้นพลาง เขาวางเหนืออพิจี” (จิตร ภูมิศักดิ์.๒๕๒๔ : ๓๘๙ – ๓๙๐)

ให้ข้าวที่กินร้อนเป็นไฟ พึ่งน้ำไม่ได้จนตาย

— “อย่ากินเข้าเพื่อไฟ จนตาย อย่าอาไศรยแก่น้ำ จนตาย” (จิตร ภูมิศักดิ์.๒๕๒๔ : ๓๙๐)

ให้ไปเกิดเป็นปล่องไฟที่ถูกไฟเผาตลอดเวลา, นอนในบ้านให้หญ้าคาที่มุงบ้านเป็นดาบทำร้ายเอา, ให้ฟ้าถล่มทับ, แผ่นดินสูบ, ให้กินแต่ไฟ

— “นอนเรือนคำรนคา จนตาย ลืมตาหงายสู่ฟ้า จนตาย ก้มหน้าลงแผ่นดิน จนตาย สีลองกินไฟต่างง้วน จนตายฯ” (จิตร ภูมิศักดิ์.๒๕๒๔ : ๓๙๐)

คำสาปแช่งในคำประกาศถวายสัตย์สาบานในรัชกาลที่ ๕

ให้เทพดลพระทัยพระเจ้าอยู่หัวประหารชีวิต

— “...ถ้ามีการศึกยกมากระทำแก่พระนครก็ดี พระพุทธเจ้าอยู่หัวจะใช้ข้าพระพุทธเจ้าไปกระทำสงครามแห่งใด ตำบลใดก็ดี ถ้าข้าพระพุทธเจ้าเกรงกลัวข้าศึกมากกว่าเจ้า ไม่ทำการเอาชัยชนะข้าศึกได้ ขอให้เทพยเจ้าอันรักษาโลกในมงคลจักรวาฬ หมื่นโกฎิจักรวาฬแสนโกฏิจักรวาฬ มาเข้าดลพระทัยพระเจ้าอยู่หัว ให้ตัดหัวผ่าอกข้าพระพุทธเจ้า...”(เบญจมาศ พลอินทร์, ๒๔๒๓ : ๒๓)

ให้เทวดามาเอาชีวิตไป

— “...ถ้าข้าพระพุทธเจ้ามิได้ ตั้งอยู่ในความสัจสาบานดุจกล่าวมานี้ ขอจงภูมิเทวดา อารักษเทวดา อากาศเทวดา รุกขเทวดา ท้าวจตุโลกบาล ท้าวอัฐโลกบาล ท้าวทัศโลกบาลอันมีฤทธิ์สิทธิศักดิ์ลงสังหารผลาญชีวิต ฯ...”(เบญจมาศ พลอินทร์, ๒๔๒๓ : ๒๓)

ไม่ให้พบรัตนตรัย

— “...ครั้งสิ้นกรรมจากที่นั้นแล้ว แล้วจงไปบังเกิดในภพใด ๆ อย่าให้ข้าพระพุทธเจ้าพบพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า ซึ่งจะมาโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าได้เลย...” (เบญจมาศ พลอินทร์, ๒๔๒๓ : ๒๓)

— ให้ตายด้วยภัยธรรมชาติ อาวุธเทวดา และสัตว์ร้าย

— “...ให้ฉินทภินทะพินาศ ด้วยอุปะปีฬก, อุปเฉทคกรรมุปะฆาฏด้วยอัสนีบาตรสายฟ้าฟาด ราชสัตถาวุธดาบ องครักษ์จักรนารายณ์ กระบือเสี่ยว ช้างแทง เสือสัตว์อันร้ายในน้ำในบก จงพิฆาฏอย่าให้ปราศจากปัญจวีสติมหาภัย ๒๕ ประการ และทวดึงส์ กรรมกรณ์ ๓๒ ประการ...”(เบญจมาศ พลอินทร์, ๒๔๒๓ : ๒๓)

— ให้ตายด้วยโรคร้ายภายใน ๓ วัน ๗ วัน

— “...ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารับพระราชทานน้ำพิพัฒน์สัจจาธิษฐานนี้แล้ว จงบันดาลให้เกิดฝีพิษ ฝีกาลอติสารชราพาธ ฉันนะวุติโรคร้าย ๙๖ ประการ ให้อกาลมรณภาพตายด้วยความทุกข์เวทนาลำบากให้ประจักษ์แก่ตาโลกใน ๓ วัน ๗ วัน...” (เบญจมาศ พลอินทร์, ๒๔๒๓ : ๒๓)

ให้ตกนรกหมกไหม้

— “แล้วจงไปบังเกิดในมหานรกหมกไหม้อยู่สิ้นแสนกัลป์อนันตชาติ”(เบญจมาศ พลอินทร์, ๒๔๒๓ : ๒๓)

ข้อสังเกตของคำสาปแช่งสมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ รัชการที่ ๕

— สมัยอยุธยา ไม่ปรากฏการให้พรผู้ดื่มน้ำสาบานที่ทำตามคำสาบาน การประพันธ์ร่าย และโครง อ้างอำนาจเทวดาและความเชื่อศาสนาพราหมณ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำท้องถิ่น คำสาปแช่งมีน้อย

สมัยรัชกาลที่ ๕ มีการให้พรมากมายเพื่อตอบแทนที่ตนปฏิบัติตามคำสาบาน การประพันธ์แบบความเรียง อ้างอำนาจพระรัตนตรัยเป็นส่วนใหญ่และความเชื่อตามศาสนาพุทธ คำสาปแช่งมีมาก เน้นโรคร้าย

อ้างอิง

บรรณานุกรม

กฎหมายตรา ๓ ดวง เล่ม ๑. แก้ไขปรับปรุงใหม่ ๒๕๔๘. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ. ๒๕๔๘.

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา. ๒๕๑๔.

จิตร ภูมิศักดิ์. โองการแช่งน้ำ และ ข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา. พิมพ์ครั้งที่สอง.กรุงเทพฯ ดวงกมล. ๒๕๒๔.

ชะเอม คล้ายแก้ว. สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, คู่มือปฏิบัติงานเกี่ยวกับเอกสารโบราณ(กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๔๘), ๑๙ – ๒๔.

ธวัช ปุณโณทก. การอ่านจารึกสมัยต่างๆ. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ๒๕๕๒.

นิยะดา เหล่าสุนทร.ไตรภูมิพระร่วง : การศึกษาที่มา.กรุงเทพฯ : แม่คำผาง, ๒๕๔๓.

เบญจมาศ พลอินทร์. วรรณคดีขนบประเพณีพระราชพิธีสิบสองเดือน. พิมพ์ครั้งแรก. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. ๒๕๒๓.

บำราบปีปักษ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยา. โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ๒๕๔๕.

เทพพิทู, ออกญา. (ฌืม กรอเสม). พระราชพิธีทวาทศมาส หรือพระราชพิธีสิบสองเดือนกรุงกัมพูชา ภาค ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : กรมสารนิเทศ. ๒๕๕๐.

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน). ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย. สื่อออนไลน์.http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/index.php. สืบค้นเมื่อ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๖.

สมปราชญ์ อัมมะพันธุ์. ประเพณีและพิธีกรรมในวรรณคดีไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ :โอเดียนสโตร์. ๒๕๓๖.

สุภาพรรณ ณ บางช้าง. “ขนบธรรมเนียมประเพณี : ความเชื่อและแนวการปฏิบัติในสมัยสุโขทัยถึง สมัยอยุธยาตอนกลาง .” โครงการเผยแพร่ผลงานวิจัย ฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์.๒๕๓๕.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี



ความเห็น (0)